อ่านแล้ว 151 ครั้ง
ข้อมูลนวัตกรรม
ชื่อนวัตกรรม :
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบ STEM บนฐานวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อเสริมสร้าง Soft Power และเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลแม่เมาะ(ชุมชน 1) จังหวัดลำปาง
ประเภทนวัตกรรม :
SoftPower
ระดับการศึกษา :
ประถมศึกษา
กลุ่มสาระการเรียนรู้ :
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ข้อมูลผู้พัฒนา
ชื่อ-สกุลผู้พัฒนา :
นายนพดล วังซ้าย
โรงเรียน/หน่วยงาน :
อนุบาลแม่เมาะ(ชุมชน1)
กลุ่มสาระการเรียนรู้/วิชาที่สอน :
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
อีเมล :
nopadol@abms1.ac.th
บทคัดย่อ/บทสรุป
บทคัดย่อ
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ STEM บนฐานวัฒนธรรมท้องถิ่น (ประเพณีแห่ช้างผ้า) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 2) เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวต่อการเสริมสร้าง Soft Power ของครูและการเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาของนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลแม่เมาะ(ชุมชน 1) ปีการศึกษา 2568 จำนวน 32 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ 2) แบบทดสอบวัดประสิทธิภาพการแก้ปัญหา และ 3) แบบประเมิน Soft Power ของครู การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples)
ผลการวิจัยพบว่า:
รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ STEM บนฐานวัฒนธรรมท้องถิ่น (ประเพณีแห่ช้างผ้า) ที่พัฒนาขึ้น มีความเหมาะสมในระดับสูงมาก โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องเฉลี่ยเท่ากับ 0.77
ประสิทธิภาพการแก้ปัญหาของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ . 001 โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 39.25 และก่อนเรียนเท่ากับ 23.72
Soft Power ของครูผู้สอนโดยรวมหลังการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.69
ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการการจัดการเรียนรู้แบบ STEM เข้ากับบริบทวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาของผู้เรียน ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างคุณลักษณะเชิงบวกหรือ Soft Power ของครูผู้สอนได้เป็นอย่างดี
คำสำคัญ: การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็ม , วัฒนธรรมท้องถิ่น, ซอฟต์พาวเวอร์, ทักษะการแก้ปัญหา, การวิจัยและพัฒนา
ABSTRACT
This research and development aimed to: 1) develop a STEM learning management model based on local culture (the Hae Chang Pha tradition) for fourth-grade students , and 2) study the effects of this model on enhancing the teacher's Soft Power and improving students' problem-solving efficiency. The sample group, selected through purposive sampling, consisted of 32 fourth-grade students at Anuban Maemoh (Chumchon 1) School during the 2025 academic year. The study employed a Research and Development (R&D) design. Research instruments included: 1) the STEM learning management model, 2) a problem-solving efficiency test, and 3) a teacher's Soft Power evaluation form. Data were analyzed using the Index of Item-Objective Congruence (IOC), mean, standard deviation, and a dependent samples t-test.
The findings were as follows:
The developed STEM learning management model based on local culture (the Hae Chang Pha tradition) was found to be highly appropriate, with an average IOC of 0.77.
Students' post-intervention problem-solving efficiency was significantly higher than their pre-intervention efficiency at the .001 level, with mean scores of 39.25 and 23.72, respectively.
The teacher's overall Soft Power after the intervention was rated at the highest level, with a mean score of 4.69.
The results indicate that integrating STEM learning management with a local cultural context is an effective approach for promoting students' problem-solving skills while simultaneously enhancing the positive attributes, or Soft Power, of the teacher.
Keywords: STEM Learning Management, Local Culture, Soft Power, Problem-Solving Skills, Research and Development
หลักการและเหตุผล
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบ STEM บนฐานวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อเสริมสร้าง Soft Power และเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลแม่เมาะ(ชุมชน 1) จังหวัดลำปาง
ในยุคศตวรรษที่ 21 การจัดการศึกษาได้เปลี่ยนแปลงไปสู่การเน้นการพัฒนาทักษะในศตวรรษใหม่ที่ต้องการความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการสร้างสรรค์ การจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ซึ่งเป็นการบูรณาการความรู้ใน 4 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากลว่าเป็นแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่สำคัญ เนื่องจากเน้นการพัฒนาทักษะที่เกิดจากการปฏิบัติจริงไม่ใช่เรียนแค่ทฤษฎีเท่านั้น (บริษัท เอ็นที เมโทร เซอร์วิส จำกัด, 2022)
การจัดการเรียนรู้แบบ STEM ในบริบทของประเทศไทยได้มีการปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและความต้องการของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำวัฒนธรรมท้องถิ่นมาเป็นฐานในการจัดการเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่กำหนดให้การศึกษาเป็น "กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม" (เลิรน์ เอ็ดดูเคชั่น, 2020) การเชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงเป็นแนวทางที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งและมีความหมายสำหรับผู้เรียน
ในขณะเดียวกัน แนวคิดเรื่อง Soft Power หรืออำนาจละมุนได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในบริบทของการพัฒนาประเทศไทย Soft Power ในทางการศึกษาหมายถึงความสามารถในการสร้างอิทธิพลและแรงจูงใจผ่านความน่าเชื่อถือ ความเชี่ยวชาญ และความสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในด้านสังคมและเศรษฐกิจ (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, 2022) การพัฒนา Soft Power ของครูในการจัดการเรียนรู้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนการสอนและการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน
ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนา Soft Power โดยเฉพาะในด้านการศึกษาและวัฒนธรรม โดยรัฐบาลได้มีนโยบายสนับสนุนการสร้างพลังสร้างสรรค์หรือ Soft Power ของประเทศ เพื่อยกระดับและพัฒนาความสามารถในการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) บนฐานทุนทางวัฒนธรรม (โครงการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้, 2023) การเชื่อมโยงระหว่างการศึกษาแบบ STEM กับวัฒนธรรมท้องถิ่นและการสร้าง Soft Power จึงเป็นแนวทางที่น่าสนใจในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
สำหรับการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนในระดับประถมศึกษา การจัดการเรียนรู้แบบ STEM ได้แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์เชิงบวกอย่างชัดเจน เนื่องจากกระบวนการเรียนรู้แบบ STEM เน้นการให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง คิดวิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 (เลิรน์ เอ็ดดูเคชั่น, 2020) การศึกษาวิจัยในหลายๆ ประเทศได้แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบ STEM มีผลต่อการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา ทักษะการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ และความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจสภาพปัญหาในโรงเรียนอนุบาลแม่เมาะ(ชุมชน 1) พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ยังประสบปัญหาในด้านทักษะการแก้ปัญหาอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่านักเรียนร้อยละ 30 ไม่สามารถคิดลำดับขั้นตอนการแก้ปัญหาได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความบกพร่องในทักษะการคิดเชิงระบบและการวางแผนแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบสำหรับนักเรียนในระดับประถมศึกษา
โรงเรียนอนุบาลแม่เมาะ(ชุมชน 1) ซึ่งตั้งอยู่ในบ้านเมาะหลวง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เป็นโรงเรียนชุมชนที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประเพณีแห่ช้างผ้าซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของท้องถิ่น การนำวัฒนธรรมท้องถิ่นเช่นนี้มาใช้เป็นฐานในการจัดการเรียนรู้แบบ STEM จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนา Soft Power ทั้งของครูและนักเรียน
การวิจัยนี้จึงมีความสำคัญในการศึกษาและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ STEM บนฐานวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้าง Soft Power ของครูและเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยผลการวิจัยจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนชุมชนในประเทศไทย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาย.นพดล วังซ้าย, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=2E9BG00000000100 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.