แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 244 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
การบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. : กลไก การยกระดับคุณภาพการศึกษาปฐมวัยไทยในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี กรณีศึกษาการพัฒนาสมรรถนะเด็กปฐมวัยผ่านกระบวนการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วม”
STEM Education
ปฐมวัย
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ข้อมูลผู้พัฒนา
นายรณกฤต สุวรรณเมือง
0843469878
ajansuchat@gmail.com
บทคัดย่อ/บทสรุป

บทคัดย่อภาษาไทย

 

ชื่อโครงการวิจัย           : “การบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. : กลไกการยกระดับคุณภาพการศึกษาปฐมวัยไทยในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี กรณีศึกษาการพัฒนาสมรรถนะเด็กปฐมวัยผ่านกระบวนการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วม”

ชื่อผู้วิจัย                    : นายรณกฤต สุวรรณเมือง

ปีที่ทำการวิจัย             : 2568

 

 

บทคัดย่อ

 

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและศึกษาผลของรูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับกระบวนการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ผ่านกระบวนการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วม 2) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอก และ 3) ทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบการบูรณาการ พร้อมเสนอแนะเชิงนโยบาย การวิจัยใช้วิธีการแบบผสมผสานทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจงจากสถานศึกษาระดับปฐมวัย 4 สังกัด รวม 16 แห่ง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสนทนากลุ่ม แบบบันทึกการประชุมเชิงปฏิบัติการ คู่มือการบูรณาการ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ แบบประเมินกระบวนการและผลลัพธ์ แบบสังเกตพฤติกรรม และแบบบันทึกการปฏิบัติงานของครู

ผลการวิจัยพบว่า 1) สถานศึกษาส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเชิงลึกในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอก มีปัญหาด้านความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรม STEM Education กับตัวบ่งชี้คุณภาพ ข้อจำกัดด้านความรู้และทักษะของครู การขาดแนวทางและเครื่องมือที่เป็นรูปธรรม ความกังวลเกี่ยวกับความเหมาะสมกับพัฒนาการเด็ก และข้อจำกัดด้านทรัพยากร 2) ได้พัฒนารูปแบบการบูรณาการที่เรียกว่า "STEAM-QA Model" ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การบูรณาการอย่างเป็นระบบ (Systematic Integration) การเสริมพลังครู (Teacher Empowerment) การเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning) การประเมินเชิงรุก (Active Assessment) และความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Multi-stakeholder Collaboration) โดยมีกระบวนการดำเนินงาน 4 ขั้นตอน คือ ขั้นวิเคราะห์และวางแผน ขั้นดำเนินการ ขั้นประเมินผล และขั้นสะท้อนผลและปรับปรุง 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบพบว่ามีความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติในสถานศึกษาทุกสังกัด เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการด้านสมรรถนะตามเป้าหมาย โดยเฉพาะทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับผู้อื่น สถานศึกษามีผลการดำเนินงานตามมาตรฐานคุณภาพสูงขึ้น ครูและบุคลากรมีความรู้ ทักษะ และเจตคติเชิงบวกเพิ่มขึ้น และเกิดความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

ผลการวิจัยนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับระบบการประกันคุณภาพอย่างเป็นระบบ การพัฒนาระบบการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วม การจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ การปรับปรุงหลักสูตรการผลิตและพัฒนาครู การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทคัดย่อภาษาอังกฤษ

 

Research Project Title         :  "Integration of STEM Education Concept with External Quality Assessment according to ONESQA Standards: A Mechanism for Enhancing Thai Early Childhood Education Quality in the Era of Technological Change - A Case Study of Early Childhood Competency Development through Participatory Proactive Assessment Process"

Researcher                         :  Mr. Ronnakrit Suwanmuang

Research Year                     :  2025

 

Abstract

 

This research aimed to 1) develop and study the effects of the integration model between STEM Education concepts and external quality assessment according to ONESQA standards through an active participatory assessment process, 2) study the current conditions, problems, and needs in integrating STEM Education concepts with external quality assessment, and 3) implement and evaluate the integration model, and provide policy recommendations. The research employed a mixed-methods approach, using both qualitative and quantitative methods. The sample was purposively selected from 16 early childhood education institutions from 4 different affiliations. Research instruments included document analysis forms, semi-structured interview forms, focus group discussion guides, workshop recording forms, integration manuals, learning experience plans, process and outcome assessment forms, behavioral observation forms, and teacher practice recording forms.

The findings revealed that 1) most educational institutions lacked in-depth understanding of integrating STEM Education concepts with external quality assessment, facing problems in connecting STEM Education activities with quality indicators, limitations in teachers' knowledge and skills, lack of concrete guidelines and tools, concerns about developmental appropriateness for children, and resource constraints. 2) The "STEAM-QA Model" was developed, consisting of 5 key components: Systematic Integration, Teacher Empowerment, Experiential Learning, Active Assessment, and Multi-stakeholder Collaboration, with a 4-step implementation process: Analysis & Planning, Implementation, Evaluation, and Reflection & Improvement. 3) The model implementation results showed practicality across all institutional affiliations, with early childhood students developing targeted competencies, especially analytical thinking, problem-solving, creativity, communication, and collaboration skills. Educational institutions achieved higher quality standards, teachers and personnel gained increased knowledge, skills, and positive attitudes, and collaboration among all stakeholders was enhanced.

The research led to significant policy recommendations, including systematic promotion of integrating STEM Education concepts with quality assurance systems, development of active participatory assessment systems, adequate resource allocation, improvement of teacher education and development curricula, development of databases and knowledge-sharing systems, and promotion of collaboration among relevant agencies.

หลักการและเหตุผล

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

การศึกษาปฐมวัยถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเตรียมเด็กให้มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 จึงเป็นความท้าทายของระบบการศึกษาไทย (วิจารณ์ พานิช, 2021) แนวคิด STEM Education ได้รับการยอมรับว่าเป็นกระบวนทัศน์ที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาที่ซับซ้อนให้แก่ผู้เรียน (สุพรรณี ชาญประเสริฐ และคณะ, 2022) ขณะที่กระบวนการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอกโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทย (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา, 2023) อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาของ มนตรี แย้มกสิกร (2020) พบว่า การบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกยังเป็นช่องว่างที่ต้องได้รับการพัฒนา ประกอบกับงานวิจัยของ ศศิธร จ่างภากร และคณะ (2024) ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วมสามารถส่งเสริมการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาการบูรณาการแนวคิด STEM Education เข้ากับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. เพื่อเป็นกลไกในการยกระดับคุณภาพการศึกษาปฐมวัยไทยในบริบทของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี

สังคมโลกในปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกมิติ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต การทำงาน และระบบการศึกษา รายงานของ World Economic Forum (2023) ระบุว่า เทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart Technology) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2030 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี (สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ, 2023)

ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว การเตรียมความพร้อมเด็กปฐมวัยซึ่งเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของชาติให้มีสมรรถนะที่เหมาะสมจึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง การวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) โดย Center on the Developing Child จาก Harvard University (2021) แสดงให้เห็นว่าช่วงปฐมวัยเป็นระยะวิกฤตของการพัฒนาสมอง (Critical Period) ที่มีผลต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต การสร้างประสบการณ์ที่เหมาะสมในช่วงวัยนี้จะส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองและความสามารถในการเรียนรู้ในระยะยาว สอดคล้องกับงานวิจัยของ ทิศนา แขมมณี (2022) ที่พบว่า การพัฒนาทักษะการคิดและกระบวนการเรียนรู้ในเด็กปฐมวัยมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการแก้ปัญหาและความสำเร็จทางการศึกษาในอนาคต

อย่างไรก็ตาม จากรายงานผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยของกระทรวงศึกษาธิการ (2023) พบว่า เด็กปฐมวัยไทยมีพัฒนาการล่าช้ากว่าเกณฑ์มาตรฐานในด้านทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาถึงร้อยละ 42.5 ซึ่งสอดคล้องกับผลการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาระดับปฐมวัยโดย สมศ. (2023) ที่พบว่า สถานศึกษาส่วนใหญ่ยังไม่สามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยมีสถานศึกษาเพียงร้อยละ 28.7 เท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์การประเมินในมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

แนวคิด STEM Education ซึ่งเป็นการบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) เข้าด้วยกัน ได้รับการยอมรับว่าเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (Creative Problem Solving) ให้แก่ผู้เรียน งานวิจัยของ จิระวรรณ เกษสิงห์ และคณะ (2023) พบว่า การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education สามารถส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาและทักษะกระบวนการคิดของเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ งานวิจัยของ McClure และคณะ (2023) ยังชี้ให้เห็นว่า การจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM ในระดับปฐมวัยช่วยพัฒนาเจตคติเชิงบวกต่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21

ในขณะเดียวกัน กระบวนการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอกโดย สมศ. เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพสถานศึกษาให้ได้มาตรฐาน ในรอบการประเมินที่ผ่านมา สมศ. ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การประเมินจากรูปแบบการตรวจสอบ (Inspection) ไปสู่การประเมินเพื่อพัฒนา (Assessment for Development) มากขึ้น (สมศ., 2023) อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาของ ธีระ รุญเจริญ และคณะ (2022) พบว่า กระบวนการประเมินคุณภาพภายนอกในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในด้านการส่งเสริมนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ โดยเฉพาะการประเมินที่สอดคล้องกับแนวคิด STEM Education

งานวิจัยของ ศศิธร จ่างภากร และคณะ (2024) เสนอแนวคิดการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วม (Participatory Proactive Assessment) ซึ่งเป็นการประเมินที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย โดยมุ่งเน้นการประเมินเพื่อพัฒนามากกว่าการตัดสิน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วมสามารถส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับงานวิจัยของ Marzano (2020) ที่พบว่า การประเมินเชิงรุกที่มีการให้ข้อมูลย้อนกลับอย่างสร้างสรรค์ (Constructive Feedback) มีผลต่อการปรับปรุงการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน

 

จากประเด็นดังกล่าวข้างต้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาการบูรณาการแนวคิด STEM Education เข้ากับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ผ่านกระบวนการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วม เพื่อเป็นกลไกในการยกระดับคุณภาพการศึกษาปฐมวัยไทยในบริบทของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี โดยมุ่งหวังว่าผลการวิจัยจะนำไปสู่การพัฒนารูปแบบการประเมินคุณภาพการศึกษาที่ส่งเสริมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสมรรถนะของเด็กปฐมวัยให้มีความพร้อมในการดำรงชีวิตและการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

วัตถุประสงค์

วัตถุประสงค์การวิจัย

1.เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของรูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับกระบวนการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ผ่านกระบวนการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วม ที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมรรถนะเด็กปฐมวัยและการยกระดับคุณภาพการศึกษาปฐมวัยไทยให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

2.เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ในระดับการศึกษาปฐมวัย และพัฒนารูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ที่เหมาะสมกับบริบทการศึกษาปฐมวัยไทย

3.เพื่อทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ในการพัฒนาสมรรถนะเด็กปฐมวัยผ่านกระบวนการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วม รวมทั้งเสนอแนะเชิงนโยบายในการยกระดับคุณภาพการศึกษาปฐมวัยไทยผ่านการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ.

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

1 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการศึกษาปฐมวัย

1.1 ปรัชญาและแนวคิดการจัดการศึกษาปฐมวัย

1.2 พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย

1.3 การจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย

1.4 การศึกษาปฐมวัยในบริบทของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี

2 แนวคิด STEM Education ในระดับปฐมวัย

2.1 ความเป็นมาและความสำคัญของ STEM Education

2.2 หลักการและองค์ประกอบของ STEM Education สำหรับเด็กปฐมวัย

2.3 แนวทางการบูรณาการ STEM Education ในหลักสูตรปฐมวัย

2.4 ผลของการจัดประสบการณ์ตามแนวคิด STEM Education ต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย

3 การประเมินคุณภาพการศึกษาระดับปฐมวัย

3.1 แนวคิดและหลักการประเมินคุณภาพการศึกษา

3.2 ระบบการประเมินคุณภาพภายนอกของ สมศ. สำหรับสถานศึกษาระดับปฐมวัย

3.3 มาตรฐานและตัวบ่งชี้การประเมินคุณภาพการศึกษาปฐมวัย

3.4 บทบาทของการประเมินคุณภาพในการพัฒนาการศึกษาปฐมวัย

4 กระบวนการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วม

4.1 แนวคิดและหลักการของการประเมินแบบมีส่วนร่วม

4.2 กระบวนการและขั้นตอนของการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วม

4.3 บทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการประเมินแบบมีส่วนร่วม

4.4 การประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วมกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

5 สมรรถนะของเด็กปฐมวัยในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี

5.1 กรอบแนวคิดสมรรถนะสำหรับเด็กปฐมวัยในศตวรรษที่ 21

5.2 สมรรถนะด้านการคิดเชิงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเด็กปฐมวัย

5.3 การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย

5.4 การประเมินสมรรถนะเด็กปฐมวัยที่สอดคล้องกับยุคดิจิทัล

6 กลไกการยกระดับคุณภาพการศึกษาปฐมวัย

6.1 แนวคิดและองค์ประกอบของกลไกการยกระดับคุณภาพการศึกษา

6.2 บทบาทของสถานศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชนในการยกระดับคุณภาพ

6.3 การเชื่อมโยงระหว่างการประเมินคุณภาพกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

6.4 นวัตกรรมและแนวปฏิบัติที่ดีในการยกระดับคุณภาพการศึกษาปฐมวัย

7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

7.1 งานวิจัยเกี่ยวกับ STEM Education ในระดับปฐมวัย

7.2 งานวิจัยเกี่ยวกับการประเมินคุณภาพการศึกษาปฐมวัย

7.3 งานวิจัยเกี่ยวกับการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วม

7.4 งานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาสมรรถนะเด็กปฐมวัย

7.5 งานวิจัยเกี่ยวกับกลไกการยกระดับคุณภาพการศึกษาปฐมวัย

คำสำคัญ (Keywords)
นิยามศัพท์เฉพาะ 1. การบูรณาการแนวคิด STEM Education หมายถึง การผสมผสานองค์ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) ในบริบทของการจัดประสบการณ์เรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ การแก้ปัญหา และการคิดสร้างสรรค์ 2. การประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. หมายถึง กระบวนการตรวจสอบและประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาระดับปฐมวัยโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ตามมาตรฐานและตัวบ่งชี้ที่กำหนด 3. กระบวนการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วม หมายถึง รูปแบบการประเมินที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย (ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง ชุมชน และผู้ประเมินภายนอก) มีส่วนร่วมในกระบวนการ ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย การวางแผน การดำเนินการ การติดตามผล และการสะท้อนผลลัพธ์ โดยมุ่งเน้นการพัฒนามากกว่าการตัดสินผล 4. สมรรถนะเด็กปฐมวัย หมายถึง ความสามารถของเด็กอายุ 3-6 ปี ในด้านต่างๆ ที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัยและทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย สมรรถนะด้านการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ การคิดแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ ทักษะการทำงานร่วมกัน และทักษะการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม 5. การยกระดับคุณภาพการศึกษาปฐมวัย หมายถึง กระบวนการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ทั้งในด้านหลักสูตร การจัดประสบการณ์เรียนรู้ บุคลากร สภาพแวดล้อม การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน รวมถึงระบบการบริหารจัดการ
วิธีการพัฒนา

3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

3.3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ

1) แบบวิเคราะห์เอกสารเกี่ยวกับแนวคิด STEM Education และมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอกของ สมศ. แบบวิเคราะห์เอกสารใช้สำหรับวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ STEM Education และมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอกของ สมศ.ประกอบด้วยหัวข้อสำคัญ เช่น นิยามของ STEM, หลักการบูรณาการ, โครงสร้างมาตรฐาน สมศ., แนวทางการประเมิน และตัวอย่างการพัฒนารูปแบบ

2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้าน STEM Education และการประเมินคุณภาพการศึกษาปฐมวัย แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างสำหรับผู้เชี่ยวชาญใช้สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในด้าน STEM Education และการประเมินคุณภาพการศึกษาปฐมวัยออกแบบคำถามแบบปลายเปิด เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวทางการบูรณาการแนวคิดทั้งสองประเด็นที่ศึกษา เช่น ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ การส่งเสริมสมรรถนะ และข้อจำกัดในการดำเนินงาน

3) แบบสนทนากลุ่ม (Focus Group) สำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนารูปแบบ แบบสนทนากลุ่ม (Focus Group)ใช้เก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ ครูปฐมวัย ผู้บริหาร และผู้ปกครองเพื่อรวบรวมความคิดเห็นต่อร่างรูปแบบและกลไกการบูรณาการที่เสนอดำเนินการโดยมีวิทยากรดำเนินการอภิปราย และผู้บันทึกข้อมูล

4) แบบบันทึกการประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม แบบบันทึกการประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมใช้บันทึกความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อสรุปที่ได้จากเวทีปฏิบัติการที่มีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมข้อมูลจากแบบบันทึกนี้นำมาปรับปรุงแบบร่างของรูปแบบให้มีความเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาปฐมวัย

 

3.3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองใช้รูปแบบ

1) คู่มือการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. คู่มือการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ประกอบด้วยหลักการ แนวทาง ขั้นตอน และตัวอย่างกิจกรรม เพื่อเป็นแนวทางให้ครูสามารถดำเนินการตามรูปแบบได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์

2) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education เป็นแผนการจัดกิจกรรมที่บูรณาการสาระวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยแผนดังกล่าวได้รับการพัฒนาและทดลองใช้จริงในชั้นเรียน

3) แบบประเมินกระบวนการและผลลัพธ์การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ แบบประเมินกระบวนการและผลลัพธ์การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ใช้ประเมินความเหมาะสม ความสอดคล้อง ความชัดเจน และประสิทธิผลของแผนการจัดประสบการณ์แบ่งเป็นส่วนประเมินกระบวนการจัดกิจกรรม และส่วนประเมินผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน

4) แบบสังเกตพฤติกรรมและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย แบบสังเกตพฤติกรรมและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยใช้บันทึกพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กในระหว่างกิจกรรม เช่น การตั้งคำถาม การทดลอง การสื่อสาร และการร่วมมือกับผู้อื่นมีรายการพฤติกรรมตามสมรรถนะหลัก และระดับคะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนด

5) แบบบันทึกการปฏิบัติงานและการสะท้อนผลของครูผู้สอน แบบบันทึกการปฏิบัติงานและการสะท้อนผลของครูผู้สอนใช้สำหรับให้ครูผู้สอนบันทึกการดำเนินงานจริง การปรับเปลี่ยนกิจกรรมตามสถานการณ์ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนครูสามารถสะท้อนแนวทางที่ใช้ อุปสรรค และข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงรูปแบบ

 

3.3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผล

1) แบบประเมินสมรรถนะเด็กปฐมวัย 5 ด้าน ได้แก่

   - การคิดเชิงวิทยาศาสตร์

   - การคิดแก้ปัญหา

   - การคิดสร้างสรรค์

   - ทักษะการทำงานร่วมกัน

   - ทักษะการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

2) แบบประเมินคุณภาพการศึกษาปฐมวัยตามมาตรฐาน สมศ.

3) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อรูปแบบการบูรณาการฯ

4) แบบสัมภาษณ์ผู้บริหาร ครู และผู้ปกครองเกี่ยวกับผลการใช้รูปแบบ

3.4 การสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ

3.4.1 ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ

1) ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

2) กำหนดกรอบแนวคิดและโครงสร้างของเครื่องมือ

3) ร่างเครื่องมือตามกรอบแนวคิดและโครงสร้างที่กำหนด

4) นำร่างเครื่องมือให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity)

5) ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ

6) ทดลองใช้เครื่องมือกับกลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง

7) วิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือ

8) ปรับปรุงและจัดทำเครื่องมือฉบับสมบูรณ์

3.4.2 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ

1) การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity)

   - ใช้ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้าน STEM Education 1 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย 1 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและประเมินผล 1 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินคุณภาพการศึกษา 1 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนา 1 ท่าน

   - คำนวณค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยเลือกข้อคำถามที่มีค่า IOC ≥ 0.50

2) การตรวจสอบความเที่ยง (Reliability)

   - แบบสอบถามและแบบประเมินใช้การหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient) โดยกำหนดเกณฑ์ค่าความเที่ยง ≥ 0.70

   - แบบสังเกตและแบบประเมินที่มีผู้ประเมินมากกว่า 1 คน ใช้การหาค่าความเที่ยงระหว่างผู้ประเมิน (Inter-rater Reliability)

3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล

การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ แบ่งเป็น 4 ระยะ ตามวงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ดังนี้

3.5.1 ระยะที่ 1: การวางแผน (Planning)

1) การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการเกี่ยวกับการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอก

   - วิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง

   - สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ

   - จัดประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

2) การพัฒนารูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอก

   - จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อร่างรูปแบบฯ

   - ตรวจสอบร่างรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ

   - ปรับปรุงรูปแบบตามข้อเสนอแนะ

 

3.5.2 ระยะที่ 2: การลงมือปฏิบัติ (Action)

1) การเตรียมความพร้อม

   - จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับผู้บริหารและครูเกี่ยวกับรูปแบบการบูรณาการฯ

   - ร่วมกันพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education

2) การดำเนินการตามรูปแบบ

   - สถานศึกษาดำเนินการตามรูปแบบฯ เป็นเวลา 1 ภาคเรียน

   - นิเทศ ติดตาม และให้คำปรึกษาแบบกัลยาณมิตร

 

3.5.3 ระยะที่ 3: การสังเกตผล (Observation)

1) การเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างดำเนินการ

   - สังเกตพฤติกรรมและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย

   - บันทึกการปฏิบัติงานและการสะท้อนผลของครูผู้สอน

   - ประเมินกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้

2) การเก็บรวบรวมข้อมูลหลังการดำเนินการ

   - ประเมินสมรรถนะเด็กปฐมวัย

   - ประเมินคุณภาพการศึกษาปฐมวัยตามมาตรฐาน สมศ.

   - ประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

   - สัมภาษณ์ผู้บริหาร ครู และผู้ปกครอง

 

3.5.4 ระยะที่ 4: การสะท้อนผล (Reflection)

1) การวิเคราะห์และสรุปผล

   - จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสะท้อนผลการดำเนินงาน

   - วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของรูปแบบฯ

2) การปรับปรุงและพัฒนารูปแบบ

   - ปรับปรุงรูปแบบฯ ตามผลการสะท้อน

   - จัดทำคู่มือและข้อเสนอแนะในการนำรูปแบบไปใช้

 

3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล

3.6.1 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ

1) สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

2) การวิเคราะห์เปรียบเทียบสมรรถนะเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการใช้รูปแบบฯ โดยใช้การทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples)

3) การวิเคราะห์เปรียบเทียบคุณภาพการศึกษาปฐมวัยระหว่างสถานศึกษาที่มีบริบทแตกต่างกัน โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA)

4) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร โดยใช้การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ (Correlation Analysis)

 

3.6.2 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ

1) การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) สำหรับข้อมูลจากการสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม และการบันทึกการสะท้อนผล

2) การวิเคราะห์แบบอุปนัย (Inductive Analysis) เพื่อสร้างข้อสรุปจากข้อมูลที่ได้รับ

3) การตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (Triangulation) ทั้งด้านข้อมูล วิธีการเก็บข้อมูล และแหล่งข้อมูล

 

3.6.3 การตีความและการสร้างข้อสรุป

1) การเชื่อมโยงผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

2) การสังเคราะห์องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย

3) การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางการนำไปใช้

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการนำเสนอและแปลความหมายข้อมูล ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้

- n     แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง

- $\bar{X}$     แทน ค่าเฉลี่ย (Mean)

- S.D.  แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

- t     แทน ค่าสถิติที่ใช้ในการทดสอบ t (t-test)

- F     แทน ค่าสถิติที่ใช้ในการทดสอบ F (F-test)

- p     แทน ระดับนัยสำคัญทางสถิติ

- r     แทน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient)

- *     แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

- **    แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

 

ลำดับการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยแบ่งการนำเสนอออกเป็น 4 ตอน ดังนี้

ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง

ตอนที่ 2 ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ในระดับการศึกษาปฐมวัย

ตอนที่ 3 ผลการพัฒนารูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ผ่านกระบวนการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วม

ตอนที่ 4 ผลการทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ในการพัฒนาสมรรถนะเด็กปฐมวัย

 

 

 

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง

การวิจัยครั้งนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยสถานศึกษา 16 แห่ง จาก 4 สังกัด ได้แก่ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โรงเรียนอนุบาลสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และโรงเรียนอนุบาลสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีผู้ให้ข้อมูลในแต่ละสถานศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนระดับปฐมวัย เด็กปฐมวัยอายุ 4-6 ปี ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย และผู้แทนชุมชน รายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 4.1

 

ตารางที่ 4.1 จำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามสังกัดและตำแหน่ง

 

จากตารางที่ 4.1 พบว่า กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 16 คน ครูผู้สอนระดับปฐมวัย จำนวน 32 คน เด็กปฐมวัยอายุ 4-6 ปี จำนวน 320 คน ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย จำนวน 160 คน และผู้แทนชุมชน จำนวน 32 คน รวมทั้งสิ้น 560 คน โดยแต่ละสังกัดมีสัดส่วนผู้ให้ข้อมูลเท่ากัน คิดเป็นร้อยละ 21.05 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนระดับปฐมวัย มีรายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 4.2

ตารางที่ 4.2 จำนวนและร้อยละของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนระดับปฐมวัย จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน

 

จากตารางที่ 4.2 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 56.25) มีอายุระหว่าง 41-50 ปี (ร้อยละ 50.00) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท (ร้อยละ 75.00) และมีประสบการณ์การทำงาน 11-20 ปี (ร้อยละ 50.00) ส่วนครูผู้สอนระดับปฐมวัยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 93.75) มีอายุระหว่าง 30-40 ปี (ร้อยละ 37.50) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 62.50) และมีประสบการณ์การทำงาน 11-20 ปี (ร้อยละ 37.50)

 

 

 

 

 

ตอนที่ 2 ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ในระดับการศึกษาปฐมวัย

การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ในระดับการศึกษาปฐมวัย ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลมีรายละเอียด ดังนี้

 

2.1 สภาพปัจจุบันของการจัดการศึกษาตามแนวคิด STEM Education ในระดับปฐมวัย

ตารางที่ 4.3 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของสภาพปัจจุบันการจัดการศึกษาตามแนวคิด STEM Education ในระดับปฐมวัย จำแนกตามสังกัด

 

หมายเหตุ: เกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ย 1.00-1.50 = น้อยที่สุด, 1.51-2.50 = น้อย, 2.51-3.50 = ปานกลาง, 3.51-4.50 = มาก, 4.51-5.00 = มากที่สุด

จากตารางที่ 4.3 พบว่า สภาพปัจจุบันการจัดการศึกษาตามแนวคิด STEM Education ในระดับปฐมวัยโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ($\bar{X}$ = 3.14, S.D. = 0.70) เมื่อพิจารณาเป็นรายสังกัด พบว่า สถานศึกษาสังกัด สพฐ. มีการจัดการศึกษาตามแนวคิด STEM Education ในระดับมาก ($\bar{X}$ = 3.47, S.D. = 0.55) รองลงมาคือ สังกัด สช. ($\bar{X}$ = 3.31, S.D. = 0.58) สังกัด อปท. ($\bar{X}$ = 3.02, S.D. = 0.70) และสังกัด พม. ($\bar{X}$ = 2.74, S.D. = 0.80) ตามลำดับ

 

เมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็น พบว่า ความรู้ความเข้าใจของครูเกี่ยวกับแนวคิด STEM Education มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ($\bar{X}$ = 3.24, S.D. = 0.65) รองลงมาคือ การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหา ($\bar{X}$ = 3.22, S.D. = 0.61) ส่วนการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กด้าน STEM มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ($\bar{X}$ = 2.96, S.D. = 0.78)

 

2.2 สภาพปัจจุบันของการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ในระดับการศึกษาปฐมวัย

ตารางที่ 4.4 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของสภาพปัจจุบันการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ในระดับการศึกษาปฐมวัย จำแนกตามสังกัด

 

หมายเหตุ: เกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ย 1.00-1.50 = น้อยที่สุด, 1.51-2.50 = น้อย, 2.51-3.50 = ปานกลาง, 3.51-4.50 = มาก, 4.51-5.00 = มากที่สุด

จากตารางที่ 4.4 พบว่า สภาพปัจจุบันการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ในระดับการศึกษาปฐมวัยโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ($\bar{X}$ = 3.46, S.D. = 0.60) เมื่อพิจารณาเป็นรายสังกัด พบว่า สถานศึกษาสังกัด สพฐ. มีการดำเนินงานด้านการประเมินคุณภาพภายนอกในระดับมาก ($\bar{X}$ = 3.74, S.D. = 0.49) รองลงมาคือ สังกัด สช. ($\bar{X}$ = 3.59, S.D. = 0.53) สังกัด อปท. ($\bar{X}$ = 3.34, S.D. = 0.61) และสังกัด พม. ($\bar{X}$ = 3.16, S.D. = 0.67) ตามลำดับ

 

เมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็น พบว่า การเตรียมความพร้อมรับการประเมินคุณภาพภายนอกมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ($\bar{X}$ = 3.64, S.D. = 0.55) รองลงมาคือ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอก ($\bar{X}$ = 3.57, S.D. = 0.58) ส่วนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการประเมินมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ($\bar{X}$ = 3.28, S.D. = 0.65)

 

2.3 ปัญหาและอุปสรรคในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ.

จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนระดับปฐมวัย และการจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สามารถสรุปปัญหาและอุปสรรคในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ได้ดังนี้

1) ปัญหาด้านความรู้ความเข้าใจ

   - ครูปฐมวัยยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์ตามแนวคิด STEM Education ที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย

   - การขาดความเชื่อมโยงระหว่างแนวคิด STEM Education กับมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอกของ
สมศ.

   - ผู้บริหารและครูมองว่าการประเมินคุณภาพภายนอกเป็นภาระงานที่แยกจากการจัดการเรียนการสอนปกติ

2) ปัญหาด้านการจัดการเรียนรู้

   - การขาดการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่บูรณาการแนวคิด STEM Education อย่างเป็นระบบ

   - ครูยังใช้วิธีการสอนแบบเดิมที่เน้นการท่องจำและการทำใบงานมากกว่าการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ

   - การขาดสื่อ อุปกรณ์ และแหล่งเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education

3) ปัญหาด้านการประเมินผล

 - เครื่องมือประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้

- เครื่องมือประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยยังไม่สอดคล้องกับแนวคิด STEM Education

- การประเมินเน้นผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก

- ขาดการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนในการประเมินพัฒนาการของเด็ก

- การเชื่อมโยงผลการประเมินคุณภาพภายนอกกับการพัฒนาการจัดประสบการณ์ตามแนวคิด STEM Education ยังไม่ชัดเจน

4. ปัญหาด้านการบริหารจัดการ

- ขาดนโยบายและแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอก

- การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการจัดประสบการณ์ตามแนวคิด STEM Education ไม่เพียงพอ

- ขาดการนิเทศ ติดตาม และให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่องในการจัดประสบการณ์ตามแนวคิด STEM Education

- การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชนในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยยังมีน้อย

 

2.4 ความต้องการในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ.

ตารางที่ 4.5 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความต้องการในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. จำแนกตามสังกัด

 

หมายเหตุ: เกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ย 1.00-1.50 = น้อยที่สุด, 1.51-2.50 = น้อย, 2.51-3.50 = ปานกลาง, 3.51-4.50 = มาก, 4.51-5.00 = มากที่สุด

จากตารางที่ 4.5 พบว่า ความต้องการในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ($\bar{X}$ = 4.31, S.D. = 0.63) เมื่อพิจารณาเป็นรายสังกัด พบว่า สถานศึกษาสังกัด พม. มีความต้องการในระดับมาก ($\bar{X}$ = 4.44, S.D. = 0.59) รองลงมาคือ สังกัด อปท. ($\bar{X}$ = 4.33, S.D. = 0.62) สังกัด สช. ($\bar{X}$ = 4.26, S.D. = 0.65) และสังกัด สพฐ. ($\bar{X}$ = 4.19, S.D. = 0.68) ตามลำดับ

เมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็น พบว่า การจัดทำคู่มือการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอก มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ($\bar{X}$ = 4.39, S.D. = 0.60) รองลงมาคือ การนิเทศ ติดตาม และให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง ($\bar{X}$ = 4.35, S.D. = 0.62) และการพัฒนาความรู้และทักษะการจัดประสบการณ์ตามแนวคิด STEM Education ($\bar{X}$ = 4.30, S.D. = 0.63) ตามลำดับ

จากการสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนระดับปฐมวัยมีความต้องการเพิ่มเติม ดังนี้

1. ต้องการแนวทางการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกที่เป็นรูปธรรมและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

2. ต้องการตัวอย่างการจัดประสบการณ์ตามแนวคิด STEM Education ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอก

3. ต้องการการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education สำหรับเด็กปฐมวัย

4. ต้องการเครื่องมือประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยที่สอดคล้องกับแนวคิด STEM Education และมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอก

5. ต้องการการสนับสนุนด้านงบประมาณและทรัพยากรในการจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education

 

ตอนที่ 3 ผลการพัฒนารูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ผ่านกระบวนการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วม

จากการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ผู้วิจัยได้พัฒนารูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ผ่านกระบวนการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วม โดยมีขั้นตอนการพัฒนา ดังนี้

3.1 การยกร่างรูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ.

ผู้วิจัยได้ยกร่างรูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการที่ได้จากขั้นตอนที่ 2 มาเป็นฐานในการพัฒนารูปแบบ ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้

1. หลักการและแนวคิดพื้นฐาน

2. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ

3. กลไกการขับเคลื่อนรูปแบบ

4. กระบวนการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอก

5. บทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

6. การประเมินผลการใช้รูปแบบ

 

3.2 การตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ

ผู้วิจัยได้นำร่างรูปแบบที่พัฒนาขึ้นเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 ท่าน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย 2 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้าน STEM Education 2 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินคุณภาพการศึกษา 2 ท่าน และผู้บริหารสถานศึกษาระดับปฐมวัย 1 ท่าน เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ ผลการประเมินมีรายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 4.6

 

 

 

 

 

ตารางที่ 4.6 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลการประเมินคุณภาพรูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. โดยผู้ทรงคุณวุฒิ (n=7)

 

หมายเหตุ: เกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ย 1.00-1.50 = น้อยที่สุด, 1.51-2.50 = น้อย, 2.51-3.50 = ปานกลาง, 3.51-4.50 = มาก, 4.51-5.00 = มากที่สุด

จากตารางที่ 4.6 พบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นว่ารูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ($\bar{X}$ = 4.69, S.D. = 0.49) และมีความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ($\bar{X}$ = 4.50, S.D. = 0.56)

นอกจากนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อการปรับปรุงรูปแบบ ดังนี้

1. ควรเพิ่มตัวอย่างกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอกในแต่ละด้าน

2. ควรระบุบทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

3.ควรมีแนวทางการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่สอดคล้องกับแนวคิด STEM Education และมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอก

4. ควรมีคู่มือหรือแนวทางการนำรูปแบบไปใช้ที่เข้าใจง่ายและสามารถปฏิบัติได้จริง

3.3 การปรับปรุงรูปแบบตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ

ผู้วิจัยได้นำข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิมาปรับปรุงรูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งรูปแบบที่ปรับปรุงแล้วมีองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้

1. หลักการและแนวคิดพื้นฐาน

   - การจัดการศึกษาปฐมวัยตามแนวคิด STEM Education เน้นการพัฒนาทักษะการคิด การแก้ปัญหา และการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านการบูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์

-การประเมินคุณภาพภายนอกเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและยกระดับมาตรฐานการจัดการศึกษาปฐมวัย

วิธีการใช้งาน

 3.1 รูปแบบการวิจัย

การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) ที่บูรณาการระหว่างการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) กับการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) โดยดำเนินการวิจัยเป็น 4 ระยะ ตามวงจร PAOR ได้แก่ การวางแผน (Planning) การลงมือปฏิบัติ (Action) การสังเกตผล (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection) ซึ่งเป็นกระบวนการที่เหมาะสมกับการพัฒนารูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ผ่านการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

1. ประชากร

ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ สถานศึกษาระดับปฐมวัยใน 4 สังกัด ประกอบด้วย

1) สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พ.ม.)

2) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

3) โรงเรียนอนุบาลสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)

4) โรงเรียนอนุบาลสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

 

2 กลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่างได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ตามเกณฑ์ที่กำหนด ดังนี้

1) เป็นสถานศึกษาที่มีความพร้อมและสมัครใจเข้าร่วมโครงการวิจัย

2) มีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3-6 ปี

3) ได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ. รอบที่ผ่านมา

4) มีความหลากหลายของบริบท (เมือง/ชนบท, ขนาดเล็ก/กลาง/ใหญ่)

กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยสถานศึกษา 16 แห่ง (สังกัดละ 4 แห่ง) โดยมีผู้ให้ข้อมูลในแต่ละสถานศึกษา ได้แก่

- ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1 คน

- ครูผู้สอนระดับปฐมวัย จำนวน 2 คน

- เด็กปฐมวัยอายุ 4-6 ปี จำนวน 20 คน

- ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย จำนวน 10 คน

- ผู้แทนชุมชน จำนวน 2 คน

ผลที่เกิดจากผู้เรียน

ผลการศึกษากรณีตัวอย่างความสำเร็จในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ.

ผู้วิจัยได้ศึกษากรณีตัวอย่างความสำเร็จในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ในโรงเรียนนำร่องทั้ง 4 แห่ง โดยมีผลการศึกษา ดังนี้

1 โรงเรียนอนุบาลสังกัด พม.

โรงเรียนอนุบาลสังกัด พม. เป็นโรงเรียนขนาดกลางที่มีนักเรียนระดับปฐมวัยประมาณ 120 คน มีครูผู้สอนระดับปฐมวัย 6 คน โรงเรียนได้นำรูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ผลการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จ มีดังนี้

1.1 ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการจัดประสบการณ์

โรงเรียนได้พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาระดับปฐมวัยที่บูรณาการแนวคิด STEM Education โดยออกแบบหน่วยการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับสาระการเรียนรู้และมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 และมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอกของ สมศ. หน่วยการเรียนรู้ที่โดดเด่น ได้แก่ หน่วย "บ้านแสนสุข" ที่ให้เด็กออกแบบและสร้างบ้านจำลองที่แข็งแรงและปลอดภัย โดยใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น กิจกรรมนี้ช่วยพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิศวกรรม การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกัน

1.2 ด้านการพัฒนาครูผู้สอน

โรงเรียนได้จัดตั้งชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ด้านการจัดประสบการณ์ตามแนวคิด STEM Education โดยครูมีการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทุกสัปดาห์ และมีการนิเทศการสอนแบบกัลยาณมิตร ครูได้พัฒนาทักษะการออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ผ่านการเล่นและการลงมือปฏิบัติ นอกจากนี้ ครูยังได้พัฒนาเครื่องมือการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่สอดคล้องกับแนวคิด STEM Education เช่น แบบสังเกตพฤติกรรมการคิดแก้ปัญหา แบบบันทึกการสร้างสรรค์ผลงาน และแฟ้มสะสมผลงาน

1.3 ด้านการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน

โรงเรียนได้จัดกิจกรรม "STEM Family Day" เพื่อให้ผู้ปกครองได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม STEM กับบุตรหลาน และเรียนรู้วิธีการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่บ้าน นอกจากนี้ โรงเรียนยังได้เชิญภูมิปัญญาท้องถิ่นมาให้ความรู้และจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและการประดิษฐ์ของเล่นพื้นบ้าน

1.4 ด้านผลลัพธ์ที่เกิดกับเด็ก

จากการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก พบว่า เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญาอยู่ในระดับดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการคิดแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น นอกจากนี้ เด็กยังมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความสนใจในการสำรวจ ทดลอง และค้นหาคำตอบด้วยตนเอง

1.5 ด้านการประเมินคุณภาพภายนอก

ผลการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. พบว่า โรงเรียนมีผลการประเมินในระดับดีมากทุกมาตรฐาน โดยเฉพาะมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพเด็ก กระบวนการบริหารและการจัดการ และกระบวนการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ

2 โรงเรียนอนุบาลสังกัด อปท.

โรงเรียนอนุบาลสังกัด อปท. เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนระดับปฐมวัยประมาณ 80 คน มีครูผู้สอนระดับปฐมวัย 4 คน โรงเรียนได้นำรูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ผลการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จ มีดังนี้

2.1 ด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และสภาพแวดล้อม

โรงเรียนได้พัฒนาแหล่งเรียนรู้และสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education โดยจัดมุม STEM Corner ในห้องเรียนทุกห้อง ซึ่งประกอบด้วยวัสดุอุปกรณ์ที่หลากหลายสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานและการทดลอง นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาสวนเกษตรอินทรีย์ที่ให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชและการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านการลงมือปฏิบัติจริง

2.2 ด้านการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้

โรงเรียนได้พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ที่ชื่อว่า "STEM Box" ซึ่งเป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ครูออกแบบขึ้นเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่นและการลงมือปฏิบัติ ชุดกิจกรรมประกอบด้วยวัสดุอุปกรณ์ คำแนะนำ และคำถามกระตุ้นการคิด แต่ละชุดจะมีความท้าทายที่แตกต่างกันตามระดับพัฒนาการของเด็ก เช่น ชุด "หอคอยแห่งความสมดุล" ที่ให้เด็กออกแบบและสร้างหอคอยที่มั่นคงโดยใช้วัสดุที่กำหนดให้

2.3 ด้านการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ

โรงเรียนได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ในการพัฒนาหลักสูตรและการจัดประสบการณ์ตามแนวคิด STEM Education โดยมีอาจารย์จากคณะศึกษาศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์มาเป็นที่ปรึกษาและร่วมจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับเด็ก นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดหาทรัพยากรและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน

2.4 ด้านการประเมินและพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

โรงเรียนได้พัฒนาระบบการประเมินและพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยใช้วงจรคุณภาพ PDCA ในการวางแผน ดำเนินการ ตรวจสอบ และปรับปรุงการดำเนินงาน มีการวิเคราะห์ผลการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กเพื่อนำมาปรับปรุงการจัดประสบการณ์ และมีการถอดบทเรียนความสำเร็จและปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานเพื่อนำไปสู่การพัฒนาในปีการศึกษาต่อไป

 

3 โรงเรียนอนุบาลสังกัด สช.

โรงเรียนอนุบาลสังกัด สช. เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนระดับปฐมวัยประมาณ 250 คน มีครูผู้สอนระดับปฐมวัย 12 คน โรงเรียนได้นำรูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ผลการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จ มีดังนี้

3.1 ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการจัดประสบการณ์

โรงเรียนได้พัฒนาหลักสูตร "Little Innovator" ที่บูรณาการแนวคิด STEM Education กับการพัฒนาทักษะการคิดและการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ หลักสูตรประกอบด้วยหน่วยการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันและความสนใจของเด็ก เช่น หน่วย "ของเล่นมหัศจรรย์" ที่ให้เด็กออกแบบและสร้างของเล่นที่เคลื่อนที่ได้โดยใช้แรงลม หน่วย "น้ำแสนสนุก" ที่ให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับสมบัติของน้ำและการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และหน่วย "สวนสวยด้วยมือเรา" ที่ให้เด็กออกแบบและสร้างสวนจำลองที่มีระบบรดน้ำอัตโนมัติ

 

3.2 ด้านการพัฒนาสื่อและนวัตกรรม

โรงเรียนได้พัฒนาสื่อและนวัตกรรมที่สนับสนุนการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education อย่างหลากหลาย ได้แก่"STEM Activity Cards" ซึ่งเป็นชุดบัตรกิจกรรมที่มีภาพประกอบและคำแนะนำขั้นตอนการทำกิจกรรมอย่างง่ายๆ สำหรับเด็กในช่วงกิจกรรมเสรี"Little Engineers Workshop" ซึ่งเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่มีวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือที่ปลอดภัยสำหรับเด็กในการออกแบบและสร้างชิ้นงาน"Digital STEM Journal" ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่ครูและผู้ปกครองใช้ในการบันทึกพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กผ่านภาพถ่าย วิดีโอ และบันทึกเสียง

3.3 ด้านการพัฒนาครูผู้สอน

โรงเรียนได้พัฒนาครูผู้สอนให้มีสมรรถนะในการจัดประสบการณ์ตามแนวคิด STEM Education โดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ การศึกษาดูงาน และการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้กับโรงเรียนอื่นๆ นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมให้ครูทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการจัดประสบการณ์และแก้ปัญหาการเรียนรู้ของเด็ก ผลงานวิจัยที่โดดเด่น ได้แก่ "การพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิศวกรรมของเด็กปฐมวัยผ่านการเล่นสร้างสรรค์" และ "การส่งเสริมทักษะการสื่อสารและการนำเสนอผลงานของเด็กปฐมวัยผ่านโครงงาน STEM"

3.4 ด้านการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน

โรงเรียนได้พัฒนาระบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนในการส่งเสริมการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้ดำเนินการดังนี้

1.จัดตั้ง "STEM Family Club" ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ปกครองอาสาที่สนใจและมีความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ มาช่วยสนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในโรงเรียน

2.จัดกิจกรรม "STEM at Home Challenge" โดยมอบหมายกิจกรรม STEM ที่เด็กและผู้ปกครองสามารถทำร่วมกันที่บ้านโดยใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หาได้ง่าย และให้บันทึกภาพหรือวิดีโอกระบวนการทำกิจกรรมและผลงานส่งกลับมาที่โรงเรียน

3.จัดกิจกรรม "STEM Innovation Fair" เป็นประจำทุกปีการศึกษา เพื่อให้เด็กได้นำเสนอผลงานและชิ้นงานที่สร้างสรรค์ตามแนวคิด STEM Education ให้ผู้ปกครองและชุมชนได้ชม

4.ร่วมมือกับสถานประกอบการในท้องถิ่นในการจัดกิจกรรม "Little Explorer" ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้กระบวนการทำงานและการใช้เทคโนโลยีในสถานประกอบการจริง

3.5 ด้านการประเมินคุณภาพภายนอก

ผลการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. พบว่า โรงเรียนมีผลการประเมินในระดับดีเยี่ยมในทุกมาตรฐาน โดยได้รับการยกย่องเป็นสถานศึกษาต้นแบบด้านการจัดการศึกษาปฐมวัยตามแนวคิด STEM Education คณะกรรมการประเมินได้เสนอจุดเด่นของโรงเรียน ดังนี้

 

1.นักเรียนมีพัฒนาการครบทั้ง 4 ด้านในระดับดีเยี่ยม โดยเฉพาะด้านสติปัญญา มีทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหาที่โดดเด่น

2.ครูมีความสามารถในการออกแบบและจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กตามแนวคิด STEM Education ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์และภาวะผู้นำทางวิชาการที่เข้มแข็ง สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นระบบ

4. โรงเรียนมีระบบการประกันคุณภาพภายในที่เข้มแข็งและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

4 โรงเรียนอนุบาลสังกัด สพฐ.

โรงเรียนอนุบาลสังกัด สพฐ. เป็นโรงเรียนขนาดกลางที่มีนักเรียนระดับปฐมวัยประมาณ 150 คน มีครูผู้สอนระดับปฐมวัย 8 คน โรงเรียนได้นำรูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ผลการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จ มีดังนี้

4.1 ด้านการพัฒนาหลักสูตรที่เน้นท้องถิ่น

โรงเรียนได้พัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นที่บูรณาการแนวคิด STEM Education กับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีหน่วยการเรียนรู้ที่น่าสนใจ ได้แก่:

1.หน่วย "เครื่องจักสานมหัศจรรย์" ที่ให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการจักสานซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น และประยุกต์ใช้หลักการทางวิศวกรรมในการออกแบบและสร้างของใช้จากวัสดุธรรมชาติ

2.หน่วย "สีสันจากธรรมชาติ" ที่ให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการสกัดสีจากพืชในท้องถิ่นและนำมาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ

3.หน่วย "ห่วงโซ่อาหารในชุมชนของเรา" ที่ให้เด็กสำรวจและเรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารในท้องถิ่น

4.2 ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning

โรงเรียนได้พัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่ส่งเสริมให้เด็กเป็นผู้ลงมือปฏิบัติและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยใช้วิธีการที่หลากหลาย ได้แก่:

1. การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานบูรณาการ STEM (Integrated STEM Project) ที่ให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการทำโครงงานที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง เช่น โครงงาน "สวนผักลอยฟ้า" ที่ให้เด็กออกแบบและสร้างแปลงผักแนวตั้งที่ประหยัดพื้นที่และน้ำ

2.การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-Based Learning) ที่กระตุ้นให้เด็กตั้งคำถาม สังเกต ทดลอง และค้นหาคำตอบด้วยตนเอง เช่น กิจกรรม "นักสืบน้อย" ที่ให้เด็กสืบเสาะหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในดิน

3.การจัดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหา (Problem-Based Learning) ที่ให้เด็กได้ฝึกการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เช่น กิจกรรม "ช่วยเพื่อนข้ามน้ำ" ที่ให้เด็กออกแบบและสร้างสะพานจากวัสดุที่กำหนดให้เพื่อช่วยให้ตุ๊กตาขนาดเล็กข้ามน้ำได้

4.3 ด้านการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ STEM ปฐมวัย

โรงเรียนได้พัฒนาศูนย์การเรียนรู้ STEM ปฐมวัยที่เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก ครู และผู้ปกครอง ศูนย์การเรียนรู้ประกอบด้วย:

1.พื้นที่สำหรับการทดลองและสำรวจ(ExplorationZone)ที่มีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ขนาดเล็กที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เช่น แว่นขยาย กล้องจุลทรรศน์อย่างง่าย ชุดทดลองแม่เหล็ก และชุดทดลองเรื่องแสง

2.พื้นที่สำหรับการออกแบบและสร้างสรรค์ (Maker Space) ที่มีวัสดุอุปกรณ์หลากหลายสำหรับการประดิษฐ์และสร้างชิ้นงาน

3.พื้นที่สำหรับการนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Sharing Corner) ที่เด็กสามารถนำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนและครู

4. พื้นที่สำหรับการเรียนรู้ดิจิทัล (Digital Learning Area) ที่มีแท็บเล็ตและแอปพลิเคชันเพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก

4.4 ด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม

โรงเรียนได้ส่งเสริมให้ครูทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการจัดประสบการณ์ตามแนวคิด STEM Education โดยผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่โดดเด่น ได้แก่:

1. "ชุดกิจกรรม STEM สำหรับเด็กปฐมวัย: บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่น" ซึ่งเป็นชุดกิจกรรมที่บูรณาการแนวคิด STEM Education กับภูมิปัญญาท้องถิ่น

2. "กระบวนการพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) สำหรับเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรม Unplugged Coding" ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์

3. "แบบประเมินพัฒนาการด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย" ซึ่งเป็นเครื่องมือในการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กตามแนวคิด STEM Education

4.5 ด้านการประเมินคุณภาพภายนอก

ผลการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. พบว่า โรงเรียนมีผลการประเมินในระดับดีมากในทุกมาตรฐาน โดยคณะกรรมการประเมินได้เสนอจุดเด่นของโรงเรียน ดังนี้:

1.มีการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างลงตัวและสอดคล้องกับบริบทของชุมชน

2.มีกระบวนการพัฒนาครูให้มีความเชี่ยวชาญในการจัดประสบการณ์ตามแนวคิด STEM Education อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

3.มีระบบการติดตามและประเมินพัฒนาการของเด็กที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอกอย่างชัดเจน

4. มีศูนย์การเรียนรู้ STEM ปฐมวัยที่เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับโรงเรียนและชุมชน

4.5 ปัจจัยความสำเร็จในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ.

จากการศึกษากรณีตัวอย่างความสำเร็จในโรงเรียนนำร่องทั้ง 4 แห่ง สามารถสรุปปัจจัยความสำเร็จในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ได้ดังนี้

4.5.1 ด้านการบริหารจัดการ

1.ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์และภาวะผู้นำทางวิชาการที่เข้มแข็ง สามารถกำหนดทิศทางและเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ชัดเจน

2.มีการวางแผนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ โดยใช้ข้อมูลจากการวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการของสถานศึกษาเป็นฐาน

3.มีการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านบุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ และเทคโนโลยี

4. มีระบบการนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

4.5.2 ด้านการพัฒนาครูผู้สอน

1.มีการพัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิด STEM Education และการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. อย่างลึกซึ้ง

2.ส่งเสริมให้ครูมีทักษะในการออกแบบและจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่บูรณาการแนวคิด STEM Education ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. พัฒนาความสามารถของครูในการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กตามสภาพจริง

4.สร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อให้ครูได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาการจัดประสบการณ์ร่วมกัน

4.5.3 ด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้

1.จัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการและความสนใจของเด็ก โดยใช้การเล่นและการลงมือปฏิบัติเป็นหลัก

2.บูรณาการแนวคิด STEM Education กับสาระการเรียนรู้และประสบการณ์สำคัญตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย

3.จัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมทักษะการคิด การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกัน และความคิดสร้างสรรค์

4.ใช้คำถามปลายเปิดและการสะท้อนคิดเพื่อกระตุ้นให้เด็กคิดวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็น

4.5.4 ด้านการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน

1.สร้างความเข้าใจและความตระหนักให้ผู้ปกครองและชุมชนเห็นความสำคัญของการจัดประสบการณ์ตามแนวคิด STEM Education

2.เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการวางแผน ดำเนินการ และประเมินผลการจัดการศึกษา

3.จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน

 

การอ้างอิง

บรรณานุกรม

ภาษาไทย

กระทรวงศึกษาธิการ. (2023). รายงานผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ปีการศึกษา 2022. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.

จิระวรรณ เกษสิงห์ และคณะ. (2023). การพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education สำหรับเด็กปฐมวัย. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 25(2), 156-170.

ทิศนา แขมมณี. (2022). การพัฒนาทักษะการคิดและกระบวนการเรียนรู้ในเด็กปฐมวัย: แนวคิดและแนวปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ธีระ รุญเจริญ และคณะ. (2022). การศึกษาระบบการประเมินคุณภาพภายนอกและการส่งเสริมนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ในประเทศไทย. วารสารบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 19(36), 79-92.

มนตรี แย้มกสิกร. (2020). การบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประกันคุณภาพการศึกษา: ช่องว่างและโอกาสในการพัฒนา. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 31(1), 1-15.

วิจารณ์ พานิช. (2021). ทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่เด็กไทยจำเป็นต้องมี (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสยามกัมมาจล.

ศศิธร จ่างภากร และคณะ. (2024). การพัฒนารูปแบบการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสารการวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน, 17(1), 117-132.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา. (2023). มาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอกระดับการศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ: สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน).

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ. (2023). แผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2023-2027. กรุงเทพฯ: สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ.

สุพรรณี ชาญประเสริฐ และคณะ. (2022). แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education ในประเทศไทย. วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์, 38(1), 1-18.

 

 

ภาษาอังกฤษ

Black, P., & Wiliam, D. (2018). Classroom assessment and pedagogy. Assessment in Education: Principles, Policy & Practice, 25(6), 551-575.

Center on the Developing Child at Harvard University. (2021). Brain architecture. https://developingchild.harvard.edu/science/key-concepts/brain-architecture/

Chalmers, D. (2018). Connecting quality assurance to teaching and learning improvement: A systemic approach. Quality Assurance in Education, 26(2), 171-190.

Johnson, C. C., Peters-Burton, E. E., & Moore, T. J. (2020). STEM road map 2.0: A framework for integrated STEM education in the innovation age. Routledge.

Marzano, R. J. (2020). The new art and science of teaching assessment. Solution Tree Press.

McClure, E. R., Guernsey, L., Clements, D. H., Bales, S. N., Nichols, J., Kendall-Taylor, N., & Levine, M. H. (2017). STEM starts early: Grounding science, technology, engineering, and math education in early childhood. The Joan Ganz Cooney Center at Sesame Workshop.

McClure, E., Bowman, J., & Shumaker, L. (2023). Examining the impact of STEM education on young children's attitudes toward science and technology. Early Childhood Education Journal, 51(4), 689-702.

World Economic Forum. (2023). Future of jobs report 2023. World Econo

การต่อยอดและพัฒนา

 ข้อเสนอแนะ

1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

1) หน่วยงานระดับนโยบายควรส่งเสริมการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประกันคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดเป็นนโยบายและแนวทางที่ชัดเจนสำหรับสถานศึกษาในทุกสังกัด

2)สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ควรพัฒนาเกณฑ์และกระบวนการประเมินคุณภาพภายนอกที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education โดยเฉพาะการปรับปรุงมาตรฐานและตัวบ่งชี้ให้สอดคล้องกับการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21

3)กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานต้นสังกัดควรสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรในการพัฒนาสื่อ อุปกรณ์ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรม STEM Education ในระดับปฐมวัย โดยเฉพาะในสถานศึกษาขนาดเล็กและในพื้นที่ห่างไกล

4)ควรมีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาด้านการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education และการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ

5)ควรส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา หน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานประเมินคุณภาพภายนอก สถาบันอุดมศึกษา และภาคเอกชน ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยอย่างบูรณาการ

2.ข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้

1) สถานศึกษาระดับปฐมวัยควรนำรูปแบบ "SMART Model for ECE" ไปประยุกต์ใช้โดยปรับให้เหมาะสมกับบริบทและความพร้อมของสถานศึกษา โดยเริ่มจากการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

2)ครูปฐมวัยควรพัฒนาความรู้และทักษะในการจัดกิจกรรม STEM ที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย โดยเน้นการจัดกิจกรรมแบบบูรณาการผ่านการเล่นและการลงมือปฏิบัติ มากกว่าการแยกสอนเป็นรายวิชา

3)ผู้บริหารสถานศึกษาควรสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนให้ครูมีอิสระในการสร้างสรรค์นวัตกรรมการเรียนการสอนตามแนวคิด STEM Education

4)การประเมินคุณภาพทั้งภายในและภายนอกควรดำเนินการในลักษณะของการประเมินเพื่อพัฒนา (Assessment for Development) มากกว่าการตรวจสอบเพื่อตัดสิน (Inspection) โดยเน้นการมีส่วนร่วมและการให้ข้อมูลย้อนกลับที่สร้างสรรค์

5)ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนในการจัดกิจกรรม STEM และการประเมินคุณภาพการศึกษา โดยอาจจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การประชุมผู้ปกครอง หรือการเปิดบ้านวิชาการเพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือ

3. ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป

1)ควรมีการวิจัยติดตามผลในระยะยาวเกี่ยวกับผลกระทบของการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกที่มีต่อพัฒนาการและผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยในระยะยาว

2)ควรมีการวิจัยเปรียบเทียบประสิทธิผลของรูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกในบริบทที่แตกต่างกัน เช่น สถานศึกษาในเมืองและชนบท สถานศึกษาขนาดใหญ่และขนาดเล็ก หรือสถานศึกษาในสังกัดที่แตกต่างกัน

3)ควรมีการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือการประเมินสมรรถนะของเด็กปฐมวัยที่สอดคล้องกับการจัดกิจกรรม STEM และมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอก เพื่อให้ได้เครื่องมือที่มีความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้

4)ควรมีการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมครูปฐมวัยในการจัดกิจกรรม STEM ที่บูรณาการกับการประเมินคุณภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของครูในการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

5)ควรมีการวิจัยเชิงนโยบายเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบการประเมินคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี

การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาย.รณกฤต สุวรรณเมือง, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=459V700000000038 ค้นเมื่อ 31 พฤษภาคม, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ