![]() |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ข้อมูลนวัตกรรม
การพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อส่งเสริมความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดลำปาง
SoftPower
มัธยมศึกษา
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
บทคัดย่อ/บทสรุป
การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา ที่มีประสิทธิภาพ และเป็นที่ยอมรับจากนักเรียนและผู้เกี่ยวข้อง และ (2) เพื่อส่งเสริมความสนใจและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา หลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา จำนวน 38 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ซึ่งถูกเลือกแบบเจาะจง เนื่องจาก เป็นกลุ่มเป้าหมายที่พบปัญหาการขาดการมีส่วนร่วม และความสนใจในการเรียน คิดเป็นร้อยละ 20 เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม , นวัตกรรม/สื่อการเรียนรู้ประกอบกิจกรรม , แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วม และความสนใจในการเรียนของนักเรียน , แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอน , แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ก่อนเรียนและหลังเรียน) , และแบบสัมภาษณ์ (กึ่งโครงสร้าง) ครูผู้สอนและนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (Dependent t-test) รวมถึง การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ หลักการและเหตุผล
การศึกษาในยุคปัจจุบันมุ่งเน้นการพัฒนานักเรียนให้มีความรู้ความสามารถรอบด้าน ควบคู่ไปกับการบ่มเพาะทักษะที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งรวมถึงทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกับผู้อื่น (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2560) ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว บทบาทของครูผู้สอนจึงมิได้จำกัดอยู่เพียงการถ่ายทอดเนื้อหาวิชาการเท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตไปสู่การเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจ ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ และผู้หล่อหลอมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้กับนักเรียน (พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข, 2563) ในมิติที่กว้างขึ้น บทบาทเหล่านี้สะท้อนถึงแนวคิดเรื่อง "Soft Power" ของครูผู้สอน ซึ่งเป็นอิทธิพลที่เกิดจากการดึงดูดใจ โน้มน้าวใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง โดยไม่ต้องใช้การบังคับหรืออำนาจโดยตรง (Nye, 2004 อ้างใน ประพัทธ์ จิวะรังสรรค์, 2565) Soft Power ของครูจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้าน Soft Power ในบริบททางการศึกษาของครูผู้สอนนั้น สามารถแสดงออกได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น บุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือ ความเมตตา ความเข้าใจนักเรียน ทักษะการสื่อสารที่น่าสนใจ การเล่าเรื่องที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง การใช้มุกตลกอย่างเหมาะสม การสร้างแรงบันดาลใจ การให้โอกาสนักเรียนได้แสดงความคิดเห็น และการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับนักเรียน (กิติยา พวงมาลี และคณะ, 2564; ดวงฤทัย พันธรัตน์, 2566) การมี Soft Power ที่แข็งแกร่งช่วยให้ครูสามารถเข้าถึงและเข้าใจนักเรียนได้ลึกซึ้งขึ้น ส่งผลให้นักเรียนเกิดความรู้สึกปลอดภัย ความไว้วางใจ และความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการส่งเสริมความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (พนิดา รัตนวุฒิ และสุธาวี แย้มบางพลี, 2566) นอกจากนี้ Soft Power ยังช่วยให้ครูสามารถจัดการชั้นเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่เปิดกว้างและสร้างสรรค์ (สุนิสา วงศ์ธราธร และคณะ, 2567) อย่างไรก็ตาม การพัฒนา Soft Power ของครูผู้สอนมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ แต่ต้องอาศัยความเข้าใจในหลักการ การฝึกฝน และการประยุกต์ใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2560) นักเรียนวัยนี้มีความต้องการการยอมรับ การเป็นส่วนหนึ่ง และการแสดงออกถึงตัวตน Soft Power ของครูจึงมีบทบาทสำคัญในการชี้นำและสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนได้พัฒนาตนเองไปในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่มีศักยภาพในการพัฒนา Soft Power ของครู (บุญเลี้ยง แก้วนาพันธ์ และคณะ, 2565) เนื่องจากกิจกรรมดังกล่าวเปิดโอกาสให้ครูได้ปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนอย่างใกล้ชิด ได้สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ และสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการสอนให้เหมาะสมกับความต้องการและความสนใจของนักเรียนแต่ละคนได้ดียิ่งขึ้น โรงเรียนมัธยมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดลำปาง เป็นสถานศึกษาที่มีนักเรียน 38 คน ซึ่งมีพื้นเพและความสามารถหลากหลาย การพัฒนาคุณภาพการศึกษาจึงเป็นสิ่งที่โรงเรียนให้ความสำคัญมาโดยตลอด แต่จากสภาพปัญหาที่พบในปัจจุบัน นักเรียนร้อยละ 20 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ขาดการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและบรรยากาศการเรียนรู้โดยรวมของห้องเรียน (จากการสำรวจเบื้องต้นของคณะครูผู้สอนประจำปีการศึกษา 2568) ปัญหานี้อาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการ รวมถึงการจัดการเรียนการสอนที่อาจยังไม่สามารถกระตุ้นความสนใจและดึงดูดให้นักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ การพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม จึงเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ โดยมีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมความสนใจในการเรียนรู้และเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของงานวิจัยนี้ งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมฉบับนี้จึงมุ่งเน้นการศึกษาและพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แนวคิดการวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Action Research) เพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้และนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในบริบทของโรงเรียนมัธยมวิทยา การวิจัยจะครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์สภาพปัญหา การออกแบบและพัฒนากลยุทธ์ Soft Power การนำกลยุทธ์ไปทดลองใช้และเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการประเมินผลและการสรุปผลเพื่อสร้างนวัตกรรมที่ยั่งยืน การศึกษาครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยพัฒนาศักยภาพของครูผู้สอนในการใช้ Soft Power อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังคาดหวังว่าจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาความสนใจใฝ่เรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนมัธยมวิทยาและเป็นต้นแบบในการพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูในสถานศึกษาอื่นๆ ต่อไป (ศิริขวัญ ชนกนาถ, 2566) วัตถุประสงค์
เพื่อให้งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมฉบับนี้บรรลุผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงกำหนดวัตถุประสงค์ไว้ 2 ข้อ ดังนี้:
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง1. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ Soft Power1.1 ความหมายและองค์ประกอบของ Soft Power 1.2 Soft Power ในบริบททางการศึกษา 1.3 Soft Power ของครูผู้สอน 2. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม2.1 ความหมายและหลักการของกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 2.2 ประเภทและรูปแบบของกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 2.3 ประโยชน์ของกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมต่อการเรียนรู้ของนักเรียน 3. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความสนใจในการเรียนรู้3.1 ความหมายและความสำคัญของความสนใจในการเรียนรู้ 3.2 องค์ประกอบและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสนใจในการเรียนรู้ 3.3 การส่งเสริมความสนใจในการเรียนรู้ของนักเรียน 4. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน4.1 ความหมายและความสำคัญของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.2 ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.3 การวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง5.1 งานวิจัยเกี่ยวกับ Soft Power ของครูผู้สอน 5.2 งานวิจัยเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 5.3 งานวิจัยเกี่ยวกับความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น วิธีการพัฒนา
วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เรื่อง "การพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อส่งเสริมความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดลำปาง" เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้ 1. รูปแบบการวิจัยการวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) ซึ่งเป็นแนวทางการวิจัยที่เน้นการปฏิบัติจริงในสถานการณ์จริง มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยครูผู้สอนเป็นผู้วิจัยและดำเนินการด้วยตนเอง วงจรของการวิจัยเชิงปฏิบัติการประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การวางแผน (Plan) การปฏิบัติ (Act) การสังเกต (Observe) และการสะท้อนผล (Reflect) ซึ่งจะดำเนินการเป็นวัฏจักรต่อเนื่องจนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขหรือบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนากลยุทธ์ Soft Power และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนากลยุทธ์ Soft Power1. แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม: สร้างขึ้นโดยผู้วิจัยและทีมครูผู้สอน เพื่อใช้ในการทดลองจัดการเรียนการสอนจริงในชั้นเรียน โดยมีการบูรณาการแนวคิด Soft Power ของครู (เช่น การใช้คำพูดเชิงบวก การเล่าเรื่อง การสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดี) เข้ากับกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักเรียน (เช่น กิจกรรมกลุ่ม การอภิปราย การนำเสนอ) 2. นวัตกรรม/สื่อการเรียนรู้ประกอบกิจกรรม: เช่น ใบงาน เกมการศึกษา สื่อนำเสนอที่น่าสนใจ คลิปวิดีโอ หรือสื่ออื่นๆ ที่สอดคล้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อสนับสนุนการสร้าง Soft Power ของครูและกระตุ้นการมีส่วนร่วมของนักเรียน 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล1. แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียนของนักเรียน: ใช้สำหรับบันทึกพฤติกรรมของนักเรียนขณะร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อประเมินระดับความสนใจและการมีส่วนร่วมของนักเรียน 2. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอน: ใช้สอบถามความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับกลยุทธ์ Soft Power ที่ครูใช้ และผลกระทบต่อความรู้สึกและทัศนคติในการเรียนรู้ 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน: เป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน หลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์ Soft Power ที่พัฒนาขึ้น 4. แบบสัมภาษณ์ (กึ่งโครงสร้าง) ครูผู้สอนและนักเรียน: ใช้สัมภาษณ์ครูผู้สอนที่ร่วมวิจัยเพื่อสะท้อนผลและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการนำกลยุทธ์ Soft Power ไปใช้ และสัมภาษณ์นักเรียนเพื่อสอบถามความคิดเห็นเชิงลึกเกี่ยวกับประสบการณ์การเรียนรู้ 4. การสร้างและพัฒนาเครื่องมือ1. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง: ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครู การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ความสนใจในการเรียนรู้ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างและพัฒนาเครื่องมือ 2. ร่างเครื่องมือ: ผู้วิจัยดำเนินการร่างแผนการจัดการเรียนรู้ แบบสังเกต แบบสอบถาม และแบบทดสอบเบื้องต้น 3. ตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องมือ (Validity): 1. นำแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบประเมินต่างๆ ไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความสอดคล้องของเนื้อหา ความครอบคลุม และความเหมาะสม 2. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาวิชา จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา (Content Validity) 4. ปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือ: นำข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือให้มีความสมบูรณ์และเหมาะสมมากที่สุด 5. ทดลองใช้เครื่องมือ (Try Out): นำเครื่องมือที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง แต่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เพื่อตรวจสอบความชัดเจน ความเหมาะสม และหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (Reliability) เช่น หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient) และหาค่าความยากง่าย (Difficulty Index) ค่าอำนาจจำแนก (Discrimination Index) และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ 5. การเก็บรวบรวมข้อมูลการเก็บรวบรวมข้อมูลจะดำเนินการตามวงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน โดยมีขั้นตอนดังนี้:
วงจรที่ 1: การวางแผน (Plan)
การปฏิบัติ (Act)
- การสังเกต (Observe)
- การสะท้อนผล (Reflect)
- วงจรที่ 2, 3, ... (วนซ้ำ):
3.ขั้นสรุปผล: 1. เมื่อสิ้นสุดการทดลองใช้กลยุทธ์ Soft Power ตลอดภาคเรียน นำแบบสอบถามความพึงพอใจให้นักเรียนตอบ 2. ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (Post-test) 3. สัมภาษณ์ครูผู้สอนและนักเรียนเพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึก 6. การวิเคราะห์ข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลจะดำเนินการทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ดังนี้ 6.1 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ1. การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของกลยุทธ์ Soft Power: - คำนวณหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของคะแนนความพึงพอใจของนักเรียนต่อกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอน - วิเคราะห์ค่าร้อยละของพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียนจากแบบสังเกต 2.การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน: - คำนวณหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน - เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนผลสัมฤฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (Dependent t-test) เพื่อดูพัฒนาการของนักเรียน 6.2 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ- การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis): วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตพฤติกรรม บันทึกหลังสอน และการสัมภาษณ์ เพื่อสรุปประเด็นสำคัญ รูปแบบ พฤติกรรมที่เกิดขึ้น และข้อเสนอแนะต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูและการมีส่วนร่วมของนักเรียน - การสรุปและตีความ: นำข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพมาบูรณาการเพื่อสรุปผลการวิจัยและตอบวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ
การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเรื่อง "การพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อส่งเสริมความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดลำปาง" มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม และเพื่อส่งเสริมความสนใจและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โดยการวิเคราะห์ข้อมูลที่จำลองขึ้นเพื่อแสดงผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ มีดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม พิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของนักเรียน และร้อยละของพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียน ซึ่งจำลองข้อมูลได้ดังนี้ 1.1 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนต่อกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนข้อมูลจำลองจากแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 38 คน ที่มีต่อกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความพึงพอใจของนักเรียนต่อกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอน (n=38)
จากตารางที่ 1 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.59 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านบุคลิกภาพและความเป็นกันเองของครู การสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้และการให้กำลังใจ และทักษะการสื่อสารและการอธิบายบทเรียนที่น่าสนใจ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.65, 4.62, 4.58 ตามลำดับ) ส่วนด้านกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสร้างสรรค์ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.49) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กลยุทธ์ Soft Power ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับจากนักเรียนในระดับสูง 1.2 ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียนของนักเรียนข้อมูลจำลองจากแบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 38 คน หลังการใช้กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม แสดงค่าร้อยละของพฤติกรรม ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ร้อยละของพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียนของนักเรียน (จากการสังเกต)
จากตารางที่ 2 พบว่า หลังจากใช้กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม นักเรียนมีพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียนโดยเฉลี่ยสูงถึง ร้อยละ 92.77 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกลุ่มและช่วยเหลือเพื่อน (ร้อยละ 97.37) และการตั้งใจฟังและจดจ่อกับการเรียน (ร้อยละ 94.74) ซึ่งบ่งชี้ว่า กลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียนของนักเรียนได้อย่างชัดเจน 2. ผลการวิเคราะห์ความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนการวิเคราะห์เพื่อส่งเสริมความสนใจและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน พิจารณาจากการเปรียบเทียบคะแนนความสนใจในการเรียนและคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการใช้กลยุทธ์ Soft Power ซึ่งจำลองข้อมูลได้ดังนี้
2.1 ผลการวิเคราะห์ความสนใจในการเรียนของนักเรียนข้อมูลจำลองจากแบบประเมินความสนใจในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 38 คน ก่อนและหลังการใช้กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม แสดงค่าเฉลี่ยและ ผลการทดสอบค่าที ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และผลการทดสอบค่าทีของคะแนนความสนใจในการเรียนก่อนและหลังเรียน (n=38)
จากตารางที่ 3 พบว่า คะแนนความสนใจในการเรียนของนักเรียนหลังการทดลอง (ค่าเฉลี่ย 4.12) สูงกว่าก่อนการทดลอง (ค่าเฉลี่ย 2.85) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยมีค่า t เท่ากับ 18.52 ซึ่งแสดงว่า กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม สามารถส่งเสริมความสนใจในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.2 ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนข้อมูลจำลองจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 38 คน ก่อนและหลังการใช้กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม แสดงค่าเฉลี่ยและผลการทดสอบค่าที ดังตารางที่ 4 ตารางที่ 4 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และผลการทดสอบค่าทีของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน (n=38)
จากตารางที่ 4 พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการทดลอง (ค่าเฉลี่ย 25.85) สูงกว่าก่อนการทดลอง (ค่าเฉลี่ย 15.20) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยมีค่า t เท่ากับ 21.30 ซึ่งแสดงว่า กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม สามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้อย่างมีนัยสำคัญ 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากการสังเกตพฤติกรรม บันทึกหลังสอน และการสัมภาษณ์ครูผู้สอนและนักเรียน พบประเด็นสำคัญที่สนับสนุนผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณ ดังนี้
โดยสรุป ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพสูง และสามารถ ส่งเสริมความสนใจและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยาได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัยทุกข้อ
ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)
ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ผลที่เกิดจากผู้เรียน
อภิปรายผล สรุปผล ข้อเสนอแนะ การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเรื่อง "การพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อส่งเสริมความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดลำปาง" ได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ และมีผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่จำลองขึ้นตามวัตถุประสงค์ที่ได้นำเสนอในบทที่ 4 ซึ่งนำไปสู่การอภิปรายผล ดังต่อไปนี้ 1. อภิปรายผลจากการดำเนินงานวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน และการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่จำลองขึ้น สามารถอภิปรายผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้ดังนี้ 1.1 กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม มีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับจากนักเรียนและผู้เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับในระดับมากที่สุด ดังปรากฏจากค่าเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมของนักเรียนที่ 4.59 และร้อยละของการมีส่วนร่วมและความสนใจของนักเรียนที่สูงถึง 92.77 ผลลัพธ์นี้สอดคล้องกับแนวคิดของ Joseph S. Nye Jr. (2004) ที่กล่าวว่า Soft Power คือความสามารถในการดึงดูดใจ โน้มน้าวใจ และสร้างแรงบันดาลใจโดยไม่ใช้การบังคับ ซึ่งในบริบทของครูผู้สอน Soft Power จะแสดงออกผ่านบุคลิกภาพ ทักษะการสื่อสาร และการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก โดยผลการวิจัยยืนยันว่านักเรียนมีความพึงพอใจอย่างมากต่อบุคลิกภาพและความเป็นกันเองของครู การสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้และการให้กำลังใจ รวมถึงทักษะการสื่อสารที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ Soft Power ของครูที่ได้รับการยืนยันโดย กิติยา พวงมาลี และคณะ (2564) และ ดวงฤทัย พันธรัตน์ (2566) ที่ระบุว่าคุณลักษณะเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้และความผูกพันในชั้นเรียน นอกจากนี้ การที่นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการทำกิจกรรมกลุ่มและการช่วยเหลือเพื่อน (ร้อยละ 97.37) แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่ออกแบบมานั้นสามารถกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้นและมีปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งเป็นประโยชน์ตามแนวคิดของ บุญเลี้ยง แก้วนาพันธ์ และคณะ (2565) ที่ชี้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนว Soft Power ช่วยส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และมีส่วนร่วมของนักเรียน การที่ครูใช้ Soft Power ในการอำนวยความสะดวกและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ส่งผลให้นักเรียนรู้สึกปลอดภัย กล้าแสดงออก และพร้อมที่จะเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับ 1.2 ความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิจัยพบว่า ความสนใจในการเรียนรู้ของนักเรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยคะแนนเฉลี่ยความสนใจในการเรียนเพิ่มขึ้นจาก 2.85 เป็น 4.12 และคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นจาก 15.20 เป็น 25.85 ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ของงานวิจัย ผลลัพธ์นี้ตอกย้ำความสำคัญของ Soft Power ของครูในการสร้างแรงจูงใจใฝ่เรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ พนิดา รัตนวุฒิ และสุธาวี แย้มบางพลี (2566) ที่พบว่า Soft Power ของครูส่งเสริมความสนใจในการเรียนรู้ของนักเรียน การที่ครูใช้ Soft Power ในการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนาน และใช้ทักษะการสื่อสารที่น่าสนใจ ทำให้เกิดการดึงดูดนักเรียนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ ซึ่งปัญหาที่นักเรียนร้อยละ 20 ขาดการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียนที่ระบุไว้ในบทนำ ได้รับการแก้ไขอย่างเห็นได้ชัด การเพิ่มขึ้นของความสนใจนำไปสู่การที่นักเรียนจดจ่ออยู่กับบทเรียนมากขึ้น กล้าที่จะซักถามและค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม ส่งผลให้เกิดความเข้าใจในเนื้อหาที่ลึกซึ้งและคงทน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (สุนิสา วงศ์ธราธร และคณะ, 2567) นอกจากนี้ การที่กิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเรียนรู้จากเพื่อนร่วมชั้น ยังช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและทักษะการคิดวิเคราะห์ ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยรวมดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การอภิปรายผลจากข้อมูลเชิงคุณภาพยังสนับสนุนผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณอย่างชัดเจน ครูผู้สอนแสดงออกถึง Soft Power ผ่านความเป็นกันเอง อารมณ์ขัน และการให้คำแนะนำด้วยความเข้าใจ ส่งผลให้นักเรียนรู้สึกผ่อนคลายและกล้าแสดงออกมากขึ้น บรรยากาศในห้องเรียนจึงเป็นไปในเชิงบวก มีชีวิตชีวา และเอื้อต่อการเรียนรู้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกนี้ยังสร้างความพึงพอใจให้กับครูผู้สอน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ในระยะยาว (ศิริขวัญ ชนกนาถ, 2566) 2. สรุปผลจากการวิจัยและพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อส่งเสริมความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดลำปาง สามารถสรุปผลได้ดังนี้
2. กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม สามารถส่งเสริมความสนใจในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้สูงขึ้น และ ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้สูงขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 3. ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้และการวิจัยในอนาคต ดังนี้ 3.1 ข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้1. ส่งเสริมการพัฒนา Soft Power ของครูอย่างต่อเนื่อง: ผู้บริหารโรงเรียนควรสนับสนุนให้ครูผู้สอนทุกคนได้รับการอบรมหรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ช่วยพัฒนา Soft Power ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะด้านทักษะการสื่อสาร การสร้างความสัมพันธ์ และการสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกระดับชั้นและทุกรายวิชา 2. ขยายผลการใช้กลยุทธ์ Soft Power กับทุกรายวิชาและทุกระดับชั้น: กลยุทธ์ Soft Power ที่พัฒนาขึ้นในงานวิจัยนี้พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ จึงควรมีการขยายผลการนำไปใช้กับรายวิชาอื่น ๆ และระดับชั้นอื่น ๆ ในโรงเรียน โดยอาจมีการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทและความเหมาะสมของแต่ละวิชาและแต่ละวัยของนักเรียน 3. สร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์: ควรจัดให้มีการรวมกลุ่มของครูผู้สอนเพื่อสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อให้ครูได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้ Soft Power ในชั้นเรียน แบ่งปันเทคนิคและวิธีการที่ประสบความสำเร็จ ตลอดจนร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น 4. ให้ความสำคัญกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม: ครูผู้สอนควรให้ความสำคัญกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยคำนึงถึงความสนใจและศักยภาพของนักเรียนเป็นสำคัญ เพื่อเป็นรากฐานในการแสดงออกซึ่ง Soft Power ของครู 3.2 ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในอนาคต1. การศึกษาปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อ Soft Power ของครู: ควรมีการศึกษาปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อการพัฒนา Soft Power ของครูผู้สอน เช่น วัฒนธรรมองค์กร การสนับสนุนจากผู้บริหาร การพัฒนาวิชาชีพของครู หรือปัจจัยส่วนบุคคลของครู 2. การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงลึก: ควรมีการวิจัยเชิงคุณภาพในลักษณะกรณีศึกษา (Case Study) เพื่อศึกษา Soft Power ของครูผู้สอนที่ประสบความสำเร็จเป็นพิเศษ และเจาะลึกถึงวิธีการ เทคนิค หรือกลยุทธ์ที่ครูผู้นั้นใช้ในการสร้างแรงบันดาลใจและดึงดูดนักเรียนอย่างละเอียด เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ให้มีความหลากหลายและเหมาะสมกับบริบทที่แตกต่างกัน 3. การศึกษาผลกระทบระยะยาวของ Soft Power ของครู: ควรมีการศึกษาผลกระทบระยะยาวของการใช้ Soft Power ของครูที่มีต่อการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ทักษะชีวิต และการเติบโตของนักเรียนในอนาคต 4. การพัฒนานวัตกรรม Soft Power ของครูในบริบทเทคโนโลยี: ควรมีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม Soft Power ของครูผู้สอนในบริบทของการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์หรือแบบผสมผสาน เพื่อให้ครูสามารถสร้างอิทธิพลเชิงบวกต่อนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้จะอยู่ห่างไกลกัน
การอ้างอิง
กิติยา พวงมาลี, ปราณี อินทร์ศรี และนิศาชล วงศ์สุข. (2564). การพัฒนา Soft Power ของครูเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ของนักเรียนในยุคดิจิทัล. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 23(1), 125-139. https://so05.tci-thaijo.org/index.php/edujournal_nu/article/download/246473/167197/
ดวงฤทัย พันธรัตน์. (2566). แนวทางการพัฒนา Soft Power ของครูเพื่อส่งเสริมความผูกพันในชั้นเรียนของนักเรียน. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา, 16(1), 88-100. https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jsaru/article/download/261019/178553/
บุญเลี้ยง แก้วนาพันธ์, ธันยนันท์ ยุมานนท์ และประภาส แก้วกัลยา. (2565). การพัฒนากลยุทธ์การสอนตามแนว Soft Power เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา. วารสารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, 19(2), 75-88. https://so02.tci-thaijo.org/index.php/graduatereview/article/download/253907/172605/
ประพัทธ์ จิวะรังสรรค์. (2565). บทบาท Soft Power ของครูผู้สอนในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น, 16(2), 253-264. https://so02.tci-thaijo.org/index.php/UMT/article/download/251375/170915/
พนิดา รัตนวุฒิ และสุธาวี แย้มบางพลี. (2566). การพัฒนากลยุทธ์การสอนภาษาอังกฤษโดยใช้ Soft Power เพื่อส่งเสริมความสนใจในการเรียนรู้ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 21(1), 105-120. https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDU_SU/article/download/260714/178342/
พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข. (2563). ทักษะครู 4.0: การสอนและการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (ไม่มีลิงก์ออนไลน์เนื่องจากเป็นหนังสือสิ่งพิมพ์) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2579. กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟิค. https://www.onec.go.th/th/content/926-2017-06-21-02-14-35
ศิริขวัญ ชนกนาถ. (2566). การพัฒนากลยุทธ์การเรียนการสอนเพื่อสร้าง Soft Power ของครู: กรณีศึกษาโรงเรียนประถมศึกษาในเขตเมือง. วารสารการศึกษาและการพัฒนาสังคม, 19(2), 112-125. https://so04.tci-thaijo.org/index.php/education_social_dev/article/download/260907/178491/
สุนิสา วงศ์ธราธร, อุบลรัตน์ พวงมาลัย และปรีชา มงคล. (2567). บทบาทของ Soft Power ของครูที่มีต่อการจัดการชั้นเรียนและพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, 30(1), 65-78. (อ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่เข้าถึงได้ ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2568 อาจต้องตรวจสอบการเผยแพร่ออนไลน์เพิ่มเติม)
การต่อยอดและพัฒนา
3. ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้และการวิจัยในอนาคต ดังนี้ 3.1 ข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้1. ส่งเสริมการพัฒนา Soft Power ของครูอย่างต่อเนื่อง: ผู้บริหารโรงเรียนควรสนับสนุนให้ครูผู้สอนทุกคนได้รับการอบรมหรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ช่วยพัฒนา Soft Power ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะด้านทักษะการสื่อสาร การสร้างความสัมพันธ์ และการสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกระดับชั้นและทุกรายวิชา 2. ขยายผลการใช้กลยุทธ์ Soft Power กับทุกรายวิชาและทุกระดับชั้น: กลยุทธ์ Soft Power ที่พัฒนาขึ้นในงานวิจัยนี้พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ จึงควรมีการขยายผลการนำไปใช้กับรายวิชาอื่น ๆ และระดับชั้นอื่น ๆ ในโรงเรียน โดยอาจมีการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทและความเหมาะสมของแต่ละวิชาและแต่ละวัยของนักเรียน 3. สร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์: ควรจัดให้มีการรวมกลุ่มของครูผู้สอนเพื่อสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อให้ครูได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้ Soft Power ในชั้นเรียน แบ่งปันเทคนิคและวิธีการที่ประสบความสำเร็จ ตลอดจนร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น 4. ให้ความสำคัญกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม: ครูผู้สอนควรให้ความสำคัญกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยคำนึงถึงความสนใจและศักยภาพของนักเรียนเป็นสำคัญ เพื่อเป็นรากฐานในการแสดงออกซึ่ง Soft Power ของครู การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นางสาว.วิภาดา มะโนสาร, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=6R4AU00000000102 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.
ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||