ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการนำเสนอและแปลความหมายข้อมูล ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้
- n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง
- $\bar{X}$ แทน ค่าเฉลี่ย (Mean)
- S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
- t แทน ค่าสถิติที่ใช้ในการทดสอบ t (t-test)
- F แทน ค่าสถิติที่ใช้ในการทดสอบ F (F-test)
- p แทน ระดับนัยสำคัญทางสถิติ
- r แทน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient)
- * แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
- ** แทน มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ลำดับการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยแบ่งการนำเสนอออกเป็น 4 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง
ตอนที่ 2 ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ในระดับการศึกษาปฐมวัย
ตอนที่ 3 ผลการพัฒนารูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ผ่านกระบวนการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วม
ตอนที่ 4 ผลการทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ในการพัฒนาสมรรถนะเด็กปฐมวัย
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง
การวิจัยครั้งนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยสถานศึกษา 16 แห่ง จาก 4 สังกัด ได้แก่ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โรงเรียนอนุบาลสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และโรงเรียนอนุบาลสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีผู้ให้ข้อมูลในแต่ละสถานศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนระดับปฐมวัย เด็กปฐมวัยอายุ 4-6 ปี ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย และผู้แทนชุมชน รายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 4.1
ตารางที่ 4.1 จำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามสังกัดและตำแหน่ง
จากตารางที่ 4.1 พบว่า กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 16 คน ครูผู้สอนระดับปฐมวัย จำนวน 32 คน เด็กปฐมวัยอายุ 4-6 ปี จำนวน 320 คน ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย จำนวน 160 คน และผู้แทนชุมชน จำนวน 32 คน รวมทั้งสิ้น 560 คน โดยแต่ละสังกัดมีสัดส่วนผู้ให้ข้อมูลเท่ากัน คิดเป็นร้อยละ 21.05 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด
ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนระดับปฐมวัย มีรายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 4.2
ตารางที่ 4.2 จำนวนและร้อยละของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนระดับปฐมวัย จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน
จากตารางที่ 4.2 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 56.25) มีอายุระหว่าง 41-50 ปี (ร้อยละ 50.00) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท (ร้อยละ 75.00) และมีประสบการณ์การทำงาน 11-20 ปี (ร้อยละ 50.00) ส่วนครูผู้สอนระดับปฐมวัยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 93.75) มีอายุระหว่าง 30-40 ปี (ร้อยละ 37.50) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 62.50) และมีประสบการณ์การทำงาน 11-20 ปี (ร้อยละ 37.50)
ตอนที่ 2 ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ในระดับการศึกษาปฐมวัย
การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ในระดับการศึกษาปฐมวัย ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลมีรายละเอียด ดังนี้
2.1 สภาพปัจจุบันของการจัดการศึกษาตามแนวคิด STEM Education ในระดับปฐมวัย
ตารางที่ 4.3 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของสภาพปัจจุบันการจัดการศึกษาตามแนวคิด STEM Education ในระดับปฐมวัย จำแนกตามสังกัด
หมายเหตุ: เกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ย 1.00-1.50 = น้อยที่สุด, 1.51-2.50 = น้อย, 2.51-3.50 = ปานกลาง, 3.51-4.50 = มาก, 4.51-5.00 = มากที่สุด
จากตารางที่ 4.3 พบว่า สภาพปัจจุบันการจัดการศึกษาตามแนวคิด STEM Education ในระดับปฐมวัยโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ($\bar{X}$ = 3.14, S.D. = 0.70) เมื่อพิจารณาเป็นรายสังกัด พบว่า สถานศึกษาสังกัด สพฐ. มีการจัดการศึกษาตามแนวคิด STEM Education ในระดับมาก ($\bar{X}$ = 3.47, S.D. = 0.55) รองลงมาคือ สังกัด สช. ($\bar{X}$ = 3.31, S.D. = 0.58) สังกัด อปท. ($\bar{X}$ = 3.02, S.D. = 0.70) และสังกัด พม. ($\bar{X}$ = 2.74, S.D. = 0.80) ตามลำดับ
เมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็น พบว่า ความรู้ความเข้าใจของครูเกี่ยวกับแนวคิด STEM Education มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ($\bar{X}$ = 3.24, S.D. = 0.65) รองลงมาคือ การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหา ($\bar{X}$ = 3.22, S.D. = 0.61) ส่วนการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กด้าน STEM มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ($\bar{X}$ = 2.96, S.D. = 0.78)
2.2 สภาพปัจจุบันของการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ในระดับการศึกษาปฐมวัย
ตารางที่ 4.4 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของสภาพปัจจุบันการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ในระดับการศึกษาปฐมวัย จำแนกตามสังกัด
หมายเหตุ: เกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ย 1.00-1.50 = น้อยที่สุด, 1.51-2.50 = น้อย, 2.51-3.50 = ปานกลาง, 3.51-4.50 = มาก, 4.51-5.00 = มากที่สุด
จากตารางที่ 4.4 พบว่า สภาพปัจจุบันการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ในระดับการศึกษาปฐมวัยโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ($\bar{X}$ = 3.46, S.D. = 0.60) เมื่อพิจารณาเป็นรายสังกัด พบว่า สถานศึกษาสังกัด สพฐ. มีการดำเนินงานด้านการประเมินคุณภาพภายนอกในระดับมาก ($\bar{X}$ = 3.74, S.D. = 0.49) รองลงมาคือ สังกัด สช. ($\bar{X}$ = 3.59, S.D. = 0.53) สังกัด อปท. ($\bar{X}$ = 3.34, S.D. = 0.61) และสังกัด พม. ($\bar{X}$ = 3.16, S.D. = 0.67) ตามลำดับ
เมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็น พบว่า การเตรียมความพร้อมรับการประเมินคุณภาพภายนอกมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ($\bar{X}$ = 3.64, S.D. = 0.55) รองลงมาคือ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอก ($\bar{X}$ = 3.57, S.D. = 0.58) ส่วนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการประเมินมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ($\bar{X}$ = 3.28, S.D. = 0.65)
2.3 ปัญหาและอุปสรรคในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ.
จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนระดับปฐมวัย และการจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สามารถสรุปปัญหาและอุปสรรคในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ได้ดังนี้
1) ปัญหาด้านความรู้ความเข้าใจ
- ครูปฐมวัยยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์ตามแนวคิด STEM Education ที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย
- การขาดความเชื่อมโยงระหว่างแนวคิด STEM Education กับมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอกของ
สมศ.
- ผู้บริหารและครูมองว่าการประเมินคุณภาพภายนอกเป็นภาระงานที่แยกจากการจัดการเรียนการสอนปกติ
2) ปัญหาด้านการจัดการเรียนรู้
- การขาดการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่บูรณาการแนวคิด STEM Education อย่างเป็นระบบ
- ครูยังใช้วิธีการสอนแบบเดิมที่เน้นการท่องจำและการทำใบงานมากกว่าการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ
- การขาดสื่อ อุปกรณ์ และแหล่งเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education
3) ปัญหาด้านการประเมินผล
- เครื่องมือประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้
- เครื่องมือประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยยังไม่สอดคล้องกับแนวคิด STEM Education
- การประเมินเน้นผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก
- ขาดการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนในการประเมินพัฒนาการของเด็ก
- การเชื่อมโยงผลการประเมินคุณภาพภายนอกกับการพัฒนาการจัดประสบการณ์ตามแนวคิด STEM Education ยังไม่ชัดเจน
4. ปัญหาด้านการบริหารจัดการ
- ขาดนโยบายและแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอก
- การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการจัดประสบการณ์ตามแนวคิด STEM Education ไม่เพียงพอ
- ขาดการนิเทศ ติดตาม และให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่องในการจัดประสบการณ์ตามแนวคิด STEM Education
- การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชนในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยยังมีน้อย
2.4 ความต้องการในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ.
ตารางที่ 4.5 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความต้องการในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. จำแนกตามสังกัด
หมายเหตุ: เกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ย 1.00-1.50 = น้อยที่สุด, 1.51-2.50 = น้อย, 2.51-3.50 = ปานกลาง, 3.51-4.50 = มาก, 4.51-5.00 = มากที่สุด
จากตารางที่ 4.5 พบว่า ความต้องการในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ($\bar{X}$ = 4.31, S.D. = 0.63) เมื่อพิจารณาเป็นรายสังกัด พบว่า สถานศึกษาสังกัด พม. มีความต้องการในระดับมาก ($\bar{X}$ = 4.44, S.D. = 0.59) รองลงมาคือ สังกัด อปท. ($\bar{X}$ = 4.33, S.D. = 0.62) สังกัด สช. ($\bar{X}$ = 4.26, S.D. = 0.65) และสังกัด สพฐ. ($\bar{X}$ = 4.19, S.D. = 0.68) ตามลำดับ
เมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็น พบว่า การจัดทำคู่มือการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอก มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ($\bar{X}$ = 4.39, S.D. = 0.60) รองลงมาคือ การนิเทศ ติดตาม และให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง ($\bar{X}$ = 4.35, S.D. = 0.62) และการพัฒนาความรู้และทักษะการจัดประสบการณ์ตามแนวคิด STEM Education ($\bar{X}$ = 4.30, S.D. = 0.63) ตามลำดับ
จากการสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนระดับปฐมวัยมีความต้องการเพิ่มเติม ดังนี้
1. ต้องการแนวทางการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกที่เป็นรูปธรรมและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
2. ต้องการตัวอย่างการจัดประสบการณ์ตามแนวคิด STEM Education ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอก
3. ต้องการการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education สำหรับเด็กปฐมวัย
4. ต้องการเครื่องมือประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยที่สอดคล้องกับแนวคิด STEM Education และมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอก
5. ต้องการการสนับสนุนด้านงบประมาณและทรัพยากรในการจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education
ตอนที่ 3 ผลการพัฒนารูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ผ่านกระบวนการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วม
จากการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ผู้วิจัยได้พัฒนารูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ผ่านกระบวนการประเมินเชิงรุกแบบมีส่วนร่วม โดยมีขั้นตอนการพัฒนา ดังนี้
3.1 การยกร่างรูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ.
ผู้วิจัยได้ยกร่างรูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการที่ได้จากขั้นตอนที่ 2 มาเป็นฐานในการพัฒนารูปแบบ ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้
1. หลักการและแนวคิดพื้นฐาน
2. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
3. กลไกการขับเคลื่อนรูปแบบ
4. กระบวนการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอก
5. บทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
6. การประเมินผลการใช้รูปแบบ
3.2 การตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ
ผู้วิจัยได้นำร่างรูปแบบที่พัฒนาขึ้นเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 ท่าน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย 2 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้าน STEM Education 2 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินคุณภาพการศึกษา 2 ท่าน และผู้บริหารสถานศึกษาระดับปฐมวัย 1 ท่าน เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ ผลการประเมินมีรายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 4.6
ตารางที่ 4.6 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลการประเมินคุณภาพรูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. โดยผู้ทรงคุณวุฒิ (n=7)
หมายเหตุ: เกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ย 1.00-1.50 = น้อยที่สุด, 1.51-2.50 = น้อย, 2.51-3.50 = ปานกลาง, 3.51-4.50 = มาก, 4.51-5.00 = มากที่สุด
จากตารางที่ 4.6 พบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นว่ารูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ($\bar{X}$ = 4.69, S.D. = 0.49) และมีความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ($\bar{X}$ = 4.50, S.D. = 0.56)
นอกจากนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อการปรับปรุงรูปแบบ ดังนี้
1. ควรเพิ่มตัวอย่างกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอกในแต่ละด้าน
2. ควรระบุบทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น
3.ควรมีแนวทางการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่สอดคล้องกับแนวคิด STEM Education และมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอก
4. ควรมีคู่มือหรือแนวทางการนำรูปแบบไปใช้ที่เข้าใจง่ายและสามารถปฏิบัติได้จริง
3.3 การปรับปรุงรูปแบบตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ
ผู้วิจัยได้นำข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิมาปรับปรุงรูปแบบการบูรณาการแนวคิด STEM Education กับการประเมินคุณภาพภายนอกตามมาตรฐาน สมศ. ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งรูปแบบที่ปรับปรุงแล้วมีองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้
1. หลักการและแนวคิดพื้นฐาน
- การจัดการศึกษาปฐมวัยตามแนวคิด STEM Education เน้นการพัฒนาทักษะการคิด การแก้ปัญหา และการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านการบูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์
-การประเมินคุณภาพภายนอกเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและยกระดับมาตรฐานการจัดการศึกษาปฐมวัย