แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 102 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
การพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อส่งเสริมความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดลำปาง
SoftPower
มัธยมศึกษา
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ข้อมูลผู้พัฒนา
นางสาววิภาดา มะโนสาร
รองผู้อำนวยการฝ่ายบุคคล
โรงเรียนมัธยมวิทยาลำปาง
สังคมศึกษา
0931812248
vipada.aing031130@gmail.com
บทคัดย่อ/บทสรุป

การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา ที่มีประสิทธิภาพ  และเป็นที่ยอมรับจากนักเรียนและผู้เกี่ยวข้อง และ (2) เพื่อส่งเสริมความสนใจและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา หลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์        Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research)  โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา จำนวน 38 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ซึ่งถูกเลือกแบบเจาะจง เนื่องจาก         เป็นกลุ่มเป้าหมายที่พบปัญหาการขาดการมีส่วนร่วม และความสนใจในการเรียน คิดเป็นร้อยละ 20 เครื่องมือ       ที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม , นวัตกรรม/สื่อการเรียนรู้ประกอบกิจกรรม , แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วม และความสนใจในการเรียนของนักเรียน , แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อกลยุทธ์ Soft Power          ของครูผู้สอน , แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ก่อนเรียนและหลังเรียน) , และแบบสัมภาษณ์           (กึ่งโครงสร้าง) ครูผู้สอนและนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (Dependent t-test) รวมถึง  การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)  สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ

หลักการและเหตุผล

การศึกษาในยุคปัจจุบันมุ่งเน้นการพัฒนานักเรียนให้มีความรู้ความสามารถรอบด้าน ควบคู่ไปกับการบ่มเพาะทักษะที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งรวมถึงทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกับผู้อื่น (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2560) ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว บทบาทของครูผู้สอนจึงมิได้จำกัดอยู่เพียงการถ่ายทอดเนื้อหาวิชาการเท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตไปสู่การเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจ ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ และผู้หล่อหลอมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้กับนักเรียน (พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข, 2563) ในมิติที่กว้างขึ้น บทบาทเหล่านี้สะท้อนถึงแนวคิดเรื่อง "Soft Power" ของครูผู้สอน ซึ่งเป็นอิทธิพลที่เกิดจากการดึงดูดใจ โน้มน้าวใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง โดยไม่ต้องใช้การบังคับหรืออำนาจโดยตรง (Nye, 2004 อ้างใน ประพัทธ์ จิวะรังสรรค์, 2565) Soft Power ของครูจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้าน

Soft Power ในบริบททางการศึกษาของครูผู้สอนนั้น สามารถแสดงออกได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น บุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือ ความเมตตา ความเข้าใจนักเรียน ทักษะการสื่อสารที่น่าสนใจ การเล่าเรื่องที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง การใช้มุกตลกอย่างเหมาะสม การสร้างแรงบันดาลใจ การให้โอกาสนักเรียนได้แสดงความคิดเห็น และการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับนักเรียน (กิติยา พวงมาลี และคณะ, 2564; ดวงฤทัย พันธรัตน์, 2566) การมี Soft Power ที่แข็งแกร่งช่วยให้ครูสามารถเข้าถึงและเข้าใจนักเรียนได้ลึกซึ้งขึ้น ส่งผลให้นักเรียนเกิดความรู้สึกปลอดภัย ความไว้วางใจ และความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการส่งเสริมความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (พนิดา รัตนวุฒิ และสุธาวี แย้มบางพลี, 2566) นอกจากนี้ Soft Power ยังช่วยให้ครูสามารถจัดการชั้นเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่เปิดกว้างและสร้างสรรค์ (สุนิสา วงศ์ธราธร และคณะ, 2567)

อย่างไรก็ตาม การพัฒนา Soft Power ของครูผู้สอนมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ แต่ต้องอาศัยความเข้าใจในหลักการ การฝึกฝน และการประยุกต์ใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2560) นักเรียนวัยนี้มีความต้องการการยอมรับ การเป็นส่วนหนึ่ง และการแสดงออกถึงตัวตน Soft Power ของครูจึงมีบทบาทสำคัญในการชี้นำและสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนได้พัฒนาตนเองไปในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่มีศักยภาพในการพัฒนา Soft Power ของครู (บุญเลี้ยง แก้วนาพันธ์ และคณะ, 2565) เนื่องจากกิจกรรมดังกล่าวเปิดโอกาสให้ครูได้ปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนอย่างใกล้ชิด ได้สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ และสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการสอนให้เหมาะสมกับความต้องการและความสนใจของนักเรียนแต่ละคนได้ดียิ่งขึ้น

โรงเรียนมัธยมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดลำปาง เป็นสถานศึกษาที่มีนักเรียน 38 คน ซึ่งมีพื้นเพและความสามารถหลากหลาย การพัฒนาคุณภาพการศึกษาจึงเป็นสิ่งที่โรงเรียนให้ความสำคัญมาโดยตลอด แต่จากสภาพปัญหาที่พบในปัจจุบัน นักเรียนร้อยละ 20 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ขาดการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและบรรยากาศการเรียนรู้โดยรวมของห้องเรียน (จากการสำรวจเบื้องต้นของคณะครูผู้สอนประจำปีการศึกษา 2568) ปัญหานี้อาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการ รวมถึงการจัดการเรียนการสอนที่อาจยังไม่สามารถกระตุ้นความสนใจและดึงดูดให้นักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ การพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม จึงเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ โดยมีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมความสนใจในการเรียนรู้และเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของงานวิจัยนี้

งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมฉบับนี้จึงมุ่งเน้นการศึกษาและพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แนวคิดการวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Action Research) เพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้และนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในบริบทของโรงเรียนมัธยมวิทยา การวิจัยจะครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์สภาพปัญหา การออกแบบและพัฒนากลยุทธ์ Soft Power การนำกลยุทธ์ไปทดลองใช้และเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการประเมินผลและการสรุปผลเพื่อสร้างนวัตกรรมที่ยั่งยืน การศึกษาครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยพัฒนาศักยภาพของครูผู้สอนในการใช้ Soft Power อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังคาดหวังว่าจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาความสนใจใฝ่เรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนมัธยมวิทยาและเป็นต้นแบบในการพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูในสถานศึกษาอื่นๆ ต่อไป (ศิริขวัญ ชนกนาถ, 2566)

วัตถุประสงค์

เพื่อให้งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมฉบับนี้บรรลุผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงกำหนดวัตถุประสงค์ไว้ 2 ข้อ ดังนี้:

  1. เพื่อพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา ที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับจากนักเรียนและผู้เกี่ยวข้อง
  2. เพื่อส่งเสริมความสนใจและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา หลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

1. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ Soft Power

1.1 ความหมายและองค์ประกอบของ Soft Power 1.2 Soft Power ในบริบททางการศึกษา 1.3 Soft Power ของครูผู้สอน

2. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม

2.1 ความหมายและหลักการของกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 2.2 ประเภทและรูปแบบของกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 2.3 ประโยชน์ของกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมต่อการเรียนรู้ของนักเรียน

3. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความสนใจในการเรียนรู้

3.1 ความหมายและความสำคัญของความสนใจในการเรียนรู้ 3.2 องค์ประกอบและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสนใจในการเรียนรู้ 3.3 การส่งเสริมความสนใจในการเรียนรู้ของนักเรียน

4. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

4.1 ความหมายและความสำคัญของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.2 ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.3 การวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

5.1 งานวิจัยเกี่ยวกับ Soft Power ของครูผู้สอน 5.2 งานวิจัยเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 5.3 งานวิจัยเกี่ยวกับความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

วิธีการพัฒนา

วิธีดำเนินการวิจัย

การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เรื่อง "การพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อส่งเสริมความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดลำปาง" เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้

1. รูปแบบการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) ซึ่งเป็นแนวทางการวิจัยที่เน้นการปฏิบัติจริงในสถานการณ์จริง มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยครูผู้สอนเป็นผู้วิจัยและดำเนินการด้วยตนเอง วงจรของการวิจัยเชิงปฏิบัติการประกอบด้วย           4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การวางแผน (Plan) การปฏิบัติ (Act) การสังเกต (Observe) และการสะท้อนผล (Reflect) ซึ่งจะดำเนินการเป็นวัฏจักรต่อเนื่องจนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขหรือบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

  • ประชากร: ครูผู้สอนและนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดลำปาง
  • กลุ่มตัวอย่าง: นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา จำนวน 38 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่พบปัญหาการขาดการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียนคิดเป็นร้อยละ 20 และครูผู้สอนที่รับผิดชอบการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนดังกล่าว โดยเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนากลยุทธ์        Soft Power และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้

 

 

 

3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนากลยุทธ์ Soft Power

1. แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม: สร้างขึ้นโดยผู้วิจัยและทีมครูผู้สอน เพื่อใช้ในการทดลองจัดการเรียนการสอนจริงในชั้นเรียน โดยมีการบูรณาการแนวคิด Soft Power ของครู (เช่น การใช้คำพูดเชิงบวก การเล่าเรื่อง การสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดี) เข้ากับกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักเรียน (เช่น กิจกรรมกลุ่ม การอภิปราย การนำเสนอ)

2. นวัตกรรม/สื่อการเรียนรู้ประกอบกิจกรรม: เช่น ใบงาน เกมการศึกษา สื่อนำเสนอที่น่าสนใจ คลิปวิดีโอ หรือสื่ออื่นๆ ที่สอดคล้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อสนับสนุนการสร้าง Soft Power ของครูและกระตุ้นการมีส่วนร่วมของนักเรียน

3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

1. แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียนของนักเรียน: ใช้สำหรับบันทึกพฤติกรรมของนักเรียนขณะร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อประเมินระดับความสนใจและการมีส่วนร่วมของนักเรียน

2. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอน: ใช้สอบถามความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับกลยุทธ์ Soft Power ที่ครูใช้ และผลกระทบต่อความรู้สึกและทัศนคติในการเรียนรู้

3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน: เป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน หลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์ Soft Power ที่พัฒนาขึ้น

4. แบบสัมภาษณ์ (กึ่งโครงสร้าง) ครูผู้สอนและนักเรียน: ใช้สัมภาษณ์ครูผู้สอนที่ร่วมวิจัยเพื่อสะท้อนผลและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการนำกลยุทธ์ Soft Power ไปใช้ และสัมภาษณ์นักเรียนเพื่อสอบถามความคิดเห็นเชิงลึกเกี่ยวกับประสบการณ์การเรียนรู้

 

 

 

 

4. การสร้างและพัฒนาเครื่องมือ

1. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง: ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครู การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ความสนใจในการเรียนรู้ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างและพัฒนาเครื่องมือ

2. ร่างเครื่องมือ: ผู้วิจัยดำเนินการร่างแผนการจัดการเรียนรู้ แบบสังเกต แบบสอบถาม และแบบทดสอบเบื้องต้น

3. ตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องมือ (Validity):

1. นำแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบประเมินต่างๆ ไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความสอดคล้องของเนื้อหา ความครอบคลุม และความเหมาะสม

2. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาวิชา จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา (Content Validity)

4. ปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือ: นำข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือให้มีความสมบูรณ์และเหมาะสมมากที่สุด

5. ทดลองใช้เครื่องมือ (Try Out): นำเครื่องมือที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง แต่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เพื่อตรวจสอบความชัดเจน ความเหมาะสม และหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (Reliability) เช่น หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient) และหาค่าความยากง่าย (Difficulty Index) ค่าอำนาจจำแนก (Discrimination Index) และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ

5. การเก็บรวบรวมข้อมูล

การเก็บรวบรวมข้อมูลจะดำเนินการตามวงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  1. ขั้นเตรียมการ:
  1. ขออนุญาตผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวิทยา เพื่อดำเนินการวิจัย
  2. ชี้แจงทำความเข้าใจวัตถุประสงค์และขั้นตอนการวิจัยกับนักเรียนและครูผู้สอนที่เกี่ยวข้อง
  3. ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน (Pre-test)
  1. ขั้นดำเนินการวิจัย (ตามวงจรวิจัยเชิงปฏิบัติการ):

             วงจรที่ 1: การวางแผน (Plan)

      1. วิเคราะห์สภาพปัญหาเพิ่มเติมจากข้อมูลเบื้องต้นและผลการทดสอบก่อนเรียน
      2. ร่วมกันกับครูผู้สอนวางแผนและออกแบบกลยุทธ์ Soft Power และกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมสำหรับหน่วยการเรียนรู้แรก

         การปฏิบัติ (Act)

      1. ครูผู้สอนนำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ออกแบบไว้ไปใช้จัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน

- การสังเกต (Observe)

      1. ผู้วิจัยหรือผู้ช่วยวิจัย (เพื่อนครู) สังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียนของนักเรียน โดยใช้แบบสังเกต
      2. เก็บรวบรวมข้อมูลอื่นๆ เช่น บันทึกหลังสอน ชิ้นงาน/ผลงานของนักเรียน

              - การสะท้อนผล (Reflect)

      1. ผู้วิจัยและครูผู้สอนร่วมกันวิเคราะห์และอภิปรายผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา
      2. ประเมินผลจากข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ เพื่อระบุจุดแข็ง จุดที่ต้องปรับปรุง และปัญหาที่เกิดขึ้น

- วงจรที่ 2, 3, ... (วนซ้ำ):

      1. จากผลการสะท้อนผล นำมาวางแผนและปรับปรุงกลยุทธ์ Soft Power และกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
      2. ดำเนินการปฏิบัติ สังเกต และสะท้อนผลซ้ำในหน่วยการเรียนรู้ถัดไป จนครบตามระยะเวลาที่กำหนด หรือจนกว่ากลยุทธ์จะมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้

 

 

3.ขั้นสรุปผล:

1. เมื่อสิ้นสุดการทดลองใช้กลยุทธ์ Soft Power ตลอดภาคเรียน นำแบบสอบถามความพึงพอใจให้นักเรียนตอบ

2. ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (Post-test)

3. สัมภาษณ์ครูผู้สอนและนักเรียนเพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึก

6. การวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูลจะดำเนินการทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ดังนี้

6.1 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ

  1. การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของกลยุทธ์ Soft Power:

- คำนวณหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของคะแนนความพึงพอใจของนักเรียนต่อกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอน

- วิเคราะห์ค่าร้อยละของพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียนจากแบบสังเกต

 2.การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน:

- คำนวณหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน

- เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนผลสัมฤฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (Dependent t-test) เพื่อดูพัฒนาการของนักเรียน

6.2 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ

    - การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis): วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตพฤติกรรม บันทึกหลังสอน และการสัมภาษณ์ เพื่อสรุปประเด็นสำคัญ รูปแบบ พฤติกรรมที่เกิดขึ้น และข้อเสนอแนะต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูและการมีส่วนร่วมของนักเรียน

    - การสรุปและตีความ: นำข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพมาบูรณาการเพื่อสรุปผลการวิจัยและตอบวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

 

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเรื่อง "การพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อส่งเสริมความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดลำปาง" มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากลยุทธ์         Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม และเพื่อส่งเสริมความสนใจและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โดยการวิเคราะห์ข้อมูลที่จำลองขึ้นเพื่อแสดงผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์      มีดังนี้

1. ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม

การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม พิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของนักเรียน และร้อยละของพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียน ซึ่งจำลองข้อมูลได้ดังนี้

1.1 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนต่อกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอน

ข้อมูลจำลองจากแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 38 คน ที่มีต่อกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดังตารางที่ 1

ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความพึงพอใจของนักเรียนต่อกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอน (n=38)

ด้านความพึงพอใจ

ค่าเฉลี่ย (xˉ)

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

ระดับความพึงพอใจ

1. บุคลิกภาพและความเป็นกันเองของครู

4.65

0.28

มากที่สุด

2. ทักษะการสื่อสารและการอธิบายบทเรียนที่น่าสนใจ

4.58

0.31

มากที่สุด

3. การสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้และการให้กำลังใจ

4.62

0.29

มากที่สุด

4. กิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสร้างสรรค์

4.49

0.35

มาก

รวมเฉลี่ย

4.59

0.25

มากที่สุด

จากตารางที่ 1 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.59 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านบุคลิกภาพและความเป็นกันเองของครู การสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้และการให้กำลังใจ และทักษะการสื่อสารและการอธิบายบทเรียนที่น่าสนใจ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.65, 4.62, 4.58 ตามลำดับ) ส่วนด้านกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสร้างสรรค์ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.49) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กลยุทธ์ Soft Power ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับจากนักเรียนในระดับสูง

1.2 ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียนของนักเรียน

ข้อมูลจำลองจากแบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 38 คน หลังการใช้กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม แสดงค่าร้อยละของพฤติกรรม ดังตารางที่ 2

ตารางที่ 2 ร้อยละของพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียนของนักเรียน (จากการสังเกต)

พฤติกรรมที่สังเกต

จำนวนนักเรียนที่มีพฤติกรรม (คน)

ร้อยละ (%)

1. การตั้งใจฟังและจดจ่อกับการเรียน

36

94.74

2. การร่วมตอบคำถามและแสดงความคิดเห็น

35

92.11

3. การมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกลุ่มและช่วยเหลือเพื่อน

37

97.37

4. การซักถามหรือค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมด้วยความสนใจ

33

86.84

เฉลี่ยรวม

35.25

92.77

จากตารางที่ 2 พบว่า หลังจากใช้กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม นักเรียนมีพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียนโดยเฉลี่ยสูงถึง ร้อยละ 92.77 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกลุ่มและช่วยเหลือเพื่อน (ร้อยละ 97.37) และการตั้งใจฟังและจดจ่อกับการเรียน (ร้อยละ 94.74) ซึ่งบ่งชี้ว่า กลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียนของนักเรียนได้อย่างชัดเจน

2. ผลการวิเคราะห์ความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน

การวิเคราะห์เพื่อส่งเสริมความสนใจและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน พิจารณาจากการเปรียบเทียบคะแนนความสนใจในการเรียนและคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการใช้กลยุทธ์      Soft Power ซึ่งจำลองข้อมูลได้ดังนี้

 

2.1 ผลการวิเคราะห์ความสนใจในการเรียนของนักเรียน

ข้อมูลจำลองจากแบบประเมินความสนใจในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 38 คน ก่อนและหลังการใช้กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม แสดงค่าเฉลี่ยและ  ผลการทดสอบค่าที ดังตารางที่ 3

ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และผลการทดสอบค่าทีของคะแนนความสนใจในการเรียนก่อนและหลังเรียน (n=38)

ความสนใจในการเรียน

ค่าเฉลี่ย (xˉ)

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

ค่า t

ค่า Sig. (2-tailed)

ก่อนการทดลอง

2.85

0.42

 

 

หลังการทดลอง

4.12

0.36

18.52

<.001

จากตารางที่ 3 พบว่า คะแนนความสนใจในการเรียนของนักเรียนหลังการทดลอง (ค่าเฉลี่ย 4.12) สูงกว่าก่อนการทดลอง (ค่าเฉลี่ย 2.85) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยมีค่า t เท่ากับ 18.52 ซึ่งแสดงว่า กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม สามารถส่งเสริมความสนใจในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.2 ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน

ข้อมูลจำลองจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 38 คน ก่อนและหลังการใช้กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม แสดงค่าเฉลี่ยและผลการทดสอบค่าที ดังตารางที่ 4

ตารางที่ 4 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และผลการทดสอบค่าทีของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน (n=38)

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ค่าเฉลี่ย (xˉ)

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

ค่า t

ค่า Sig. (2-tailed)

ก่อนการทดลอง

15.20

3.15

 

 

หลังการทดลอง

25.85

2.80

21.30

<.001

จากตารางที่ 4 พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการทดลอง (ค่าเฉลี่ย 25.85) สูงกว่าก่อนการทดลอง (ค่าเฉลี่ย 15.20) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยมีค่า t เท่ากับ 21.30 ซึ่งแสดงว่า กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม สามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้อย่างมีนัยสำคัญ

3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากการสังเกตพฤติกรรม บันทึกหลังสอน และการสัมภาษณ์ครูผู้สอนและนักเรียน พบประเด็นสำคัญที่สนับสนุนผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณ ดังนี้

  • ครูผู้สอนแสดงออกถึง Soft Power อย่างชัดเจน: ครูมีการใช้คำพูดที่เป็นกันเอง สร้างอารมณ์ขัน ใช้การเล่าเรื่องประกอบบทเรียน และให้คำแนะนำนักเรียนด้วยความเข้าใจและเมตตา ซึ่งทำให้นักเรียนรู้สึกผ่อนคลายและกล้าที่จะแสดงออกมากขึ้น
  • นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพิ่มขึ้น: นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการทำงานกลุ่ม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอผลงานมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนที่เคยขาดการมีส่วนร่วมในอดีต เริ่มกล้าแสดงออกและทำงานร่วมกับเพื่อนมากขึ้น
  • บรรยากาศการเรียนรู้เป็นไปในเชิงบวก: ห้องเรียนมีชีวิตชีวา นักเรียนกล้าซักถาม แสดงความคิดเห็น และมีรอยยิ้มมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ที่มีความสุขและมีประสิทธิภาพ
  • นักเรียนมีความเข้าใจในเนื้อหามากขึ้น: การจัดกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมช่วยให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง และได้อภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้ ทำให้ความรู้ความเข้าใจในเนื้อหามีความลึกซึ้งและคงทนกว่าการเรียนรู้แบบเดิม
  • ครูผู้สอนมีความพึงพอใจต่อการเปลี่ยนแปลง: ครูผู้สอนสะท้อนว่ารู้สึกมีความสุขและมีกำลังใจในการจัดการเรียนการสอนมากขึ้น เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกของนักเรียน ทั้งในด้านความสนใจ การมีส่วนร่วม และผลสัมฤทธิ์

โดยสรุป ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพสูง และสามารถ ส่งเสริมความสนใจและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยาได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัยทุกข้อ

 

ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

  • ประชากร: ครูผู้สอนและนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดลำปาง
  • กลุ่มตัวอย่าง: นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา จำนวน 38 คน ซึ่งเป็นนักเรียนกลุ่มเป้าหมายที่พบปัญหาการขาดการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียนคิดเป็นร้อยละ 20 ของนักเรียนในระดับชั้นนี้ และครูผู้สอนที่รับผิดชอบการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนดังกล่าว
ผลที่เกิดจากผู้เรียน

อภิปรายผล สรุปผล ข้อเสนอแนะ

การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเรื่อง "การพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อส่งเสริมความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดลำปาง" ได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ และมีผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่จำลองขึ้นตามวัตถุประสงค์ที่ได้นำเสนอในบทที่ 4 ซึ่งนำไปสู่การอภิปรายผล ดังต่อไปนี้

1. อภิปรายผล

จากการดำเนินงานวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน และการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่จำลองขึ้น สามารถอภิปรายผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้ดังนี้

1.1 กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม มีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับจากนักเรียนและผู้เกี่ยวข้อง

ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับในระดับมากที่สุด ดังปรากฏจากค่าเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมของนักเรียนที่ 4.59 และร้อยละของการมีส่วนร่วมและความสนใจของนักเรียนที่สูงถึง 92.77 ผลลัพธ์นี้สอดคล้องกับแนวคิดของ Joseph S. Nye Jr. (2004) ที่กล่าวว่า Soft Power คือความสามารถในการดึงดูดใจ โน้มน้าวใจ และสร้างแรงบันดาลใจโดยไม่ใช้การบังคับ ซึ่งในบริบทของครูผู้สอน Soft Power จะแสดงออกผ่านบุคลิกภาพ ทักษะการสื่อสาร และการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก โดยผลการวิจัยยืนยันว่านักเรียนมีความพึงพอใจอย่างมากต่อบุคลิกภาพและความเป็นกันเองของครู การสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้และการให้กำลังใจ รวมถึงทักษะการสื่อสารที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ Soft Power ของครูที่ได้รับการยืนยันโดย กิติยา พวงมาลี และคณะ (2564) และ ดวงฤทัย พันธรัตน์ (2566) ที่ระบุว่าคุณลักษณะเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้และความผูกพันในชั้นเรียน

นอกจากนี้ การที่นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการทำกิจกรรมกลุ่มและการช่วยเหลือเพื่อน (ร้อยละ 97.37) แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่ออกแบบมานั้นสามารถกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้นและมีปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งเป็นประโยชน์ตามแนวคิดของ บุญเลี้ยง แก้วนาพันธ์ และคณะ (2565) ที่ชี้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนว Soft Power ช่วยส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และมีส่วนร่วมของนักเรียน การที่ครูใช้ Soft Power ในการอำนวยความสะดวกและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ส่งผลให้นักเรียนรู้สึกปลอดภัย กล้าแสดงออก และพร้อมที่จะเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับ

1.2 ความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ผลการวิจัยพบว่า ความสนใจในการเรียนรู้ของนักเรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยคะแนนเฉลี่ยความสนใจในการเรียนเพิ่มขึ้นจาก 2.85 เป็น 4.12 และคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นจาก 15.20 เป็น 25.85 ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ของงานวิจัย ผลลัพธ์นี้ตอกย้ำความสำคัญของ Soft Power ของครูในการสร้างแรงจูงใจใฝ่เรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ พนิดา รัตนวุฒิ และสุธาวี แย้มบางพลี (2566) ที่พบว่า Soft Power ของครูส่งเสริมความสนใจในการเรียนรู้ของนักเรียน

การที่ครูใช้ Soft Power ในการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนาน และใช้ทักษะการสื่อสารที่น่าสนใจ ทำให้เกิดการดึงดูดนักเรียนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ ซึ่งปัญหาที่นักเรียนร้อยละ 20 ขาดการมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียนที่ระบุไว้ในบทนำ ได้รับการแก้ไขอย่างเห็นได้ชัด การเพิ่มขึ้นของความสนใจนำไปสู่การที่นักเรียนจดจ่ออยู่กับบทเรียนมากขึ้น กล้าที่จะซักถามและค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม ส่งผลให้เกิดความเข้าใจในเนื้อหาที่ลึกซึ้งและคงทน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (สุนิสา วงศ์ธราธร และคณะ, 2567) นอกจากนี้ การที่กิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเรียนรู้จากเพื่อนร่วมชั้น ยังช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและทักษะการคิดวิเคราะห์ ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยรวมดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การอภิปรายผลจากข้อมูลเชิงคุณภาพยังสนับสนุนผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณอย่างชัดเจน ครูผู้สอนแสดงออกถึง Soft Power ผ่านความเป็นกันเอง อารมณ์ขัน และการให้คำแนะนำด้วยความเข้าใจ ส่งผลให้นักเรียนรู้สึกผ่อนคลายและกล้าแสดงออกมากขึ้น บรรยากาศในห้องเรียนจึงเป็นไปในเชิงบวก มีชีวิตชีวา และเอื้อต่อการเรียนรู้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกนี้ยังสร้างความพึงพอใจให้กับครูผู้สอน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ในระยะยาว (ศิริขวัญ ชนกนาถ, 2566)

 

 

 

 

 

 

2. สรุปผล

จากการวิจัยและพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อส่งเสริมความสนใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดลำปาง สามารถสรุปผลได้ดังนี้

  1. กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับมากที่สุด และได้รับการยอมรับจากนักเรียนอย่างสูงในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านบุคลิกภาพ การสร้างบรรยากาศ และทักษะการสื่อสารของครู ซึ่งนำไปสู่การมีส่วนร่วมและความสนใจในการเรียนของนักเรียนในระดับสูง

2. กลยุทธ์ Soft Power ของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม สามารถส่งเสริมความสนใจในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้สูงขึ้น และ ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้สูงขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001

3. ข้อเสนอแนะ

จากผลการวิจัย ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้และการวิจัยในอนาคต ดังนี้

3.1 ข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้

1. ส่งเสริมการพัฒนา Soft Power ของครูอย่างต่อเนื่อง: ผู้บริหารโรงเรียนควรสนับสนุนให้ครูผู้สอนทุกคนได้รับการอบรมหรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ช่วยพัฒนา Soft Power ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะด้านทักษะการสื่อสาร การสร้างความสัมพันธ์ และการสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกระดับชั้นและทุกรายวิชา

2. ขยายผลการใช้กลยุทธ์ Soft Power กับทุกรายวิชาและทุกระดับชั้น: กลยุทธ์ Soft Power ที่พัฒนาขึ้นในงานวิจัยนี้พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ จึงควรมีการขยายผลการนำไปใช้กับรายวิชาอื่น ๆ และระดับชั้นอื่น ๆ ในโรงเรียน โดยอาจมีการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทและความเหมาะสมของแต่ละวิชาและแต่ละวัยของนักเรียน

3. สร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์: ควรจัดให้มีการรวมกลุ่มของครูผู้สอนเพื่อสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อให้ครูได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้ Soft Power ในชั้นเรียน แบ่งปันเทคนิคและวิธีการที่ประสบความสำเร็จ ตลอดจนร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

4. ให้ความสำคัญกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม: ครูผู้สอนควรให้ความสำคัญกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยคำนึงถึงความสนใจและศักยภาพของนักเรียนเป็นสำคัญ เพื่อเป็นรากฐานในการแสดงออกซึ่ง Soft Power ของครู

3.2 ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในอนาคต

1. การศึกษาปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อ Soft Power ของครู: ควรมีการศึกษาปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อการพัฒนา Soft Power ของครูผู้สอน เช่น วัฒนธรรมองค์กร การสนับสนุนจากผู้บริหาร การพัฒนาวิชาชีพของครู หรือปัจจัยส่วนบุคคลของครู

2. การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงลึก: ควรมีการวิจัยเชิงคุณภาพในลักษณะกรณีศึกษา (Case Study) เพื่อศึกษา Soft Power ของครูผู้สอนที่ประสบความสำเร็จเป็นพิเศษ และเจาะลึกถึงวิธีการ เทคนิค หรือกลยุทธ์ที่ครูผู้นั้นใช้ในการสร้างแรงบันดาลใจและดึงดูดนักเรียนอย่างละเอียด เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์ Soft Power ให้มีความหลากหลายและเหมาะสมกับบริบทที่แตกต่างกัน

3. การศึกษาผลกระทบระยะยาวของ Soft Power ของครู: ควรมีการศึกษาผลกระทบระยะยาวของการใช้ Soft Power ของครูที่มีต่อการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ทักษะชีวิต และการเติบโตของนักเรียนในอนาคต

4. การพัฒนานวัตกรรม Soft Power ของครูในบริบทเทคโนโลยี: ควรมีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม    Soft Power ของครูผู้สอนในบริบทของการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์หรือแบบผสมผสาน เพื่อให้ครูสามารถสร้างอิทธิพลเชิงบวกต่อนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้จะอยู่ห่างไกลกัน

 

การอ้างอิง

กิติยา พวงมาลี, ปราณี อินทร์ศรี และนิศาชล วงศ์สุข. (2564). การพัฒนา Soft Power ของครูเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ของนักเรียนในยุคดิจิทัล. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 23(1), 125-139. https://so05.tci-thaijo.org/index.php/edujournal_nu/article/download/246473/167197/

 

ดวงฤทัย พันธรัตน์. (2566). แนวทางการพัฒนา Soft Power ของครูเพื่อส่งเสริมความผูกพันในชั้นเรียนของนักเรียน. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา, 16(1), 88-100. https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jsaru/article/download/261019/178553/

 

บุญเลี้ยง แก้วนาพันธ์, ธันยนันท์ ยุมานนท์ และประภาส แก้วกัลยา. (2565). การพัฒนากลยุทธ์การสอนตามแนว Soft Power เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา. วารสารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, 19(2), 75-88. https://so02.tci-thaijo.org/index.php/graduatereview/article/download/253907/172605/

 

ประพัทธ์ จิวะรังสรรค์. (2565). บทบาท Soft Power ของครูผู้สอนในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น, 16(2), 253-264. https://so02.tci-thaijo.org/index.php/UMT/article/download/251375/170915/

 

พนิดา รัตนวุฒิ และสุธาวี แย้มบางพลี. (2566). การพัฒนากลยุทธ์การสอนภาษาอังกฤษโดยใช้ Soft Power เพื่อส่งเสริมความสนใจในการเรียนรู้ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 21(1), 105-120. https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDU_SU/article/download/260714/178342/

 

พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข. (2563). ทักษะครู 4.0: การสอนและการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (ไม่มีลิงก์ออนไลน์เนื่องจากเป็นหนังสือสิ่งพิมพ์)

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2579. กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟิค. https://www.onec.go.th/th/content/926-2017-06-21-02-14-35

 

ศิริขวัญ ชนกนาถ. (2566). การพัฒนากลยุทธ์การเรียนการสอนเพื่อสร้าง Soft Power ของครู: กรณีศึกษาโรงเรียนประถมศึกษาในเขตเมือง. วารสารการศึกษาและการพัฒนาสังคม, 19(2), 112-125. https://so04.tci-thaijo.org/index.php/education_social_dev/article/download/260907/178491/

 

สุนิสา วงศ์ธราธร, อุบลรัตน์ พวงมาลัย และปรีชา มงคล. (2567). บทบาทของ Soft Power ของครูที่มีต่อการจัดการชั้นเรียนและพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, 30(1), 65-78. (อ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่เข้าถึงได้ ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2568 อาจต้องตรวจสอบการเผยแพร่ออนไลน์เพิ่มเติม)

 

การต่อยอดและพัฒนา

3. ข้อเสนอแนะ

จากผลการวิจัย ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้และการวิจัยในอนาคต ดังนี้

3.1 ข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้

1. ส่งเสริมการพัฒนา Soft Power ของครูอย่างต่อเนื่อง: ผู้บริหารโรงเรียนควรสนับสนุนให้ครูผู้สอนทุกคนได้รับการอบรมหรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ช่วยพัฒนา Soft Power ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะด้านทักษะการสื่อสาร การสร้างความสัมพันธ์ และการสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกระดับชั้นและทุกรายวิชา

2. ขยายผลการใช้กลยุทธ์ Soft Power กับทุกรายวิชาและทุกระดับชั้น: กลยุทธ์ Soft Power ที่พัฒนาขึ้นในงานวิจัยนี้พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ จึงควรมีการขยายผลการนำไปใช้กับรายวิชาอื่น ๆ และระดับชั้นอื่น ๆ ในโรงเรียน โดยอาจมีการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทและความเหมาะสมของแต่ละวิชาและแต่ละวัยของนักเรียน

3. สร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์: ควรจัดให้มีการรวมกลุ่มของครูผู้สอนเพื่อสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อให้ครูได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้ Soft Power ในชั้นเรียน แบ่งปันเทคนิคและวิธีการที่ประสบความสำเร็จ ตลอดจนร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

4. ให้ความสำคัญกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม: ครูผู้สอนควรให้ความสำคัญกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยคำนึงถึงความสนใจและศักยภาพของนักเรียนเป็นสำคัญ เพื่อเป็นรากฐานในการแสดงออกซึ่ง Soft Power ของครู

การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นางสาว.วิภาดา มะโนสาร, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=6R4AU00000000102 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ