![]() |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ข้อมูลนวัตกรรม
การปลูกฝังคุณลักษณะความพอเพียงและการรู้ค่าของจำนวนในเด็กปฐมวัย โดยใช้ นวัตกรรม
SoftPower
ปฐมวัย
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
บทคัดย่อ/บทสรุป
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้นวัตกรรม “กระปุกออมความดีแลกดาว” ในการปลูกฝังคุณลักษณะความพอเพียงและการรู้ค่าของจำนวนในเด็กปฐมวัย กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยคือเด็กนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ห้อง 5 โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง จำนวน 25 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) ประกอบด้วยขั้นตอน วางแผน ปฏิบัติ สังเกต และสะท้อนผล ระยะเวลาการดำเนินกิจกรรมทั้งหมด 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นวัตกรรม “กระปุกออมความดีแลกดาว” แบบสังเกตพฤติกรรมความพอเพียง แบบประเมินการรู้ค่าของจำนวน บันทึกภาคสนาม และแบบสะท้อนผล กิจกรรมประกอบด้วยการสะสมดาวจากพฤติกรรมพึงประสงค์ เช่น การรับผิดชอบตนเอง การอดทน การแบ่งปัน และการเลือกใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า โดยเด็กสามารถใช้ดาวที่สะสมแลกเปลี่ยนของรางวัลหรือสิทธิพิเศษในห้องเรียนได้ตามที่กำหนด ผลการวิจัยพบว่า หลังจากใช้กิจกรรม “กระปุกออมความดีแลกดาว” เด็กมีระดับพฤติกรรมความพอเพียงสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และความสามารถในการรู้ค่าของจำนวนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ข้อมูลเชิงคุณภาพยังพบว่า เด็กสามารถวางแผนสะสมดาว รู้จักเลือกอย่างมีเหตุผล และมีความภาคภูมิใจในการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ กิจกรรมดังกล่าวส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่ดีและการเรียนรู้ที่มีความหมายสำหรับเด็กปฐมวัย ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่านวัตกรรม “กระปุกออมความดีแลกดาว” เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการปลูกฝังคุณลักษณะความพอเพียงและเสริมสร้างการรู้ค่าของจำนวนในเด็กปฐมวัย ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดประสบการณ์เรียนรู้ในระดับอนุบาลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน คำสำคัญ: ความพอเพียง, การรู้ค่าของจำนวน, เด็กปฐมวัย, กระปุกออมความดี, นวัตกรรมการเรียนรู้ Abstract This classroom action research aimed to investigate the effects of using the “Good Deed Savings Jar for Star Rewards” innovation on cultivating sufficiency characteristics and number sense in early childhood students. The target group consisted of 20 kindergarten level 1 students from Room 5 at Assumption College Lampang during the first semester of the 2025 academic year. The research was conducted over a four-week period using the cycle of planning, action, observation, and reflection. The research tools included the “Good Deed Savings Jar for Star Rewards” innovation, a behavior observation form for sufficiency traits, an assessment form for number sense, field notes, and reflection records. The activities allowed children to earn stars through desirable behaviors such as responsibility, patience, sharing, and mindful use of resources. These stars could then be exchanged for classroom rewards or privileges. The findings revealed that after participating in the activities, students showed a significant improvement in sufficiency behaviors. The average behavior score increased from 2.63 to 4.16. Additionally, number sense scores rose from 24.4 to 36.3. Qualitative data indicated that students were able to set goals, plan star accumulation, make reasonable decisions, and express pride in achieving their desired rewards. These outcomes demonstrate that the innovation not only enhanced positive behaviors but also fostered meaningful mathematical thinking in early learners. The results suggest that the “Good Deed Savings Jar for Star Rewards” is an effective tool for cultivating sufficiency characteristics and developing number sense in early childhood education. It has strong potential for ongoing application in early years classrooms. Keywords: sufficiency, number sense, early childhood, good deed savings jar, educational หลักการและเหตุผล
หลักการและเหตุผล สำหรับโครงการวิจัยเรื่อง: “การปลูกฝังคุณลักษณะความพอเพียงและการรู้ค่าของจำนวนในเด็กปฐมวัย โดยใช้ นวัตกรรม "กระปุกออมความดีแลกดาว" ของนักเรียนชั้นอนุบาล 1 ห้อง 5 โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง”การศึกษาในระดับปฐมวัยถือเป็นช่วงเวลาทองของการวางรากฐานการเรียนรู้และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ได้มุ่งเน้นการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้านและสมดุล ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีและมีความสุข การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้นั้น จำเป็นต้องมีการปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ควบคู่ไปกับการวางรากฐานทักษะทางสติปัญญาที่จำเป็นตั้งแต่วัยเยาว์ ในมิติของการปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์นั้น "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของสังคมไทยที่มุ่งเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับบุคคล การนำหลักปรัชญาฯ มาประยุกต์ใช้กับเด็กปฐมวัย คือการแปลงแนวคิดให้เป็นรูปธรรมผ่านพฤติกรรมการรู้จักพอประมาณ มีเหตุผล และเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งแสดงออกผ่านการรู้จักรอคอยเมื่อต้องการสิ่งของ การเห็นคุณค่าของทรัพยากร และการแบ่งปันช่วยเหลือผู้อื่น ขณะเดียวกัน ในมิติทางสติปัญญา "ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การรู้ค่าของจำนวน (Number Sense)" เป็นทักษะที่สำคัญยิ่งกว่าการท่องจำตัวเลข เพราะหมายถึงความเข้าใจเชิงมโนทัศน์เกี่ยวกับปริมาณ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการคิดเชิงตรรกะและการแก้ปัญหาในอนาคต จากการที่ผู้วิจัยได้ปฏิบัติหน้าที่ครูประจำชั้นของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 ห้อง 5 โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง ได้สังเกตเห็นถึงประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนาในสองมิติดังกล่าว กล่าวคือ นักเรียนส่วนใหญ่ยังต้องการการส่งเสริมด้านคุณลักษณะความพอเพียง เช่น การแสดงออกถึงความต้องการในทันที การรอคอยเมื่อต้องทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น หรือการดูแลรักษาของใช้ส่วนรวม อีกทั้งยังพบว่านักเรียนบางส่วนแม้จะสามารถท่องจำตัวเลขได้ แต่ยังขาดความเข้าใจในการนับสิ่งของแบบหนึ่งต่อหนึ่ง และยังไม่สามารถบอกจำนวนสุดท้ายของสิ่งของที่นับได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นช่องว่างทางการพัฒนาที่สำคัญที่ควรได้รับการแก้ไข ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาและนำ นวัตกรรม "กระปุกออมความดีแลกดาว" มาใช้ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงบูรณาการ โดยนวัตกรรมนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาที่พบ กล่าวคือ เป็นกิจกรรมที่ใช้การสะสม "เหรียญความดี" ที่จับต้องได้ เพื่อส่งเสริมให้เด็กรู้จักการรอคอย (ความพอเพียง) และในขณะเดียวกันก็ได้ฝึกฝนทักษะการนับและเรียนรู้ค่าของจำนวนจริง (ทักษะคณิตศาสตร์) ไปพร้อมกันผ่านการเล่นที่สนุกสนานและมีความหมาย ผู้วิจัยจึงคาดหวังว่าผลจากการวิจัยในครั้งนี้ จะนำไปสู่แนวทางการพัฒนาผู้เรียนที่ตอบสนองต่อเป้าหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาในระดับปฐมวัยต่อไป
วัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาคุณลักษณะความพอเพียงของนักเรียนชั้นอนุบาล 1 ห้อง 5 โดยใช้นวัตกรรม "กระปุกออมความดีแลกดาว" 2. เพื่อพัฒนาทักษะการรู้ค่าของจำนวนของนักเรียนชั้นอนุบาล 1 ห้อง 5 โดยใช้นวัตกรรม "กระปุกออมความดีแลกดาว" แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยนี้ได้สังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎีที่สำคัญ 5 ประการ มาเป็นรากฐานในการออกแบบนวัตกรรมและกระบวนการวิจัย ดังนี้ 1. ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Philosophy of Sufficiency Economy) แนวคิดหลัก: เป็นปรัชญาที่มุ่งเน้นการดำเนินชีวิตบนทางสายกลาง ประกอบด้วย 3 หลักการสำคัญ คือ ความพอประมาณ, ความมีเหตุผล, และ การมีภูมิคุ้มกันที่ดี บนพื้นฐานของเงื่อนไขความรู้และคุณธรรม การประยุกต์ใช้ในงานวิจัย: งานวิจัยนี้นำปรัชญาฯ มาแปลงเป็นคุณลักษณะที่เป็นรูปธรรมสำหรับเด็กปฐมวัย โดยนวัตกรรม "กระปุกออมความดีแลกดาว" ได้ส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ ความพอประมาณ ผ่านการรู้จักรอคอยเพื่อสะสมเหรียญให้ครบตามจำนวน, ความมีเหตุผล ผ่านการเข้าใจกติกาง่ายๆ ว่าการทำความดีจะนำมาซึ่งรางวัล และ การมีภูมิคุ้มกัน ผ่านการฝึกฝนวินัยในการออมและการเห็นคุณค่าของสิ่งที่ได้มาด้วยความพยายามของตนเอง 2. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget's Theory of Cognitive Development) แนวคิดหลัก: เพียเจต์อธิบายว่าเด็กปฐมวัย (อายุ 2-7 ปี) อยู่ใน ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational Stage) ซึ่งมีพัฒนาการด้านการใช้สัญลักษณ์ (Symbolic Thought) แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการคิดยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentrism) การประยุกต์ใช้ในงานวิจัย: งานวิจัยนี้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กตามทฤษฎีนี้ คือ 1) การใช้ "เหรียญความดี" และ "ดาว" เป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งที่เป็นนามธรรม (ความดี, รางวัล) ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กวัยนี้สามารถเรียนรู้ได้ และ 2) การออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กลดการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง โดยฝึกฝนการแบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งเป็นหนึ่งใน "ความดี" ที่จะทำให้ได้รับเหรียญ 3. ทฤษฎีการเรียนรู้ของสกินเนอร์ (Skinner's Theory of Operant Conditioning) แนวคิดหลัก: ทฤษฎีนี้เน้นเรื่อง การเสริมแรง (Reinforcement) โดยเชื่อว่าพฤติกรรมจะมีความถี่เพิ่มขึ้นหากได้รับ "การเสริมแรงทางบวก" (Positive Reinforcement) หรือสิ่งที่น่าพึงพอใจตามหลังการกระทำนั้น การประยุกต์ใช้ในงานวิจัย: นี่คือกลไกหัวใจของนวัตกรรม โดย "เหรียญความดี" และ "ดาวสติกเกอร์" ทำหน้าที่เป็นตัวเสริมแรงทางบวกที่ชัดเจน เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ (เช่น ช่วยเหลือเพื่อน, เก็บของเล่น) และได้รับเหรียญเป็นรางวัล เด็กจะเกิดการเรียนรู้และมีแนวโน้มที่จะทำพฤติกรรมนั้นซ้ำอีกในอนาคต 4. แนวคิดการเรียนรู้ผ่านการเล่น (Concept of Learning Through Play) แนวคิดหลัก: การเล่นเป็นวิธีการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับเด็กปฐมวัย (Vygotsky, 1978) การเล่นช่วยให้เด็กได้สำรวจ ทดลอง และสร้างความเข้าใจต่อโลกรอบตัวอย่างมีความหมาย การประยุกต์ใช้ในงานวิจัย: นวัตกรรม "กระปุกออมความดีแลกดาว" ไม่ได้ถูกนำเสนอในรูปแบบของ "งาน" หรือ "การบ้าน" แต่ถูกออกแบบให้เป็น "การเล่น" ที่มีกติกา เด็ก ๆ จะรู้สึกสนุกกับการสะสมเหรียญ การนับ และการนำไปแลกดาว ทำให้กระบวนการเรียนรู้ทั้งด้านคุณธรรมและคณิตศาสตร์เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติโดยที่เด็กไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ 5. แนวคิดเกี่ยวกับการรู้ค่าของจำนวน (Concept of Number Sense) แนวคิดหลัก: เป็นความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับจำนวน ไม่ใช่แค่การท่องจำ ประกอบด้วยทักษะย่อยที่สำคัญคือ การนับแบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One-to-one Correspondence) คือ การจับคู่สิ่งของหนึ่งชิ้นกับการนับหนึ่งครั้ง และ หลักค่าประจำจำนวน (Cardinality Principle) คือ การเข้าใจว่าตัวเลขสุดท้ายที่นับคือจำนวนทั้งหมดของของในกลุ่มนั้น การประยุกจกรรมการนับ "เหรียญความดี" เพื่อนำไปแลกดาว เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝนทักษะทั้งสองอย่างนี้โดยตรงและซ้ำ ๆ ในสถานการณ์จริง ทำให้เด็กไม่ได้แค่ท่องตัวเลข แต่ต์ใช้ในงานวิจัย: กิเข้าใจ "ค่า" ของจำนวน 3, 4, หรือ 5 ได้อย่างแท้จริง
คำสำคัญ (Keywords)
คำสำคัญ (Keywords)
- คุณลักษณะความพอเพียง (Sufficiency Characteristics)(เป็นตัวแปรตามหลักของงานวิจัยที่เราต้องการพัฒนา)
- การรู้ค่าของจำนวน (Number Sense) (เป็นตัวแปรตามหลักของงานวิจัยที่เราต้องการพัฒนา)
- เด็กปฐมวัย (Early Childhood) (ระบุกลุ่มเป้าหมายหลักของการวิจัยอย่างชัดเจน)
- นวัตกรรมการเรียนรู้ (Learning Innovation) ("กระปุกออมความดีแลกดาว" ซึ่งเป็นตัวแปรต้นหรือเครื่องมือหลักที่ใช้)
- การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research)(ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจศึกษางานวิจัยประเภทเดียวกัน)
วิธีการพัฒนา
แนวทางการพัฒนางานวิจัยในอนาคต หลังจากที่ได้ดำเนินงานวิจัยในรอบแรกเสร็จสิ้นและได้ข้อสรุปเบื้องต้นแล้วสามารถพัฒนางานวิจัยนี้ต่อไปได้ในหลายมิติ ดังนี้ ระยะที่ 1: การพัฒนาต่อยอดในระยะสั้น (ปรับปรุงวงจรวิจัยถัดไป) เป็นการนำผลสะท้อน (Reflect) จากการวิจัยรอบแรก มาปรับปรุงนวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในภาคเรียนถัดไป หรือกับนักเรียนกลุ่มใหม่ 1. พัฒนามิติของ "ความดี" ให้ลึกซึ้งขึ้น: * แนวทาง: จัดกิจกรรม "สภานักเรียนจิ๋ว" ชวนเด็ก ๆ มาร่วมกันกำหนดและให้ความหมายของ "ความดี" ที่อยากจะทำในแต่ละสัปดาห์ เช่น "สัปดาห์แห่งการแบ่งปัน", "สัปดาห์แห่งวาจาไพเราะ" * การพัฒนา: เป็นการเปลี่ยนจากการทำดีตามที่ครูกำหนด ไปสู่การริเริ่มทำดีด้วยความเข้าใจของตนเอง ส่งเสริมทักษะการคิดและประชาธิปไตยในชั้นเรียน 2. พัฒนา "โจทย์คณิตศาสตร์" ให้ท้าทายและหลากหลาย: * แนวทาง: เพิ่มความซับซ้อนของกติกาการแลกดาว สำหรับกลุ่มเด็กที่พัฒนาได้เร็ว เช่น จากเดิม 5 เหรียญ = 1 ดาว อาจเพิ่มโจทย์เป็น เด็ก ๆ ต้องมีเหรียญสีฟ้า 3 เหรียญ และสีเหลือง 2 เหรียญ จึงจะรวมกันเป็น 5 เหรียญเพื่อแลกดาวได้ * การพัฒนา: เป็นการต่อยอดจากเรื่อง "จำนวน" ไปสู่เรื่อง "การจำแนกประเภท" และ "การบวกเลขอย่างง่าย" ซึ่งเป็นการสอนที่แตกต่างตามศักยภาพของเด็ก (Differentiated Instruction) 3. สร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ปกครอง: * แนวทาง: สร้าง "กระปุกออมความดี...ฉบับที่บ้าน" โดยจัดทำสมุดสื่อสารเล่มเล็ก ๆ ให้ผู้ปกครองบันทึกความดีที่เด็กทำที่บ้าน เพื่อนำมาแลก "เหรียญพิเศษ" ที่โรงเรียนในวันศุกร์ * การพัฒนา: เป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียน (Home-School Partnership) ทำให้การปลูกฝังคุณธรรมเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ระยะที่ 2: การขยายผลในระยะกลาง (ทำวิจัยในหัวข้อที่ใหญ่ขึ้น) เป็นการนำความสำเร็จจากงานวิจัยชิ้นแรก ไปขยายผลให้เกิดประโยชน์ในวงกว้างขึ้น 1. ขยายกลุ่มเป้าหมาย: * แนวทาง: นำนวัตกรรม "กระปุกออมความดีแลกดาว" ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นอนุบาล 1 ทุกห้องของโรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง แล้วทำวิจัยเปรียบเทียบผล * การพัฒนา: จะทำให้งานวิจัยมีความน่าเชื่อถือสูงขึ้น และสามารถยกระดับนวัตกรรมให้กลายเป็น "รูปแบบการปฏิบัติที่เป็นเลิศ" (Best Practice) ของโรงเรียนได้ 2. บูรณาการกับ Soft Power ด้านอื่น: * แนวทาง: ทำวิจัยชิ้นใหม่ในหัวข้อ "การบูรณาการนวัตกรรมกระปุกออมความดีฯ เพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ล้านนาในเด็กปฐมวัย" โดยอาจออกแบบเหรียญความดีเป็นลวดลายตุง หรือให้ "ความดี" รวมถึงการฝึกพูดคำเมืองง่ายๆ การไหว้แบบล้านนา * การพัฒนา: เป็นการเชื่อมโยงนวัตกรรมเดิมเข้ากับบริบทวัฒนธรรมท้องถิ่น (จ.ลำปาง) ซึ่งเป็นแนวทางที่กำลังได้รับความสนใจอย่างสูง ระยะที่ 3: การเผยแพร่องค์ความรู้ในระยะยาว (สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้) เป็นการนำองค์ความรู้ที่ได้ไปแบ่งปันและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เพื่อนครูและวงการศึกษา 1. นำเสนอผลงาน: * แนวทาง: นำเสนอผลการวิจัยและนวัตกรรมในเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของโรงเรียน (PLC), การประชุมวิชาการของ สช. หรือเวทีระดับประเทศ * การพัฒนา: เป็นการสร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเองและสถาบัน และเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญท่านอื่น 2. เขียนบทความวิชาการ/บทความวิจัย: * แนวทาง: เรียบเรียงงานวิจัยทั้ง 5 บทให้เป็นบทความวิจัยฉบับสมบูรณ์ แล้วส่งตีพิมพ์ในวารสารทางการศึกษา * การพัฒนา: เป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนและสามารถถูกนำไปอ้างอิงต่อได้ จัดตั้ง "ห้องเรียนต้นแบบ" (Model Classroom): * แนวทาง: พัฒนาห้องเรียนของครูแหม่มให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับครูท่านอื่น ๆ ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงานการใช้นวัตกรรมนี้จริงในชั้นเรียน * การพัฒนา: ครูแหม่มจะกลายเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) และเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนร่วมวิชาชีพได้อย่างแท้จริง
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ 1. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ 1.1 ผลการปลูกฝัง “คุณลักษณะความพอเพียง” ข้อมูลจากแบบสังเกตพฤติกรรม 5 ด้าน คือ ความรับผิดชอบ, ความอดทน, การแบ่งปัน, การเลือกอย่างมีเหตุผล, การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เก็บข้อมูล ก่อนและหลัง การใช้กิจกรรมเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ตารางที่ 1: ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของพฤติกรรมความพอเพียง
สรุป: พบว่าหลังใช้กิจกรรม เด็กมีพฤติกรรมความพอเพียงดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้าน “ความรับผิดชอบ” และ “ความอดทน” 1.2 ผลด้าน “การรู้ค่าของจำนวน” ประเมินจาก 4 ตัวชี้วัด ได้แก่ * การนับจำนวน * การสะสมดาว * การตัดสินใจแลกดาว * การจัดลำดับความสำคัญของรางวัล เครื่องมือที่ใช้: แบบประเมินคะแนนเต็ม 10 ต่อรายการ ตารางที่ 2: ค่าเฉลี่ยผลการประเมินการรู้ค่าของจำนวน
สรุป: นักเรียนมีพัฒนาการด้านการรู้ค่าของจำนวนชัดเจน โดยเฉพาะในการ “สะสมดาวเพื่อเป้าหมาย” และ “เลือกของรางวัลอย่างมีเหตุผล” สรุปผลการวิเคราะห์ จากข้อมูลทั้งหมด พบว่านวัตกรรม “กระปุกออมความดีแลกดาว” - มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมพฤติกรรมความพอเพียงของเด็ก - พัฒนา “การรู้ค่าของจำนวน” อย่างเป็นรูปธรรม - ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ทั้งทางสังคมและสติปัญญา - สร้างแรงจูงใจและเป้าหมายเชิงบวกในกลุ่มเด็กปฐมวัย
วิธีการใช้งาน
วิธีการใช้งานนวัตกรรม “กระปุกออมความดีแลกดาว” นวัตกรรม “กระปุกออมความดีแลกดาว” เป็นเครื่องมือในการปลูกฝังคุณลักษณะความพอเพียงและการรู้ค่าของจำนวนในเด็กปฐมวัย โดยใช้หลักการเสริมแรงเชิงบวกและการเรียนรู้ผ่านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมประจำวัน 1. วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ - กระปุกเก็บดาว: ใช้เป็นขวดพลาสติกใสหรือถุงซิปล็อกใส ติดชื่อเด็กแต่ละคน - เหรียญดาว: ทำจากกระดาษแข็งหรือพลาสติก สีสดใส ขนาดพอเหมาะกับมือเด็ก - บอร์ดของรางวัล: แสดงรายการรางวัลที่สามารถแลกดาวได้ เช่น เลือกนิทานก่อนนอน เล่นของเล่นพิเศษ หรือรางวัลเล็ก ๆ ที่เด็กสนใจ - ตารางการสะสมดาว (เสริม): ใช้สำหรับเด็กที่เริ่มวางแผนการสะสมระยะยาว 2. ขั้นตอนการใช้งาน ขั้นตอนที่ 1: เตรียมการ ครูแนะนำระบบ “ดาวแทนความดี” ให้เด็กเข้าใจ เช่น “เมื่อหนูช่วยเพื่อน หนูจะได้ดาว 1 ดวง” แจกกระปุกดาวให้แต่ละคน พร้อมติดชื่อและตกแต่งให้เด็กเกิดความเป็นเจ้าของ อธิบายบอร์ดของรางวัล โดยแบ่งเป็นรางวัลที่ใช้ดาวจำนวนน้อย–มาก เพื่อให้เด็กเห็นความเชื่อมโยงกับการสะสม ขั้นตอนที่ 2: สะสมดาว - ครูสังเกตและมอบดาวทุกครั้งเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมพึงประสงค์ เช่น * เก็บของเล่นเอง → 1 ดาว * แบ่งของเล่นให้เพื่อน → 1 ดาว * อดทนรอคิวอย่างมีมารยาท → 2 ดาว * ให้ดาวทันที พร้อมคำชม เช่น “เก่งมากลูก หนูรู้จักแบ่งปัน ได้ดาวเลย!” ขั้นตอนที่ 3: การแลกดาว - เมื่อเด็กมีดาวสะสมครบตามจำนวนที่กำหนด สามารถนำมาแลกรางวัลได้ในช่วงที่กำหนด เช่น สัปดาห์ละครั้ง - เด็กเลือกของรางวัลจากบอร์ด โดยใช้ดาวเท่าที่มี ครูให้เด็กเล่าเหตุผลสั้น ๆ เช่น “ทำไมถึงอยากแลกรางวัลนี้?” หรือ “ต้องใช้กี่ดาว?” ขั้นตอนที่ 4: สะท้อนผลและส่งเสริมพฤติกรรม - ครูสนทนากลุ่มหรือรายบุคคลถึงความรู้สึกหลังสะสมและแลกดาว เช่น “หนูรู้สึกอย่างไรตอนใช้ดาวแลกของ?” - กระตุ้นให้เด็กวางแผนสะสมดาวครั้งต่อไป เช่น “สัปดาห์หน้าอยากแลกอะไรดีลูก?” - ครูบันทึกพฤติกรรมเด่นเพื่อนำไปสะท้อนในรายงานผลหรือประเมินความก้าวหน้า 3. แนวทางการประเมินผลควบคู่การใช้งาน - ใช้ แบบสังเกตพฤติกรรม รายวัน เพื่อดูความสม่ำเสมอของพฤติกรรมความพอเพียง - ใช้ แบบประเมินการรู้ค่าของจำนวน เมื่อเด็กเริ่มมีพฤติกรรมวางแผน แลกดาวอย่างเหมาะสม - ใช้ แบบสะท้อนผลจากเด็กและครู เพื่อพัฒนากิจกรรมให้เหมาะสมกับพัฒนาการแต่ละช่วงวัย 4. ข้อควรคำนึงในการใช้งาน - ควร ให้ดาวด้วยความยุติธรรมและต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลทางบวกอย่างจริงจัง - รางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของราคาแพง อาจเป็นประสบการณ์ เช่น “เลือกเพลงเปิดตอนเช้า” หรือ “ได้ช่วยครูเป็นพิเศษ” - ควรมีการ สะท้อนผล เพื่อให้เด็กเข้าใจว่าพฤติกรรมที่ดีส่งผลต่อความสุข ความภาคภูมิใจ และการบรรลุเป้าหมาย ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)
กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ห้อง 5 โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวนทั้งสิ้น 25 คน ซึ่งเป็นการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยพิจารณาจากความพร้อมในการเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาการทดลองใช้ ผลที่เกิดจากผู้เรียน
ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ หลังการใช้นวัตกรรม “กระปุกออมความดีแลกดาว” เด็กมีพฤติกรรมที่สะท้อนคุณลักษณะความพอเพียงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านความรับผิดชอบ ความอดทน การแบ่งปัน การเลือกอย่างมีเหตุผล และการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า - เด็กมีพัฒนาการด้านการรู้ค่าของจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แสดงถึงความสามารถในการนับ การสะสมดาว การตัดสินใจใช้ดาว และการวางแผนแลกของอย่างเหมาะสม จากข้อมูลเชิงคุณภาพ พบว่าเด็กมีแรงจูงใจภายในมากขึ้น เริ่มมีการวางเป้าหมายการสะสมดาว การตัดสินใจเลือกของรางวัลอย่างมีเหตุผล และมีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีขึ้น เช่น การช่วยเหลือกัน การให้กำลังใจ และการเรียนรู้ร่วมกัน การรับรองและรางวัล
ไม่มี การเผยแพร่
ยังไม่ได้เผื่อแพร่ การอ้างอิง
เอกสารอ้างอิงภาษาไทย
เอกสารอ้างอิงภาษาอังกฤษ
ลิขสิทธิ์และการอนุญาตใช้งาน
อนุมัติ การต่อยอดและพัฒนา
การต่อยอดและการพัฒนา ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะเชิงการปฏิบัติ ควรนำนวัตกรรม “กระปุกออมความดีแลกดาว” ไปใช้ในห้องเรียนอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมดีอย่างต่อเนื่อง 2. ควรจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กมีเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว เพื่อฝึกทักษะการวางแผนและการคิดอย่างมีเหตุผล 3.ครูควรเน้นการสะท้อนผลร่วมกับเด็กเป็นประจำ เช่น ให้เด็กเล่าเหตุผลในการเลือกของรางวัล หรือเล่าความรู้สึกเมื่อสะสมดาวได้ครบ ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรศึกษาผลระยะยาวของการใช้นวัตกรรมนี้ต่อพฤติกรรมของเด็กในช่วงชั้นอื่น ๆ 2. ควรเปรียบเทียบผลของการใช้ “ระบบสะสมความดี” แบบมีรางวัล กับแบบไม่มีรางวัล เพื่อดูผลต่อแรงจูงใจภายใน 3. ควรศึกษาผลของนวัตกรรมนี้ต่อผู้ปกครองและครู เช่น พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการเสริมแรงเชิงบวก การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาง.พรพรรณ เทพอุด, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=2G5EO00000000106 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.
ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||