แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 161 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ STEM Education ที่บูรณาการอัตลักษณ์วิถี เพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้น ม.4 เรื่อง ปี๋ใหม่ม่วนงัน ปากั๋นตัดตุง รายวิชาภาษาซี
STEM Education
มัธยมศึกษา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ข้อมูลผู้พัฒนา
นางสาวกาญจนา โนหลักหมื่น
ครู
โรงเรียนแจ้ห่มวิทยา
เทคโนโลยี
0843788634
binary_no@hotmail.com
บทคัดย่อ/บทสรุป

         

     การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ STEM Education ที่บูรณาการอัตลักษณ์วิถีล้านนา เปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนก่อนและหลังเรียน และสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในรายวิชาภาษาซี ดำเนินการตามกระบวนการ ADDIE Model โดยนำประเพณีปี๋ใหม่เมืองและการตัดตุงไส้หมูมาเป็นบริบทในการพัฒนาทักษะการเขียนโปรแกรม เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ได้ค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรมเท่ากับ 4.63 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ 0.80

          ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้จัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักเรียนมีทักษะการแก้ปัญหาในระดับคุณภาพ 3 ขึ้นไป และมีความพึงพอใจต่อการเรียนในระดับมากขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 88.57 นวัตกรรมนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง ทั้งต่อนักเรียนในด้านการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น ต่อครูผู้สอนในการมีแนวทางจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ต่อสถานศึกษาในการมีกิจกรรมที่ตอบสนองต่อบริบทท้องถิ่น ต่อชุมชนในการสืบสานวัฒนธรรมและสร้างรายได้ และต่อวงการศึกษาในการเป็นตัวอย่างของกิจกรรมการเรียนรู้ที่บูรณาการวัฒนธรรมท้องถิ่นกับการสอนเทคโนโลยี

 

หลักการและเหตุผล

     ด้วยโรงเรียนแจ้ห่มวิทยาได้จัดการเรียนการสอนวิชาภาษาซีให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางของ สสวท. เนื้อหาวิชาจะเกี่ยวข้องกับกับการนำเทคโนโลยีมาสร้างเป็นโปรแกรมด้วยภาษาซี โดยจะเป็นการสอนระบบความคิดให้นักเรียนสามารถลำดับวิธีการแก้ปัญหาในด้านต่างๆ อย่างเป็นระบบหรือที่เรียกว่าอัลกอริทึม แล้วใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยี ก็คือ ภาษาซี ในการถ่ายทอดการแก้ปัญหาออกมาในรูปแบบของระบบต่างๆ ที่นักเรียนพัฒนาขึ้นมา จากประสบการณ์การสอนมาตลอดระยะเวลา 15 ปี  พบว่านักเรียนส่วนใหญ่จะคิดว่าวิชานี้ยาก เนื้อหาซับซ้อน ไม่สามารถเขียนโปรแกรมได้ด้วยตนเอง จึงทำให้ครูผู้สอนคิดหาวิธีแก้ปัญหานี้ เมื่อครูผู้สอนพยายามเก็บข้อมูล บันทึกผลคะแนน สังเกตการทำกิจกรรมในชั้นเรียน ทำให้พบว่าต้นตอของการเขียนโปรแกรมไม่ได้ก็คือ นักเรียนไม่เข้าใจขั้นตอนการแก้ปัญหา หรือ อัลกอริทึม ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ขั้นตอนถัดไปคืออะไร และจะถ่ายทอดออกไปเป็นโปรแกรมได้อย่างไร ตลอดระยะเวลาในการสอน การจัดการเรียนการสอนในรายวิชาการเขียนโปรแกรมภาษาซี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มักเน้นเนื้อหาเชิงทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ส่งผลให้นักเรียนขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้และไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างทักษะการเขียนโปรแกรมกับชีวิตประจำวัน นอกจากนี้การละเลยการบูรณาการอัตลักษณ์วิถีในหลักสูตรยังอาจนำไปสู่การสูญหายของภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอันมีค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคเหนือที่มีประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์อย่างเทศกาลปี๋ใหม่เมืองหรือวันสงกรานต์ไทยในเดือนเมษายนของทุกปี จะเห็นว่าในเทศกาลปี๋ใหม่เมืองของคนภาคเหนือ จะมีพิธีกรรมขนทรายเข้าวัด พร้อมประดับตกแต่งด้วยตุงไส้หมู โดยมีความเชื่อที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งในปัจจุบันประเพณีและพิธีกรรมดั้งเดิมกำลังจะค่อยๆ ผิดเพี้ยนไปตามยุคสมัย เรามักจะไม่ค่อยพบพิธีกรรมขนทรายเข้าวัดและประดับไปด้วยตุงรูปแบบต่างๆ เหมือนในสมัยก่อนแล้ว เนื่องด้วยไม่มีการสืบทอดการทำตุงของสล่าตุงให้กับคนรุ่นหลัง

     ด้วยเหตุนี้ ผู้สอนจึงคิดว่าเนื้อหาที่ใช้สอนมีความซับซ้อน ต้องใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์เพื่อให้เกิดเป็นทักษะการแก้ปัญหาที่จะนำไปสู่เป้าหมายของวิชาภาษาซีได้ จึงทำให้เนื้อหาไม่สามารถเข้าถึงนักเรียน และอาจจะไม่เหมาะสมแล้วกับนักเรียนในยุคใหม่ หากมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมและเนื้อหาให้ใกล้ตัวนักเรียนมากขึ้น แต่ยังคงรูปแบบตามหลักของวิชา ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะสามารถทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น จึงได้เกิดการกิจกรรมการเรียนรู้ STEM Education บูรณาการอัตลักษณ์วิถี เรื่อง "ปี๋ใหม่ม่วนงัน ปากั๋นตัดตุง" ขึ้น ที่เชื่อว่าจะมีความสำคัญอย่างยิ่งกับนักเรียน นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมล้านนา แต่ยังเป็นการสร้างบริบทที่มีความหมายสำหรับการเรียนรู้ในวิชาภาษาซี การนำเอาประเพณีท้องถิ่นมาเป็นโจทย์ในการพัฒนาโปรแกรมจะช่วยกระตุ้นความสนใจของนักเรียน ทำให้เห็นการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์จริง และสร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง นอกจากนี้ ยังเป็นการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาผ่านการวิเคราะห์และออกแบบโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับประเพณีท้องถิ่น  ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้แบบองค์รวม พัฒนาทักษะการคิดเชื่อมโยง และสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน นักเรียนจะได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในยุคดิจิทัล อีกทั้งวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศนี้จะช่วยสร้างพลเมืองที่มีความรู้ทางเทคโนโลยี มีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น มีทักษะการแก้ปัญหาที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาทักษะอาชีพให้เกิดการสร้างรายได้ให้กับชุมชนและตนเองในอนาคตได้

วัตถุประสงค์

1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ STEM Education ที่บูรณาการอัตลักษณ์วิถี เรื่อง ปี๋ใหม่ม่วนงัน ปากั๋นตัดตุง

2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียน ชั้น ม.4 ก่อนและหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ STEM Education ที่บูรณาการอัตลักษณ์วิถี เรื่อง ปี๋ใหม่ม่วนงัน ปากั๋นตัดตุง

3. เพื่อสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ STEM Education ที่บูรณาการอัตลักษณ์วิถี เรื่อง ปี๋ใหม่ม่วนงัน ปากั๋นตัดตุง ของนักเรียน ชั้น ม.4

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

3.1 แนวคิดเกี่ยวกับ STEM Education

STEM Education เป็นแนวทางการจัดการศึกษาที่บูรณาการความรู้ใน 4 สหวิทยาการ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) โดยมุ่งเน้นการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง รวมทั้งการพัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2557) การจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ไม่เน้นเพียงการท่องจำหลักการหรือทฤษฎี แต่เน้นการพัฒนาทักษะการคิด การตั้งคำถาม การแก้ปัญหา และการค้นหาข้อมูลใหม่ ผู้เรียนจะได้ลงมือปฏิบัติในการแก้ปัญหาที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง

 

    3.2 ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism)

ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองเป็นทฤษฎีที่เชื่อว่าการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในตัวผู้เรียน โดยผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้จากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่พบเห็นกับความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม (Piaget, 1972) ในกิจกรรมการเรียนรู้ "ปี๋ใหม่ม่วนงัน ปากั๋นตัดตุง" ได้นำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้ในขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นนำ ขั้นทบทวนความรู้เดิม ขั้นปรับเปลี่ยนความคิด ขั้นนำความคิดไปใช้ และขั้นทบทวน โดยให้ผู้เรียนได้สร้างความรู้ใหม่โดยเชื่อมโยงกับความรู้เดิมและประสบการณ์ในท้องถิ่น

    3.3 แนวคิดเกี่ยวกับการบูรณาการอัตลักษณ์วิถี

การบูรณาการอัตลักษณ์วิถี (Cultural Identity Integration) เป็นแนวคิดในการนำเอาวัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานกับการจัดการเรียนการสอนในระบบการศึกษาปัจจุบัน (บุญเลิศ เทียนจาทอง, 2562) ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 7 ที่ระบุว่า "กระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่งปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาและส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ รวมทั้งส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมของชาติ การกีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และความรู้อันเป็นสากล"

    3.4 ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นบริบทเป็นฐาน (Contextual Learning)

การเรียนรู้ที่เน้นบริบทเป็นฐานเป็นแนวคิดที่เชื่อว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อผู้เรียนเห็นความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาที่เรียนกับสถานการณ์ในชีวิตจริง (Johnson, 2002) การใช้ประเพณีปี๋ใหม่เมืองและการตัดตุงไส้หมูเป็นบริบทในการเรียนรู้วิชาภาษาซี ช่วยให้นักเรียนเห็นความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการเขียนโปรแกรมกับการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น

    3.5 แนวคิดเกี่ยวกับทักษะการแก้ปัญหา (Problem-Solving Skills)

ทักษะการแก้ปัญหาเป็นความสามารถในการระบุปัญหา วิเคราะห์สาเหตุ กำหนดทางเลือก ประเมินทางเลือก และตัดสินใจเลือกวิธีการที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา (Polya, 1985) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 กิจกรรมการเรียนรู้ "ปี๋ใหม่ม่วนงัน ปากั๋นตัดตุง" ได้พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนผ่านการวิเคราะห์อัลกอริทึมการตัดตุงไส้หมู และการเขียนโปรแกรมภาษาซีเพื่อจำลองกระบวนการตัดตุง

    3.6 แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning)

การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติและสร้างความรู้จากการทำโครงงาน (Thomas, 2000) ในกิจกรรม "ปี๋ใหม่ม่วนงัน ปากั๋นตัดตุง" นักเรียนได้พัฒนาโครงงานการเขียนโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับการตัดตุงไส้หมู ซึ่งช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งและมีความหมาย

    3.7 แนวคิด ADDIE Model

ADDIE Model เป็นกรอบแนวคิดในการออกแบบระบบการเรียนการสอน ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์ (Analysis) การออกแบบ (Design) การพัฒนา (Development) การนำไปใช้ (Implementation) และการประเมินผล (Evaluation) (Branch, 2009) กิจกรรมการเรียนรู้ "ปี๋ใหม่ม่วนงัน ปากั๋นตัดตุง"  ได้นำกรอบแนวคิดนี้มาใช้ในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้นวัตกรรมการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ

     3.8 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


           ธัญญาภรณ์ มณีโชติ (2561). “การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM Education เพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น” งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการเรียนรู้แบบ STEM ที่ออกแบบให้นักเรียนมีส่วนร่วมในสถานการณ์จริง สามารถส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อนำไปใช้ในรายวิชาที่ต้องใช้ความเข้าใจเชิงระบบ

           สมเกียรติ กาญจนชาติ (2562). “การบูรณาการวัฒนธรรมท้องถิ่นในการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษา” ศึกษาแนวทางการนำนวัตกรรมทางวัฒนธรรมท้องถิ่นมาบูรณาการในการจัดการเรียนการสอน พบว่าสามารถเพิ่มแรงจูงใจ และทำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น พร้อมส่งเสริมความภาคภูมิใจในท้องถิ่นตน

           อภิญญา สืบสุข (2560). “การใช้โมเดล ADDIE ในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนขนาดเล็ก” งานวิจัยนี้ยืนยันประสิทธิภาพของการใช้วงจร ADDIE ในการพัฒนาหลักสูตร โดยสามารถนำมาปรับใช้ได้กับวิชาคอมพิวเตอร์และวิชาที่เน้นทักษะปฏิบัติอื่น ๆ อย่างได้ผล

           นวลนภา อินต๊ะ (2563). “ผลของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นของนักเรียน” การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงปัญหาจริงในชุมชนกับเนื้อหาวิชาส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจเชิงลึก และเกิดแรงบันดาลใจในการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการเรียนรู้ที่มีความหมาย

           สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2565) “รายงานการวิเคราะห์การพัฒนาทักษะการเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ระดับมัธยมศึกษา” พบว่านักเรียนสามารถพัฒนาทักษะการเขียนโปรแกรมได้ดีขึ้นหากมีการเชื่อมโยงเนื้อหากับบริบทชีวิตจริง และจัดกิจกรรมในลักษณะ Active Learning พร้อมทั้งให้โอกาสลงมือปฏิบัติอย่างมีระบบ

จากการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่บูรณาการวัฒนธรรมท้องถิ่นร่วมกับแนวทาง STEM Education โดยใช้โมเดล ADDIE เป็นกรอบการพัฒนามีแนวโน้มส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความเข้าใจในเนื้อหา อัลกอริทึม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนรู้ สร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าวัฒนธรรม และสามารถต่อยอดสู่การสร้างทักษะอาชีพและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในชุมชนได้อย่างแท้จริง

คำสำคัญ (Keywords)
STEM Education, Constructivism, อัตลักษณ์วิถี, อัลกอริทึม, ทักษะการแก้ปัญหา
วิธีการพัฒนา

กระบวนการพัฒนาและการใช้งาน  ได้นำเอา วงจร ADDIE Model มาใช้ ดังต่อไปนี้

    3.1. ขั้นการวิเคราะห์ Analysis

          1. วิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ปรับปรุง พ.ศ.2560) และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนแจ้ห่มวิทยา (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2561) ในเรื่องของมาตรฐานการเรียนตัวชี้วัด คำอธิบายรายวิชา โครงสร้างรายวิชาภาษาซี ชั้น ม.4

          2. ศึกษาเนื้อหาวิชา หน่วยการเรียนรู้ เรื่องการแก้ปัญหาบูรณาการอัตลักษณ์วิถี

          3. ศึกษาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับประเพณีปี๋ใหม่เมืองชาวล้านนา

    3.2 ขั้นการออกแบบ Design

         1. ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องปี๋ใหม่ม่วนงัน ปากั๋นตัดตุง

         2. ออกแบบใบกิจกรรม แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหา แบบประเมินชิ้นงาน ข้อสอบก่อนเรียน-หลังเรียน

    3.3 ขั้นการพัฒนา Development

          1. นำแผนการจัดการเรียนรู้ ใบกิจกรรม แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหา แบบประเมินชิ้นงาน ข้อสอบก่อนเรียน-หลังเรียน นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ IOC และทำการปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ดังรายชื่อต่อไปนี้

1. รศ.ดร.สุทธิดา  จำรัส                   ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้

                                                แบบบูรณาการ และการวัดประเมินผล

2. รศ.สมชาย  เมืองมูล                    ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและการบูรณาการอัตลักษณ์วิถี

3. นายพูนศักดิ์ สักกทัตติยวงศ์           ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและการวัดประเมินผลทักษะ
                                                              การแก้ปัญหา

4. นายวิสุทธิ์  คงกัลป์                      ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบกิจกรรม Active Learning และ
                     การบูรณาการอัตลักษณ์วิถี

5. ดร.เบญญาภา  วิไลวรรณ              ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและการวัดประเมินผล

ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 คน ได้ประเมิน 3 ส่วน ดังนี้

1. ประสิทธิภาพของนวัตกรรม

  แบ่งการประเมินออกเป็น 3 ด้าน คือ ด้านเนื้อหาวิชา ด้านการบูรณาการอัตลักษณ์วิถี ในด้านประโยชน์ในการนำไปใช้ ได้ค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 4.63

2. ประสิทธิภาพของแบบทดสอบ ได้ดำเนินการ ดังนี้

  - หาความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ (IOC)

  - หาค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่น ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.80

3. ประสิทธิภาพของแบบประเมินทักษะการแก้ปัญหาและแบบประเมินชิ้นงาน ได้ค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 4.63

          2. นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มิใช่กลุ่มตัวอย่าง และเคยเรียนเนื้อหานี้มาแล้ว ปรับปรุงข้อบกพร่องในระหว่างการจัดกิจกรรมการสอนและการวัดประเมินผลให้มีความเหมาะสม สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

    3.4 ขั้นดำเนินการ Implement

         นำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ปี๋ใหม่ม่วนงัน ปากั๋นตัดตุง ชั้น ม.4 ไปใช้ ซึ่งมีขั้นตอนการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ตามแนวทางการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ดังนี้

ขั้นที่ 1 ขั้นนำ

                     ขั้นที่ 2 ขั้นทบทวนความรู้เดิม

                     ขั้นที่ 3 ขั้นปรับเปลี่ยนความคิด

                     ขั้นที่ 4 ขั้นนำความคิดไปใช้

                     ขั้นที่ 5 ขั้นทบทวน

 3.5 ขั้นการประเมินผล Evaluation

         1. เมื่อทำการจัดการเรียนรู้แล้ว ทำการวัดประเมินผลด้วยเครื่องมือที่ผ่านการหาคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ

 2. บันทึกผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่เกิดขึ้นจากการกิจกรรมการเรียนรู้ และสะท้อนผลการเรียนรู้
ให้นักเรียนทราบเป็นระยะ เป็นสารสนเทศผู้เรียน แล้วแจ้งให้ผู้เรียนทราบ สำหรับผู้เรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ได้ทำการสอบซ่อมและได้รับการพัฒนาจนกว่าจะผ่านเกณฑ์ของโรงเรียน

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

 6.1 สถิติพื้นฐาน

1.ค่าร้อยละ (Percentage)

  • ใช้วิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรม
  • ใช้แสดงสัดส่วนของนักเรียนที่มีทักษะการแก้ปัญหาในระดับคุณภาพต่างๆ

2. ค่าเฉลี่ย (Mean)

  • ใช้วิเคราะห์คะแนนเฉลี่ยทักษะการแก้ปัญหาก่อนและหลังเรียน
  • ใช้วิเคราะห์ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้

3. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

  • ใช้วัดการกระจายของคะแนนทักษะการแก้ปัญหา
  • ใช้วัดการกระจายของระดับความพึงพอใจของนักเรียน

      6.2 สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ

1. ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)

  • ใช้ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบและเครื่องมือประเมิน ข้อคำถามที่มีค่า IOC ≥ 0.5 ถือว่ามีความสอดคล้องกับจุดประสงค์และสามารถนำไปใช้ได้

2. ค่าความยากง่าย (p)

  • ใช้วิเคราะห์คุณภาพของแบบทดสอบเป็นรายข้อ ค่าที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 0.2-0.8

3. ค่าอำนาจจำแนก (r)

  • ใช้วิเคราะห์ความสามารถของข้อสอบในการแยกนักเรียนเก่งและอ่อน ค่าที่ยอมรับได้ควรมีค่าตั้งแต่ 0.2 ขึ้นไป

4. ค่าความเชื่อมั่น (Reliability)

  • ใช้หาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ โดยจากการวิจัยนี้ได้ค่าความเชื่อมั่น
    เท่ากับ
    0.80 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เชื่อถือได้

 

 

 

      6.3 สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน

1. การทดสอบค่าที (t-test)

  • แบบ Dependent Samples t-test เพื่อเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาก่อนและหลังเรียน
  • แบบ One Sample t-test เพื่อเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหากับเกณฑ์ที่กำหนด
ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

 7.1  ประชากร

********ประชากร  ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนแจ้ห่มวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 (ปีแรกของพัฒนา)  จำนวน 6 ห้องเรียน จำนวน 138 คน  และภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2567 (ปีที่สองของพัฒนา) จำนวน 6 ห้องเรียนจำนวน 140 คน โดยแต่ละห้องเรียนจัดผู้เรียนแบบคละความสามารถ เก่ง ปานกลาง และอ่อน

****7.2  กลุ่มตัวอย่าง

********7.2.1  กลุ่มตัวอย่างในการทดสอบประสิทธิภาพเบื้องต้น คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนแจ้ห่มวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน จำนวน 28 คน คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการเลือก จึงได้กำหนดให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดสอบประสิทธิภาพเบื้องต้น 

********7.2.2  กลุ่มตัวอย่างในการทดลองใช้จริง  คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนแจ้ห่มวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน จำนวน 14 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการเลือก จึงได้กำหนดให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลองใช้จริง

ผลที่เกิดจากผู้เรียน

1. ได้กิจกรรมการเรียนรู้ STEM Education ที่บูรณาการอัตลักษณ์วิถี เรื่อง ปี๋ใหม่ม่วนงัน ปากั๋นตัดตุงที่สามารถนำไปใช้จัดการเรียนรู้ในวิชาภาษาซี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. นักเรียน ชั้น ม.4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ STEM Education ที่บูรณาการอัตลักษณ์วิถี เรื่อง ปี๋ใหม่ม่วนงัน ปากั๋นตัดตุง มีทักษะการแก้ปัญหา ในระดับคุณภาพ 3 ขึ้นไป

3. นักเรียน ชั้น ม.4 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ STEM Education ที่บูรณาการอัตลักษณ์วิถี เรื่อง ปี๋ใหม่ม่วนงัน ปากั๋นตัดตุง ในระดับมากขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 88.57

การรับรองและรางวัล

1. รางวัลเหรียญเงิน ระดับประเทศสุดยอด Best Practice GPAS 5 Steps ประจำปี 2568 

2. รางวัลระดับดีเยี่ยม ผลการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices)  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กิจกรรม "มัธยมเดย์ ซอฟต์พาวเวอร์ อัตลักษณ์วิถี ลำปาง  ลำพูน สู่สากล" ประจำปีการศึกษา 2567

การเผยแพร่

1. เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ https://www.binaryprogramming.net/

2. เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ https://new.inskru.com/

3. เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ YouTube https://www.youtube.com/watch?v=MYjb5_Q_cR0

 

การอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2542). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การค้าครุสภา

สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2560). มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม. (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย

โรงเรียนแจ้ห่มวิทยา. (2560). รายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา (SAR)  ปีการศึกษา 2566. ลำปาง : โรงเรียนแจ้ห่มวิทยา

โรงเรียนแจ้ห่มวิทยา(2560). หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนแจ้ห่มวิทยา (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2561). ลำปาง : โรงเรียนแจ้ห่มวิทยา

การต่อยอดและพัฒนา

1. ควรมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับครูผู้สอนเพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้นวัตกรรมนี้

2. ควรสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับปราชญ์ชาวบ้านและผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อให้ข้อมูลและคำแนะนำที่ถูกต้อง

3. ควรพัฒนาสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับประเพณีปี๋ใหม่เมืองและการตัดตุงไส้หมู เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน

4. ควรมีการประเมินผลและปรับปรุงหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง โดยรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ครู และชุมชน

5. ควรพิจารณาขยายแนวคิดนี้ไปสู่วิชาอื่นๆ และระดับชั้นอื่นๆ เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการบูรณาการอัตลักษณ์ท้องถิ่น

6.ควรส่งเสริมให้นักเรียนนำเสนอผลงานการเขียนโปรแกรมภาษาซี ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นในเวทีระดับชาติหรือนานาชาติ เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น

7.ควรสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานหรือชุมชน สร้างระบบท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อัตลักษณ์วิถีในชุมชนให้มีกิจกรรมเกี่ยวกับการทำตุงแบบต่างๆ  นำนักเรียนเป็นวิทยากรท้องถิ่นและไกด์พาเที่ยวชมสถานที่สำคัญในท้องถิ่น รวมถึงมีโชว์รูมขายผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นให้เกิดเป็นรายได้ของชุมชนแบบยั่งยืน

การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นางสาว.กาญจนา โนหลักหมื่น, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=3QLS400000000032 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ