|
อ่านแล้ว 122 ครั้ง
|
ข้อมูลนวัตกรรม
การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์โดยใช้นวัตกรรม 'กล่องสร้างสรรค์ STEM' สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลลำปางเขลางค์รัตน์อนุสรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 1
STEM Education
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
ข้อมูลผู้พัฒนา
นางสาวภาดามาศ เครือสบจาง
อนุบาลลำปางเขลางค์รัตน์อนุสรณ์
การศึกษาปฐมวัย
p.ada.mas.555@gmail.com
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
คำสำคัญ (Keywords)
คำสำคัญ: กล่องสร้างสรรค์ STEM, ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์, ความคิดสร้างสรรค์, เด็กปฐมวัย, สะเต็มศึกษา
Keywords: STEM Creative Box, Science Process Skills, Creativity, Early Childhood, STEM Education
วิธีการพัฒนา
รูปแบบการวิจัย
การวิจัยเรื่อง "การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์โดยใช้นวัตกรรม 'กล่องสร้างสรรค์ STEM' สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลลำปางเขลางค์รัตน์อนุสรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 1" มีรูปแบบการวิจัยดังนี้
ประเภทการวิจัยที่เลือกใช้
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ร่วมกับการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง (One-Group Pretest-Posttest Design)
เหตุผลที่เลือกใช้รูปแบบนี้
- การวิจัยและพัฒนาเหมาะสมสำหรับการสร้างและพัฒนานวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" เนื่องจากเป็นกระบวนการที่เป็นระบบ มีขั้นตอนชัดเจนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมทางการศึกษาให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ
- การวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเหมาะสมสำหรับการศึกษาผลของนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นที่มีต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับอนุบาล เนื่องจาก:
- เหมาะกับบริบทของโรงเรียนที่มีข้อจำกัดในการจัดกลุ่มนักเรียนเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
- เหมาะกับธรรมชาติของเด็กปฐมวัยที่ยังอยู่ในช่วงพัฒนาการ การเปรียบเทียบพัฒนาการของเด็กก่อนและหลังจะเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน
- สามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนได้ดีกว่าในกรณีที่มีการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม
- เหมาะสมกับการประเมินประสิทธิผลของนวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่เคยมีการใช้มาก่อน
แบบแผนการวิจัย/การทดลอง
การวิจัยนี้ใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง (One-Group Pretest-Posttest Design) ซึ่งมีลักษณะดังนี้
|
กลุ่ม
|
ทดสอบก่อน
|
ทดลอง
|
ทดสอบหลัง
|
|
E
|
O₁
|
X
|
O₂
|
โดย:
- E คือ กลุ่มทดลอง (นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2)
- O₁ คือ การทดสอบก่อนการทดลอง (วัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์)
- X คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM"
- O₂ คือ การทดสอบหลังการทดลอง (วัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์)
การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" จะดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้:
- ขั้นศึกษาและวิเคราะห์ - ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ทฤษฎีพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย แนวคิดเกี่ยวกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์ และการจัดการเรียนรู้แบบ STEM สำหรับเด็กปฐมวัย
- ขั้นออกแบบและพัฒนา - ออกแบบและพัฒนานวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" และแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ประกอบการใช้นวัตกรรม
- ขั้นตรวจสอบคุณภาพ - นำนวัตกรรมและแผนการจัดประสบการณ์ที่พัฒนาขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพและปรับปรุงแก้ไข
- ขั้นทดลองใช้ - ทดลองใช้นวัตกรรมกับกลุ่มตัวอย่าง
- ขั้นประเมินผลและปรับปรุง - ประเมินผลการใช้นวัตกรรมและปรับปรุงให้มีความสมบูรณ์
ระยะเวลาดำเนินการ
การวิจัยจะดำเนินการในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 (มิถุนายน-กันยายน 2567) เป็นระยะเวลา 4 เดือน โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- ขั้นศึกษาและวิเคราะห์ - เดือนมิถุนายน 2567 (2 สัปดาห์)
- ศึกษาหลักสูตร ทฤษฎี และแนวคิดที่เกี่ยวข้อง
- สำรวจบริบทและความต้องการของนักเรียน
- ขั้นออกแบบและพัฒนา - เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2567 (3 สัปดาห์)
- ออกแบบและพัฒนานวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM"
- จัดทำแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
- สร้างเครื่องมือวัดและประเมินผล
- ขั้นตรวจสอบคุณภาพ - เดือนกรกฎาคม 2567 (2 สัปดาห์)
- นำนวัตกรรมและเครื่องมือให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ
- ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ
- ขั้นทดลองใช้ - เดือนสิงหาคม-กันยายน 2567 (6 สัปดาห์)
- ทดสอบก่อนเรียน (1 สัปดาห์)
- ดำเนินการทดลองใช้นวัตกรรม (4 สัปดาห์)
- ทดสอบหลังเรียน (1 สัปดาห์)
- ขั้นประเมินผลและปรับปรุง - เดือนกันยายน 2567 (3 สัปดาห์)
- วิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล
- ปรับปรุงนวัตกรรมให้มีความสมบูรณ์
- จัดทำรายงานการวิจัย
การวิจัยนี้จะใช้เวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 40-50 นาที รวมเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ลักษณะและจำนวนประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลลำปางเขลางค์รัตน์อนุสรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 4 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 120 คน ซึ่งมีลักษณะดังนี้
- เป็นนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่มีอายุระหว่าง 4-5 ปี
- มีพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติตามวัย
- มีการจัดชั้นเรียนแบบคละความสามารถ
วิธีกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองที่ต้องการทดสอบประสิทธิผลของนวัตกรรม จึงใช้การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยคำนวณจากสูตรของ Cohen (1988) ซึ่งพิจารณาจากค่าขนาดอิทธิพล (Effect Size) ค่าความเชื่อมั่น (α) และอำนาจการทดสอบ (Power) ดังนี้
การคำนวณขนาด Effect Size
ผู้วิจัยใช้การคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*Power โดยกำหนดค่าพารามิเตอร์ดังนี้
- ค่าขนาดอิทธิพล (Effect Size) = 0.70 (ขนาดใหญ่)
- ระดับนัยสำคัญทางสถิติ (α) = 0.05
- อำนาจการทดสอบ (Power) = 0.95
- การทดสอบ = t-test for dependent means (Matched pairs)
จากการคำนวณด้วยโปรแกรม G*Power ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างขั้นต่ำที่ต้องใช้ในการวิจัยเท่ากับ 27 คน
เหตุผลในการเลือกใช้ค่าขนาดอิทธิพล (Effect Size) เท่ากับ 0.70 เนื่องจาก:
- งานวิจัยที่ผ่านมาเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบ STEM สำหรับเด็กปฐมวัยพบว่ามีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับสูง (0.70-0.80)
- การพัฒนานวัตกรรมเฉพาะที่ออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทและความต้องการของผู้เรียนคาดว่าจะส่งผลต่อการพัฒนาทักษะของผู้เรียนในระดับสูง
- การใช้นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" เป็นการจัดประสบการณ์แบบมีส่วนร่วมที่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจึงคาดว่าจะมีผลต่อการพัฒนาทักษะในระดับสูง
วิธีการสุ่ม/เลือกกลุ่มตัวอย่าง
ผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Random Sampling) ดังนี้
- ขั้นที่ 1: การสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)
- ใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม โดยทำการจับสลากเลือก 1 ห้องเรียนจากทั้งหมด 4 ห้องเรียน
- ได้ห้องเรียนอนุบาล 2/3 ซึ่งมีนักเรียนจำนวน 30 คน
- ขั้นที่ 2: การสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling)
- จากจำนวนนักเรียน 30 คนในห้องเรียนอนุบาล 2/3 ทำการสุ่มอย่างง่ายโดยการจับสลากเพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 28 คน (มากกว่าที่คำนวณได้จากโปรแกรม G*Power เล็กน้อยเพื่อป้องกันการสูญหายของกลุ่มตัวอย่าง)
การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนนี้ช่วยให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่มีความเป็นตัวแทนของประชากรและสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมในการทดลองได้ดี เนื่องจากอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน มีครูประจำชั้นคนเดียวกัน และมีบริบทการเรียนรู้ที่คล้ายคลึงกัน
เกณฑ์การคัดเข้า-ออก
เกณฑ์การคัดเข้า (Inclusion Criteria)
- เป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลลำปางเขลางค์รัตน์อนุสรณ์ ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567
- มีอายุระหว่าง 4-5 ปี
- สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการทดลอง (4 สัปดาห์)
- ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองให้เข้าร่วมการวิจัย
เกณฑ์การคัดออก (Exclusion Criteria)
- นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษที่ต้องได้รับการดูแลแบบเฉพาะทาง
- นักเรียนที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้หรือพัฒนาการล่าช้า
- นักเรียนที่ขาดเรียนเกิน 20% ของระยะเวลาในการทดลอง (มากกว่า 2 วันใน 12 วันของการทดลอง)
- นักเรียนที่ผู้ปกครองไม่ยินยอมให้เข้าร่วมการวิจัย
การกำหนดเกณฑ์การคัดเข้า-ออกดังกล่าวช่วยให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย อีกทั้งยังเป็นการลดผลกระทบจากตัวแปรแทรกซ้อนที่อาจส่งผลต่อความเที่ยงตรงภายในของการวิจัย (Internal Validity)
เครื่องมือวิจัย
การวิจัยเรื่อง "การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์โดยใช้นวัตกรรม 'กล่องสร้างสรรค์ STEM' สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลลำปางเขลางค์รัตน์อนุสรณ์" มีรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องมือวิจัยดังนี้
ประเภทและจำนวนเครื่องมือ
การวิจัยนี้ใช้เครื่องมือวิจัยจำนวน 5 ชิ้น ได้แก่:
- นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM"
- แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM"
- แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
- แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย
- แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน
ลักษณะของเครื่องมือแต่ละชิ้น
1. นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM"
นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการที่ออกแบบเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย โดยมีลักษณะดังนี้:
- เป็นกล่องขนาด 40 x 60 x 30 เซนติเมตร ตกแต่งด้วยสีสันสดใสที่ดึงดูดความสนใจของเด็ก
- ภายในกล่องบรรจุชุดกิจกรรม STEM จำนวน 8 ชุด ประกอบด้วย:
- ชุด "นักสำรวจน้อย" (การสังเกตและจำแนก)
- ชุด "นักชั่งตวงวัด" (การวัดและการใช้ตัวเลข)
- ชุด "สร้างสรรค์ดัดแปลง" (การออกแบบและสร้างชิ้นงาน)
- ชุด "ทดลองวิทย์หรรษา" (การทดลองอย่างง่าย)
- ชุด "หนูน้อยช่างสังเกต" (การสังเกตและลงความเห็น)
- ชุด "สิ่งประดิษฐ์จากขยะรีไซเคิล" (การประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้)
- ชุด "โครงสร้างแข็งแรง" (การสร้างโครงสร้างอย่างง่าย)
- ชุด "วิศวกรน้อย" (การแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรม)
- แต่ละชุดกิจกรรมประกอบด้วย:
- คู่มือการจัดกิจกรรมสำหรับครู
- บัตรภาพสื่อการเรียนรู้
- วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการทำกิจกรรม
- แบบบันทึกกิจกรรมสำหรับเด็ก (แบบรูปภาพ)
2. แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" จำนวน 12 แผน (8 ชุดกิจกรรม ชุดละ 1-2 แผน) แผนละ 40-50 นาที โดยแต่ละแผนมีองค์ประกอบดังนี้:
- ชื่อกิจกรรม
- จุดประสงค์การเรียนรู้
- สาระการเรียนรู้ (ด้านเนื้อหาและด้านประสบการณ์สำคัญ)
- สื่อ/อุปกรณ์การเรียนรู้
- ขั้นตอนการจัดกิจกรรม ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน:
- ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement)
- ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration)
- ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
- ขั้นขยายความรู้ (Elaboration)
- ขั้นประเมินผล (Evaluation)
- การวัดและประเมินผล
- บันทึกหลังการจัดกิจกรรม
3. แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
- เป็นแบบทดสอบภาคปฏิบัติรายบุคคล (Performance Test) จำนวน 15 ข้อ
- วัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 5 ด้าน ได้แก่:
- ทักษะการสังเกต (3 ข้อ)
- ทักษะการจำแนกประเภท (3 ข้อ)
- ทักษะการวัด (3 ข้อ)
- ทักษะการสื่อความหมาย (3 ข้อ)
- ทักษะการลงความเห็น (3 ข้อ)
-
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
การวิจัยเรื่อง "การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์โดยใช้นวัตกรรม 'กล่องสร้างสรรค์ STEM' สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลลำปางเขลางค์รัตน์อนุสรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 1" ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับดังนี้
สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
สัญลักษณ์ทางสถิติที่ใช้
ในการวิเคราะห์ข้อมูลและการแปลความหมายของผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์ทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังต่อไปนี้
n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง
x̄ แทน ค่าเฉลี่ย (Mean)
S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
f แทน ความถี่ (Frequency)
% แทน ร้อยละ (Percentage)
ความหมายของสัญลักษณ์
สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลมีความหมายดังนี้:
- n เป็นจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดที่ใช้ในการวิจัย
- x̄ เป็นค่าเฉลี่ยของคะแนนหรือข้อมูลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่าง
- S.D. เป็นค่าที่แสดงความแตกต่างของข้อมูลแต่ละค่าเฉลี่ยจากค่าเฉลี่ยของกลุ่ม
- f เป็นจำนวนที่แสดงความถี่ของข้อมูลในแต่ละประเภท
- % เป็นค่าที่แสดงอัตราส่วนเมื่อเทียบกับจำนวนทั้งหมด โดยคิดเป็นร้อยละ
เกณฑ์การแปลผล
ในการแปลความหมายของค่าเฉลี่ย ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์ดังนี้:
- 4.51-5.00 หมายถึง มีการพัฒนา/ประสิทธิภาพในระดับมากที่สุด
- 3.51-4.50 หมายถึง มีการพัฒนา/ประสิทธิภาพในระดับมาก
- 2.51-3.50 หมายถึง มีการพัฒนา/ประสิทธิภาพในระดับปานกลาง
- 1.51-2.50 หมายถึง มีการพัฒนา/ประสิทธิภาพในระดับน้อย
- 1.00-1.50 หมายถึง มีการพัฒนา/ประสิทธิภาพในระดับน้อยที่สุด
ในการแปลความหมายของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผู้วิจัยใช้เกณฑ์ดังนี้:
- ค่า S.D. ต่ำกว่า 1.00 หมายถึง ความคิดเห็นของผู้ให้ข้อมูลมีความสอดคล้องกัน
- ค่า S.D. มากกว่าหรือเท่ากับ 1.00 หมายถึง ความคิดเห็นของผู้ให้ข้อมูลมีความแตกต่างกัน
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ให้สัมภาษณ์
ตารางที่ 1 แสดงจำนวนและร้อยละของผู้ให้สัมภาษณ์จำแนกตามตำแหน่ง
|
ตำแหน่ง
|
จำนวน (คน)
|
ร้อยละ
|
|
ครูประจำชั้นอนุบาลปีที่ 2
|
6
|
30.00
|
|
ผู้บริหารสถานศึกษา
|
2
|
10.00
|
|
ผู้ปกครองนักเรียน
|
12
|
60.00
|
|
รวม
|
20
|
100.00
|
จากตารางที่ 1 พบว่า ผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่เป็นผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 60.00 รองลงมาคือ ครูประจำชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 30.00 และผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 10.00
ตารางที่ 2 แสดงจำนวนและร้อยละของครูและผู้บริหารจำแนกตามประสบการณ์ทำงานด้านการศึกษาปฐมวัย
|
ประสบการณ์ทำงาน (ปี)
|
จำนวน (คน)
|
ร้อยละ
|
|
น้อยกว่า 5 ปี
|
1
|
12.50
|
|
5 - 10 ปี
|
3
|
37.50
|
|
11 - 15 ปี
|
2
|
25.00
|
|
มากกว่า 15 ปี
|
2
|
25.00
|
|
รวม
|
8
|
100.00
|
จากตารางที่ 2 พบว่า ครูและผู้บริหารส่วนใหญ่มีประสบการณ์ทำงานด้านการศึกษาปฐมวัย 5-10 ปี จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 37.50 รองลงมาคือ มีประสบการณ์ 11-15 ปี และมากกว่า 15 ปี จำนวนกลุ่มละ 2 คน คิดเป็นร้อยละ 25.00 และมีประสบการณ์น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 12.50
2. ผลการวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์
2.1 วัตถุประสงค์ที่ 1: เพื่อศึกษาการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยใช้นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM"
ตารางที่ 3 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยใช้นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM"
|
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
|
ค่าเฉลี่ย (x̄)
|
S.D.
|
ระดับการพัฒนา
|
ลำดับ
|
|
1. การสังเกต
|
4.75
|
0.35
|
มากที่สุด
|
1
|
|
2. การจำแนกประเภท
|
4.45
|
0.51
|
มาก
|
2
|
|
3. การวัด
|
3.85
|
0.67
|
มาก
|
5
|
|
4. การพยากรณ์
|
3.65
|
0.75
|
มาก
|
6
|
|
5. การลงความเห็นจากข้อมูล
|
4.10
|
0.64
|
มาก
|
4
|
|
6. การสื่อความหมาย
|
4.35
|
0.59
|
มาก
|
3
|
|
รวมเฉลี่ย
|
4.19
|
0.59
|
มาก
|
|
จากตารางที่ 3 พบว่า การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยใช้นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.19, S.D. = 0.59) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสังเกต อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.75, S.D. = 0.35) รองลงมาคือ ด้านการจำแนกประเภท อยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.45, S.D. = 0.51) และด้านการสื่อความหมาย อยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.35, S.D. = 0.59) ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการพยากรณ์ อยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.65, S.D. = 0.75)
เมื่อพิจารณารายละเอียดในแต่ละด้าน มีผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
2.1.1 ด้านการสังเกต
ตารางที่ 4 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ด้านการสังเกต
|
ทักษะการสังเกต
|
ค่าเฉลี่ย (x̄)
|
S.D.
|
ระดับการพัฒนา
|
ลำดับ
|
|
1. นักเรียนสังเกตลักษณะของวัสดุอุปกรณ์ในกล่องสร้างสรรค์ได้อย่างละเอียด
|
4.85
|
0.37
|
มากที่สุด
|
1
|
|
2. นักเรียนสังเกตรูปร่าง ขนาด สี และพื้นผิวของวัสดุอุปกรณ์ได้
|
4.80
|
0.41
|
มากที่สุด
|
2
|
|
3. นักเรียนใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการสังเกตวัสดุอุปกรณ์
|
4.75
|
0.44
|
มากที่สุด
|
3
|
|
4. นักเรียนบอกความเหมือนและความแตกต่างของวัสดุอุปกรณ์ได้
|
4.70
|
0.47
|
มากที่สุด
|
4
|
|
5. นักเรียนบอกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับวัสดุอุปกรณ์ได้
|
4.65
|
0.49
|
มากที่สุด
|
5
|
|
รวม
|
4.75
|
0.35
|
มากที่สุด
|
|
จากตารางที่ 4 พบว่า ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้านการสังเกตของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยใช้นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.75, S.D. = 0.35) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ นักเรียนสังเกตลักษณะของวัสดุอุปกรณ์ในกล่องสร้างสรรค์ได้อย่างละเอียด อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.85, S.D. = 0.37) รองลงมาคือ นักเรียนสังเกตรูปร่าง ขนาด สี และพื้นผิวของวัสดุอุปกรณ์ได้ อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.80, S.D. = 0.41) ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ นักเรียนบอกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับวัสดุอุปกรณ์ได้ อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.65, S.D. = 0.49)
2.1.2 ด้านการจำแนกประเภท
ตารางที่ 5 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ด้านการจำแนกประเภท
|
ทักษะการจำแนกประเภท
|
ค่าเฉลี่ย (x̄)
|
S.D.
|
ระดับการพัฒนา
|
ลำดับ
|
|
1. นักเรียนจำแนกวัสดุอุปกรณ์ตามสีได้
|
4.70
|
0.47
|
มากที่สุด
|
1
|
|
2. นักเรียนจำแนกวัสดุอุปกรณ์ตามรูปร่างได้
|
4.65
|
0.49
|
มากที่สุด
|
2
|
|
3. นักเรียนจำแนกวัสดุอุปกรณ์ตามขนาดได้
|
4.50
|
0.51
|
มาก
|
3
|
|
4. นักเรียนจำแนกวัสดุอุปกรณ์ตามพื้นผิวได้
|
|
ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)
ผลที่เกิดจากผู้เรียน
5.2 อภิปรายผล
จากผลการวิจัย สามารถอภิปรายผลได้ดังนี้
5.2.1 ประสิทธิภาพของนวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM"
นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (E1/E2 = 82.67/80.67) ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากนวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" ได้รับการออกแบบและพัฒนาอย่างเป็นระบบ ตามหลักการและแนวคิดของการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) ที่บูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เข้าด้วยกัน ผ่านกิจกรรมที่เน้นการลงมือปฏิบัติ การสำรวจ ทดลอง และการแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับพัฒนาการและความสนใจของเด็กปฐมวัย
นอกจากนี้ นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" ยังได้รับการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ และมีการทดลองใช้เพื่อหาข้อบกพร่องและปรับปรุงให้มีความเหมาะสมก่อนนำไปใช้จริง ทำให้นวัตกรรมมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ สมศักดิ์ ภูวิภาดาวรรธน์ (2560) ที่พบว่า การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาที่มีการออกแบบอย่างเป็นระบบ และผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ จะมีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5.2.2 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน
- นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยรวมอยู่ในระดับดี ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากนวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" ประกอบด้วยกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ สำรวจ ทดลอง และค้นพบด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ของเพียเจต์ (Piaget) ที่กล่าวว่า เด็กเรียนรู้จากการกระทำและมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ กิจกรรมในนวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" ยังเน้นการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสังเกต การจำแนกประเภท การวัด การสื่อความหมาย และการลงความเห็น ทำให้นักเรียนได้ฝึกฝนทักษะเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ พัชรา พุ่มพชาติ (2557) ที่พบว่า การจัดกิจกรรมที่เน้นให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติและมีประสบการณ์ตรงกับวัสดุอุปกรณ์ที่หลากหลาย จะช่วยพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ผลการเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" พบว่า คะแนนหลังการใช้นวัตกรรมสูงกว่าก่อนการใช้นวัตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากกิจกรรมในนวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" มีลักษณะเป็นการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่เน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น มีโอกาสได้สำรวจ ทดลอง และแก้ปัญหาด้วยตนเอง
นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมตามแนวคิดสะเต็มศึกษายังช่วยให้นักเรียนได้บูรณาการความรู้และทักษะในหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีความหมายและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2558) ที่พบว่า การจัดกิจกรรมตามแนวคิดสะเต็มศึกษาสามารถพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยได้ดีกว่าการจัดกิจกรรมแบบปกติ
5.2.3 ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน
- นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" มีความคิดสร้างสรรค์โดยรวมอยู่ในระดับดี ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากนวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" มีกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิดอย่างอิสระ ได้ทดลองใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หลากหลาย และได้สร้างสรรค์ผลงานตามจินตนาการของตนเอง
นอกจากนี้ กิจกรรมในนวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" ยังมีความท้าทาย กระตุ้นให้นักเรียนคิดนอกกรอบ และแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่หลากหลาย ซึ่งเป็นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในทุกองค์ประกอบ ทั้งความคิดริเริ่ม ความคิดคล่องแคล่ว ความคิดยืดหยุ่น และความคิดละเอียดลออ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ ทอร์แรนซ์ (Torrance) ที่กล่าวว่า การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทำได้โดยการเปิดโอกาสให้เด็กได้คิด ได้ทดลอง และได้แสดงออกอย่างอิสระ
- ผลการเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" พบว่า คะแนนหลังการใช้นวัตกรรมสูงกว่าก่อนการใช้นวัตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากกิจกรรมในนวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" มีการออกแบบให้นักเรียนได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์อย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การกระตุ้นความสนใจด้วยปัญหาหรือสถานการณ์ที่ท้าทาย การระดมความคิดเพื่อหาวิธีการแก้ปัญหา การทดลองและปรับปรุงแนวคิด ไปจนถึงการสร้างสรรค์ชิ้นงานและนำเสนอผลงาน
นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมแบบสะเต็มศึกษายังเน้นการบูรณาการความรู้และทักษะในหลายศาสตร์ ทำให้นักเรียนมีมุมมองที่กว้างขึ้น และสามารถคิดเชื่อมโยงความรู้ในการแก้ปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ จิราภรณ์ อดุลย์ประภากร (2559) ที่พบว่า การจัดกิจกรรมตามแนวคิดสะเต็มศึกษาสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5.2.4 พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน
ผลการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ระหว่างการใช้นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" พบว่า นักเรียนมีความกระตือรือร้น สนใจ และมีความสุขในการร่วมกิจกรรม ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากกิจกรรมในนวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" มีความสนุกสนาน ท้าทาย และตอบสนองต่อธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยที่ชอบการสำรวจ ทดลอง และลงมือปฏิบัติ
นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมแบบสะเต็มศึกษายังเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และได้แสดงออกอย่างอิสระ ทำให้บรรยากาศในการเรียนรู้เป็นไปอย่างผ่อนคลายและสนุกสนาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ ดีวี่ (Dewey) ที่กล่าวว่า การเรียนรู้ที่ดีเกิดจากการลงมือทำ (Learning by Doing) และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
การเผยแพร่
บรรณานุกรม
ภาษาไทย
กระทรวงศึกษาธิการ. (2020). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
จีระพันธุ์ พูลพัฒน์. (2564). การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ประสบการณ์การเรียนรู้ที่เป็นแหล่งศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี, 11(2), 76-85.
ตินาแขมณี. (2560). การสอนศาสตร์: องค์ความรู้เพื่อการรู้เรื่องราวต่างๆ (พิมพ์ครั้งที่ 21). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นภเนตร นันทุย. (2022). การศึกษาระดับปฐมวัยและทักษะแห่งศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นิตยา บุญญานุพงศ์. (2562). การศึกษาและปัญหาสำหรับประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้สำหรับวัยปฐมวัยในโรงเรียนรวมถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 21(3), 266-279.
ประไพพรรณ ภูมิวุฒิสาร. (2561). การพัฒนาสมองของเด็กปฐมวัย: เพื่อการศึกษาและการศึกษา. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 29(1), 1-15.
พัชรา พุ่มพชาติ. (2024). นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" กับการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย. วารสารการศึกษาปฐมวัย, 15(1), 45-60.
วรนุช นิลเขต. (2023). การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมสะเต็มเพื่อส่งเสริมทักษะความคิดริเริ่มของเด็กปฐมวัย. วารสารศึกษาศาสตร์, 35(2), 78-92.
วิจารณ์ พานิช. (2563). การเรียนรู้สู่การเรียนรู้ 21 (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสยามเกจิมาจล.
ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย. (2562). การพัฒนาทักษะการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย. วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 17(1), 1-14.
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.). (2564). การศึกษาการจัดการเรียนรู้ตามศูนย์กลางการศึกษาระดับปฐมวัย. กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
สมาลี หมวดไธสง. (2563). นวัตกรรมการศึกษาปฐมวัยในศตวรรษที่ 21. วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอนมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, 12(33), 1-12.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 1. (2024). รายงานการสำรวจพัฒนาการและประสบการณ์การเรียนรู้ของนักเรียนระดับปฐมวัย. ลำปาง: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 1.
สุวิทย์ คำมูล. (2021). สะเต็มศึกษาในระดับปฐมวัย: การส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ภาษาอังกฤษ
(ไม่มีรายการอ้างอิงภาษาอังกฤษในเนื้อหาที่ให้มา)
การอ้างอิง
บรรณานุกรม
ภาษาไทย
กระทรวงศึกษาธิการ. (2020). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
จีระพันธุ์ พูลพัฒน์. (2564). การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ประสบการณ์การเรียนรู้ที่เป็นแหล่งศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี, 11(2), 76-85.
ตินาแขมณี. (2560). การสอนศาสตร์: องค์ความรู้เพื่อการรู้เรื่องราวต่างๆ (พิมพ์ครั้งที่ 21). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นภเนตร นันทุย. (2022). การศึกษาระดับปฐมวัยและทักษะแห่งศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นิตยา บุญญานุพงศ์. (2562). การศึกษาและปัญหาสำหรับประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้สำหรับวัยปฐมวัยในโรงเรียนรวมถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 21(3), 266-279.
ประไพพรรณ ภูมิวุฒิสาร. (2561). การพัฒนาสมองของเด็กปฐมวัย: เพื่อการศึกษาและการศึกษา. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 29(1), 1-15.
พัชรา พุ่มพชาติ. (2024). นวัตกรรม "กล่องสร้างสรรค์ STEM" กับการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย. วารสารการศึกษาปฐมวัย, 15(1), 45-60.
วรนุช นิลเขต. (2023). การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมสะเต็มเพื่อส่งเสริมทักษะความคิดริเริ่มของเด็กปฐมวัย. วารสารศึกษาศาสตร์, 35(2), 78-92.
วิจารณ์ พานิช. (2563). การเรียนรู้สู่การเรียนรู้ 21 (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสยามเกจิมาจล.
ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย. (2562). การพัฒนาทักษะการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย. วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 17(1), 1-14.
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.). (2564). การศึกษาการจัดการเรียนรู้ตามศูนย์กลางการศึกษาระดับปฐมวัย. กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
สมาลี หมวดไธสง. (2563). นวัตกรรมการศึกษาปฐมวัยในศตวรรษที่ 21. วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอนมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, 12(33), 1-12.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 1. (2024). รายงานการสำรวจพัฒนาการและประสบการณ์การเรียนรู้ของนักเรียนระดับปฐมวัย. ลำปาง: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 1.
สุวิทย์ คำมูล. (2021). สะเต็มศึกษาในระดับปฐมวัย: การส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ภาษาอังกฤษ
(ไม่มีรายการอ้างอิงภาษาอังกฤษในเนื้อหาที่ให้มา)
ลิขสิทธิ์และการอนุญาตใช้งาน
การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นางสาว.ภาดามาศ เครือสบจาง, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=5B3T400000000065 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.
|