แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 37 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์และทักษะดิจิทัลเชิงรุกผ่านกระบวนการ R2R สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัดลำปาง
Routine to Research
อาชีวศึกษา
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ข้อมูลผู้พัฒนา
นางโชติกา ใจเฉียบ
0819503656
chotika.j92@gmail.com
บทคัดย่อ/บทสรุป

ในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) เทคโนโลยีดิจิทัลได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรทุกภาคส่วน รวมถึงภาคการศึกษาซึ่งจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายและแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ในการพัฒนาคุณภาพ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ แต่ยังส่งเสริมกระบวนการเรียนการสอนให้ทันสมัยและเข้าถึงผู้เรียนได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การจะเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ความเป็นดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์นั้นจำเป็นต้องอาศัยการวางรากฐานที่มั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมและความสามารถในการใช้เทคโนโลยีได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของคนในองค์กรเป็นสำคัญ (ณัฏฐ์ ลีละวัฒน์, 2564)

บุคลากรทางการศึกษา ซึ่งประกอบด้วยครูและเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนการศึกษาในยุคดิจิทัล การมีสมรรถนะและความฉลาดรู้ทางดิจิทัล (Digital Literacy and Competency) จึงเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติงานปัจจุบัน ตั้งแต่การจัดการข้อมูลสารสนเทศ การสื่อสารออนไลน์ ไปจนถึงการสร้างสรรค์สื่อการสอนรูปแบบใหม่ ๆ งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า สมรรถนะด้านดิจิทัลของครูมีความสัมพันธ์โดยตรงกับคุณภาพการจัดการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน (อัมพร วงศ์อนุ และคณะ, 2563) ดังนั้น การส่งเสริมและพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่บุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ผ่านโปรแกรมการฝึกอบรมที่มีคุณภาพ จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนของหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพสูงสุด

อย่างไรก็ตาม การใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงและภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cybersecurity Threats) ที่มีความซับซ้อนและหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงทางออนไลน์ (Phishing) มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) หรือการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสำคัญขององค์กรได้ การสร้างความตระหนักรู้และทักษะในการป้องกันตนเองจากภัยคุกคามเหล่านี้จึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการส่งเสริมทักษะการใช้งานเทคโนโลยี การขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์อาจทำให้บุคลากรตกเป็นเป้าหมายของผู้ไม่หวังดีได้ง่าย และส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความมั่นคงขององค์กรโดยรวม (สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ, 2566)

หลักการและเหตุผล

 

การจัดโปรแกรมการอบรมเชิงปฏิบัติการที่บูรณาการทั้งการพัฒนาทักษะดิจิทัลที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานและการเสริมสร้างความรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จึงเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ความต้องการของบุคลากรทางการศึกษาในปัจจุบัน ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษา ประสิทธิผลของโปรแกรมการอบรมเชิงปฏิบัติการที่จัดขึ้นสำหรับบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดลำปาง เพื่อประเมินว่าโปรแกรมดังกล่าวสามารถยกระดับความรู้ ทักษะ และความตระหนักรู้ของผู้เข้าร่วมได้จริงหรือไม่ ผลการวิจัยที่ได้จะเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สำคัญสำหรับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดลำปางในการวางแผนพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมสำหรับองค์กรดิจิทัลอย่างยั่งยืนและปลอดภัยต่อไป

วัตถุประสงค์
  • (เชิงปริมาณ) ???? เพื่อเปรียบเทียบความรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และระดับทักษะดิจิทัล ของบุคลากรทางการศึกษาก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการอบรมเชิงปฏิบัติการ

  • (เชิงปริมาณ) ⭐ เพื่อประเมินระดับความพึงพอใจ ของผู้เข้ารับการอบรมที่มีต่อเนื้อหา กระบวนการ และประโยชน์ของโปรแกรมการอบรมเชิงปฏิบัติการ

  • (เชิงคุณภาพ) ???? เพื่อสำรวจปัญหา อุปสรรค และแนวทางการนำความรู้และทักษะ ที่ได้รับจากการอบรมไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริงของบุคลากรทางการศึกษา

การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาง.โชติกา ใจเฉียบ, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=2VIJN00000000144 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.
ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ