![]() |
|||||||||||||||||||||||
ข้อมูลนวัตกรรม
ผลของการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ Soft Power 'อาหารพื้นเมืองลำปาง' ที่มีต่อคำศัพท์และทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านปงสนุก The Effect of English Language Learning Management Using Soft Power 'Lampa
SoftPower
ประถมศึกษา
ภาษาต่างประเทศ
บทคัดย่อ/บทสรุป
ชื่อเรื่อง ผลของการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ Soft Power 'อาหารพื้นเมืองลำปาง' ที่ มีต่อคำศัพท์และทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านปงสนุก The Effect of English Language Learning Management Using Soft Power 'Lampang Local Food' on Vocabulary and Positive Attitudes Towards Local Culture of Grade 3 Students at Banpongsanook school ชื่อผู้วิจัย นางสาวอรวรรณ บุญสมปาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ระยะเวลาที่ทำวิจัย: 1 เดือน (ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568) ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
บทคัดย่อ การวิจัยผลของการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ Soft Power 'อาหารพื้นเมืองลำปาง' ที่มีต่อคำศัพท์และทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 โรงเรียนบ้านปงสนุกมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสามารถด้านคำศัพท์และทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านปงสนุก อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง หลังการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ Soft Power 'อาหารพื้นเมืองลำปาง' ปีการศึกษา 2568 ผลการวิจัย พบว่า คะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบวัดคำศัพท์ก่อนเรียนและหลังเรียนเพิ่มขึ้น คือ 4.79 และ 6.93 ตามลำดับ และมีค่าเฉลี่ยร้อยละของคะแนนก่อนและหลังเรียนเพิ่มขึ้น คือ 47.9 และ 69.30 ตามลำดับ โดยภาพรวมพบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลคะแนนการสอบสูงสุด = 30 คะแนน และคะแนนต่ำสุด = 3 คะแนน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมทั้งหมด 6.93 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.17 จึงสรุปได้ว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านปงสนุก มีผลคะแนนสอบหลังเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 90.70 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละของผลคะแนนสอบก่อนเรียนที่ผ่านเกณฑ์คือ 30.23 นั่นหมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ Soft Power 'อาหารพื้นเมืองลำปาง' ทำให้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดเพิ่มขึ้น ร้อยละ 60.4
หลักการและเหตุผล
1. ความเป็นมาและสาเหตุของปัญหา การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนในระดับประถมศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน เนื่องจากภาษาอังกฤษมีบทบาทสำคัญในฐานะภาษาสากลที่ใช้ในการสื่อสารทั่วโลก และเป็นภาษาหลักในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและความรู้บนอินเทอร์เน็ต การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและอาชีพในอนาคตเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการทำงานของสมอง เพิ่มทักษะการคิดวิเคราะห์ และสร้างความมั่นใจในการสื่อสาร ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับพลเมืองในศตวรรษที่ 21. การที่นักเรียนสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้พวกเขารู้เท่าทันและใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว. อย่างไรก็ตาม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านปงสนุก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 1 จังหวัดลำปาง ร้อยละ 30 คน ประสบปัญหาด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษและมีทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นในระดับที่น่าเป็นห่วง โดยพบว่ามีนักเรียนร้อยละ 30 ที่เผชิญกับปัญหาเหล่านี้ [User Query] ปัญหาด้านคำศัพท์ถือเป็นอุปสรรคพื้นฐานที่ขัดขวางการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการพูด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสื่อสารเชิงปฏิบัติและการสร้างความมั่นใจ. การที่ปัญหานี้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับทัศนคติที่ไม่เป็นบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น แสดงให้เห็นถึงช่องว่างในการจัดการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศที่อาจขาดการเชื่อมโยงกับบริบททางวัฒนธรรม และประสบการณ์ชีวิตของนักเรียน ซึ่งส่งผลให้การเรียนรู้ขาดความหมายและแรงจูงใจภายใน การจัดการเรียนรู้ที่สามารถเชื่อมโยงภาษาต่างประเทศเข้ากับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของนักเรียนจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อส่งเสริมทั้งผลสัมฤทธิ์ทางภาษาและพัฒนาการด้านทัศนคติ.
แนวคิดเรื่อง Soft Power หรือ "อำนาจละมุน" ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในระดับโลกและระดับประเทศ โดย Joseph S. Nye (2004) อธิบายว่า Soft Power คือความสามารถในการจูงใจผู้อื่นให้ได้ผลตามที่ต้องการ โดยอาศัยเสน่ห์ ภาพลักษณ์ ความชื่นชม และความสมัครใจ มากกว่าการใช้การบังคับหรือรางวัล ในบริบทของการศึกษา Soft Power จึงเป็นพลังดึงดูดที่สามารถนำมาใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ และกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมเพื่อเปลี่ยนแปลงความคิดและการปฏิบัติของผู้เรียน. รัฐบาลไทยเองก็ให้ความสำคัญและมีนโยบายส่งเสริม Soft Power โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม "5F" ได้แก่ Food (อาหาร), Film (ภาพยนตร์), Fashion (แฟชั่น), Fighting (ศิลปะการต่อสู้), และ Festivals (เทศกาล) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สากล. การประยุกต์ใช้ Soft Power ในการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษจึงเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการสอนแบบเน้นการท่องจำไปสู่การสร้างแรงจูงใจภายใน ทำให้การเรียนรู้เป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจและมีความหมายสำหรับนักเรียน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง จังหวัดลำปางเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่โดดเด่น และ มีศักยภาพในการเป็น Soft Power โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอาหารพื้นเมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของคนในท้องถิ่น. อาหารพื้นเมืองลำปาง เช่น ข้าวซอย ไส้อั่ว และขนมจีน ล้วนเป็นที่รู้จักและสามารถนำมาเป็นสื่อการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่ายสำหรับนักเรียน การนำ "อาหารพื้นเมืองลำปาง" มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษจึงเป็นการบูรณาการวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับหลักสูตรภาษาต่างประเทศ ซึ่งไม่เพียงแต่จะเพิ่มความน่าสนใจและกระตุ้นการเรียนรู้คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของนักเรียนเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาษาต่างประเทศกับอัตลักษณ์ของนักเรียนอย่างลึกซึ้ง การเรียนรู้ผ่านสิ่งที่คุ้นเคยและมีความหมายในชีวิตประจำวันจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการปรับเปลี่ยนทัศนคติเชิงลบให้กลายเป็นทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เคยเป็นปัญหาอยู่เดิม. การเชื่อมโยงนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายการศึกษาของไทยที่มุ่งปลูกฝังความเป็นไทยในตัวผู้เรียน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งมีอายุประมาณ 8-9 ปี อยู่ในช่วงวัยที่มีพัฒนาการสำคัญหลายด้าน ทั้งด้านการคิดเชิงเหตุผล การเรียนรู้ และสังคม. พวกเขาเริ่มมีความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผลมากขึ้น และมีความสนใจในกิจกรรมที่ต้องใช้มือและนิ้ว เช่น การวาดภาพ หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงมือปฏิบัติ. นอกจากนี้ นักเรียนในวัยนี้ยังชอบการเล่นเป็นกลุ่มและกิจกรรมที่มีการแข่งขัน ซึ่งเป็นธรรมชาติการเรียนรู้ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ได้ การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและการทำงานเป็นกลุ่มจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กในวัยนี้. การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ Soft Power "อาหารพื้นเมืองลำปาง" สามารถใช้ประโยชน์จากลักษณะพัฒนาการเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ การเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ การเล่น และกิจกรรมกลุ่ม จะช่วยให้การเรียนรู้คำศัพท์เป็นไปอย่างสนุกสนาน มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กในวัยนี้ การบูรณาการนี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการเรียนรู้คำศัพท์เท่านั้น แต่ยังช่วยพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ของนักเรียนควบคู่ไปด้วย. การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและครอบคลุมยังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสนับสนุนพัฒนาการทางสังคมและอารมณ์ของนักเรียน วัตถุประสงค์
2. วัตถุประสงค์การวิจัย การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักสองประการ ได้แก่
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
1. หลักการและทฤษฎี การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในหลักการพัฒนาการและทฤษฎีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย เพื่อให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน 1.1 ทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคมของ Erik Erikson: ขั้น Industry vs. Inferiority Erik Erikson ได้นำเสนอทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคม ซึ่งในวัยเรียน (School Age) ประมาณ 6-11 ปี จะอยู่ในขั้น Industry vs. Inferiority นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (อายุ 8-9 ปี) จึงอยู่ในช่วงสำคัญนี้. ในขั้นนี้ เด็กจะเริ่มพัฒนาความรู้สึกถึงความสามารถและความภาคภูมิใจในทักษะและความรู้ใหม่ๆ ที่ได้เรียนรู้. พวกเขาเริ่มเปรียบเทียบตนเองกับเพื่อน และแสวงหาการยอมรับในความสำเร็จ. ความสำเร็จในภารกิจต่างๆ จะนำไปสู่ความรู้สึกขยันหมั่นเพียร (Industry) ซึ่งส่งเสริมความมั่นใจและความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองในการบรรลุเป้าหมาย. ในทางกลับกัน หากประสบความล้มเหลวซ้ำๆ หรือถูกเปรียบเทียบในเชิงลบ อาจนำไปสู่ความรู้สึกด้อยค่า (Inferiority). ดังนั้น การจัดการเรียนรู้ในวัยนี้ควรเน้นกิจกรรมที่ส่งเสริมการลงมือปฏิบัติ (hands-on activities) การเรียนรู้แบบร่วมมือ (cooperative learning) และการให้ข้อเสนอแนะเชิงบวกที่สร้างสรรค์ (positive and constructive feedback) เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกขยันหมั่นเพียร การให้โอกาสในการรับผิดชอบและเป็นอิสระในการทำงานยังช่วยเสริมสร้างความรู้สึกถึงความสามารถของตนเอง
1.2 ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของ Jean Piaget: ขั้น Concrete Operational Stage Jean Piaget ได้อธิบายพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กในวัย 7-11 ปีว่าอยู่ในขั้น Concrete Operational Stage ในขั้นนี้ เด็กจะเริ่มพัฒนาการคิดเชิงตรรกะเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เป็นรูปธรรม. พวกเขาสามารถจัดหมวดหมู่ จัดเรียง และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การคิดเชิงนามธรรมยังคงเป็นข้อจำกัดในวัยนี้ ดังนั้น การจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ควรเน้นการใช้สื่อการสอนที่เป็นรูปธรรม กิจกรรมที่จับต้องได้จริง และการเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของนักเรียน การเรียนรู้ผ่านการเล่น การสำรวจ และการแก้ปัญหาด้วยตนเองจะช่วยให้เด็กสามารถสร้างองค์ความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. แนวคิดสำคัญ 2.1 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ Soft Power 2.1.1 ประวัติและพัฒนาการของแนวคิด Soft Power แนวคิด Soft Power หรือ "อำนาจละมุน" ได้รับการนำเสนอโดย Joseph S. Nye ในปี ค.ศ. 2004 ซึ่งอธิบายถึงความสามารถในการจูงใจผู้อื่นให้ได้ผลตามที่ต้องการ โดยอาศัยเสน่ห์ ภาพลักษณ์ ความชื่นชม และความสมัครใจ มากกว่าการใช้การบังคับหรือรางวัล (Nye, 2004 อ้างถึงใน ไพรัตน์ สุขเกษม, ม.ป.ป.; วงษ์ใหญ่และพัฒนผล, 2563; สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์, ม.ป.ป.) แนวคิดนี้มักถูกนำไปใช้ในบริบทของวัฒนธรรม การศึกษา และการทูต เพื่อชักชวนให้ประเทศหรือวัฒนธรรมอื่นมีเป้าหมายและความต้องการแบบเดียวกัน (สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา, ม.ป.ป.) Soft Power จึงเป็นกลยุทธ์ระยะยาวที่ต้องอาศัยการวางแผนอย่างเป็นระบบและการกำหนดเป้าหมายที่แม่นยำ เพื่อสร้างภาพลักษณ์และแนวคิดที่ประเทศต้องการให้โลกรับรู้ (สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์, ม.ป.ป.) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือปรากฏการณ์วัฒนธรรมเกาหลีที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม (ปิติ ศรีแสงงสาม, 2561 อ้างถึงใน ไพรัตน์ สุขเกษม, ม.ป.ป.) ในประเทศไทย รัฐบาลได้ให้ความสำคัญและกำหนดกรอบนโยบายส่งเสริม Soft Power โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม "5F" ได้แก่ Food (อาหาร), Film (ภาพยนตร์), Fashion (แฟชั่น), Fighting (ศิลปะการต่อสู้), และ Festivals (เทศกาล) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สากล (ธนกร วังบุญคงชนะ, 2565 อ้างถึงใน ไพรัตน์ สุขเกษม, ม.ป.ป.; Moonsarn, 2025). ในบริบทของการศึกษา Soft Power ถูกมองว่าเป็นพลังดึงดูดที่สามารถนำมาใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ และกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมเพื่อเปลี่ยนแปลงความคิดและการปฏิบัติของผู้เรียน โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน โดยไม่ใช้การบังคับ (วงษ์ใหญ่และพัฒนผล, 2563)การประยุกต์ใช้ Soft Power ในการจัดการเรียนรู้จึงเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการสอนแบบเน้นการท่องจำไปสู่การสร้างแรงจูงใจภายใน ทำให้การเรียนรู้เป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจและมีความหมายสำหรับนักเรียน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (วงษ์ใหญ่และพัฒนผล, 2563)
2.1.2 แนวคิด Soft Power โดยรวม Soft Power หรือ "อำนาจละมุน" เป็นแนวคิดที่ Joseph S. Nye (2004) ได้นำเสนอ โดยหมายถึงความสามารถในการจูงใจผู้อื่นให้ได้ผลตามที่ต้องการ โดยอาศัยเสน่ห์ ภาพลักษณ์ ความชื่นชม และความสมัครใจ มากกว่าการใช้การบังคับหรือรางวัล ในบริบทของการศึกษา Soft Power จึงเป็นพลังดึงดูดที่สามารถนำมาใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ และกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมเพื่อเปลี่ยนแปลงความคิดและการปฏิบัติของผู้เรียน รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับ Soft Power โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม "5F" ได้แก่ Food (อาหาร), Film (ภาพยนตร์), Fashion (แฟชั่น), Fighting (ศิลปะการต่อสู้), และ Festivals (เทศกาล) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สากล การประยุกต์ใช้ Soft Power ในการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษจึงเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการสอนแบบเน้นการท่องจำไปสู่การสร้างแรงจูงใจภายใน ทำให้การเรียนรู้เป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจและมีความหมายสำหรับนักเรียน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 2.2 อาหารพื้นเมืองลำปางในฐานะ Soft Power จังหวัดลำปางมีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่โดดเด่นและมีศักยภาพในการเป็น Soft Power โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอาหารพื้นเมือง อาหารพื้นเมืองลำปาง เช่น ข้าวซอย ไส้อั่ว และขนมจีน ล้วนเป็นที่รู้จักและสามารถนำมาเป็นสื่อการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่ายสำหรับนักเรียน การนำ "อาหารพื้นเมืองลำปาง" มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษจึงเป็นการบูรณาการวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับหลักสูตรภาษาต่างประเทศ ซึ่งไม่เพียงแต่จะเพิ่มความน่าสนใจและกระตุ้นการเรียนรู้คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของนักเรียนเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาษาต่างประเทศกับอัตลักษณ์ของนักเรียนอย่างลึกซึ้ง การเรียนรู้ผ่านสิ่งที่คุ้นเคยและมีความหมายในชีวิตประจำวันจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
2.3 การพัฒนาคำศัพท์ภาษาอังกฤษ คำศัพท์เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ การมีคลังคำศัพท์ที่เพียงพอเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษด้านอื่นๆ เช่น การอ่าน การเขียน การฟัง และการพูดสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 การเรียนรู้คำศัพท์ควรเน้นคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและสิ่งที่นักเรียนคุ้นเคย เพื่อให้สามารถนำไปใช้สื่อสารได้จริง การเรียนรู้คำศัพท์ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายและน่าสนใจ เช่น เกม บัตรคำ หรือการสนทนา จะช่วยให้การจดจำคำศัพท์มีประสิทธิภาพมากขึ้น
2.4 ทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น ทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นหมายถึงความรู้สึกชื่นชม ภาคภูมิใจ และความเต็มใจที่จะเรียนรู้หรือมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของท้องถิ่น. การปลูกฝังทัศนคติเชิงบวกนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจในตนเองให้กับนักเรียน. การบูรณาการวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษไม่เพียงแต่ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ภาษาได้อย่างมีความหมาย แต่ยังเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นไปพร้อมกัน. โรงเรียนมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดวัฒนธรรมและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และทัศนคติที่ดีต่อท้องถิ่น การบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นในด้านต่างๆ เช่น อาหาร อาชีพ ทัศนคติความเชื่อ วิถีชีวิต ดนตรี การแสดง การละเล่น และภาษาพูด-เขียน สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการเรียนรู้ของนักเรียนประถมเพื่อส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นได้
3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้เห็นภาพรวมของแนวทางการศึกษาที่ผ่านมา และเป็นแนวทางในการออกแบบงานวิจัยนี้ โดยเน้นงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2563-2568)
3.1 งานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนประถม งานวิจัยหลายชิ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับประถมศึกษาในประเทศไทย:
(2563) เรื่อง "การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6" พบว่านักเรียนมีทักษะการอ่านเพิ่มขึ้นในระดับที่น่าพอใจหลังจากใช้ชุดฝึกการอ่านคำศัพท์. แม้จะเป็นระดับชั้นที่สูงกว่า ป.3 แต่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาคำศัพท์ผ่านชุดกิจกรรม
Wang & Han, 2021; Wong & Yunus, 2023) พบว่าการใช้เกมกระดานมีผลต่อทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนประถม โดยช่วยเพิ่มคำศัพท์ การออกเสียง ความถูกต้อง และความคล่องแคล่ว 17ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมที่สนุกสนานและมีการโต้ตอบสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาได้ดีในกลุ่มเด็กประถม
บทเรียนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่นสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4" ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับอาหาร การทอผ้า และการแต่งกาย โดยเน้นการบูรณาการทักษะภาษาอังกฤษทั้งการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน และพบว่าคุณภาพบทเรียนโดยรวมอยู่ในระดับดี งานวิจัยนี้สนับสนุนแนวคิดการนำวัฒนธรรมท้องถิ่นมาเป็นสื่อในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ
3.2 งานวิจัยเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ Soft Power ในการศึกษา แนวคิด Soft Power ในการศึกษากำลังได้รับความสนใจ:
Soft Power ว่าเป็นพลังดึงดูดความสนใจในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ และการสร้างความมีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับการนำ Soft Power "อาหารพื้นเมืองลำปาง" มาใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
2566-2570) มีตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power ของหน่วยงานการศึกษาในจังหวัดลำปาง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐในการนำ Soft Power มาประยุกต์ใช้ในบริบทการศึกษาท้องถิ่น
3.3 งานวิจัยเกี่ยวกับการส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น การส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นในนักเรียนประถมเป็นประเด็นที่สำคัญ:
และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน โดยการนำโรงเรียนเข้าสู่ชุมชน การนำชุมชนเข้าสู่โรงเรียน และการจัดกิจกรรมร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งสามารถนำไปสู่การปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อท้องถิ่นได้
แสดง การละเล่น และภาษาพูด-เขียน ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการเรียนรู้ของนักเรียนประถมเพื่อส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นได้
ครูในการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โรงเรียนได้ครูที่มีความสามารถสูงและสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม ซึ่งส่งผลบวกต่อการเรียนรู้ของนักเรียน รวมถึงการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์
4. กรอบแนวคิดการวิจัย กรอบแนวคิดการวิจัยนี้พัฒนาขึ้นจากปัญหาที่พบ วัตถุประสงค์การวิจัย และการสังเคราะห์หลักการ ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตามที่ศึกษา
4.1 ที่มาของกรอบแนวคิด กรอบแนวคิดนี้มีที่มาจาก:
ภาษาอังกฤษและทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น [User Query] 4.1.2 วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ Soft Power "อาหารพื้นเมือง ลำปาง" และเพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้นี้ที่มีต่อคำศัพท์ภาษาอังกฤษและทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นของนักเรียน 4.1.3 หลักการและทฤษฎี: - ทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคมของ Erik Erikson (Industry vs. Inferiority): เน้นการเรียนรู้ ผ่านการลงมือปฏิบัติ การทำงานร่วมกัน และการให้ข้อเสนอแนะเชิงบวก เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและความสามารถ - ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของ Jean Piaget (Concrete Operational Stage): ชี้ให้เห็นว่าเด็กวัยนี้เรียนรู้ได้ดีจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมและประสบการณ์ตรง
- Soft Power: ความสามารถในการจูงใจผ่านเสน่ห์และวัฒนธรรม ซึ่งสามารถนำมาใช้สร้าง แรงจูงใจในการเรียนรู้ - อาหารพื้นเมืองลำปาง: เป็น Soft Power ที่เข้าถึงง่ายและเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ท้องถิ่น - การพัฒนาคำศัพท์ภาษาอังกฤษ: เป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญในการสื่อสาร - ทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น: เป็นผลลัพธ์ที่สำคัญในการสร้างความภาคภูมิใจและ อัตลักษณ์ - งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง: สนับสนุนว่าการบูรณาการวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษสามารถพัฒนาทั้งคำศัพท์และทัศนคติได้ และการใช้กิจกรรมที่น่าสนใจเหมาะสมกับวัยมีผลดีต่อการเรียนรู้
4.2 การแสดงความสัมพันธ์ของตัวแปร จากที่มาข้างต้น สามารถแสดงกรอบแนวคิดการวิจัยได้ดังแผนภาพที่ 1:
↓
คำอธิบายกรอบแนวคิด: - ตัวแปรอิสระ: คือ "การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ Soft Power 'อาหารพื้นเมืองลำปาง'" ซึ่ง หมายถึงการออกแบบและดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่นำเอาเอกลักษณ์ของอาหารพื้นเมืองลำปางมาเป็นสื่อและเนื้อหาหลักในการเรียนรู้คำศัพท์และสำนวนภาษาอังกฤษ โดยเน้นกิจกรรมที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วม การลงมือปฏิบัติ และการเชื่อมโยงกับประสบการณ์จริงของนักเรียน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Soft Power ที่ใช้เสน่ห์และแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลง และเหมาะสมกับพัฒนาการของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 - ตัวแปรตาม:
ลำปางจะช่วยให้นักเรียนเรียนรู้และจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับอาหารและวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ดีขึ้น ซึ่งเป็ คำสำคัญ (Keywords)
• การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ Soft Power "อาหารพื้นเมืองลำปาง": หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่บูรณาการเนื้อหาเกี่ยวกับอาหารพื้นเมืองลำปาง เช่น ชื่ออาหาร ส่วนประกอบ วิธีการทำ และวัฒนธรรมการกิน โดยใช้กิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การนำเสนอ การสนทนา การเล่นบทบาทสมมติ และเกม เพื่อสร้างแรงจูงใจและความสนใจในการเรียนรู้คำศัพท์และสำนวนภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งส่งเสริมความเข้าใจและทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น. การนิยามนี้ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจถึงลักษณะเฉพาะของนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ในการวิจัย และแยกความแตกต่างจากการสอนภาษาอังกฤษทั่วไป.
• คำศัพท์ภาษาอังกฤษ: หมายถึง ความรู้ความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เกี่ยวกับความหมายและการใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับอาหารพื้นเมืองลำปางและชีวิตประจำวัน ซึ่งวัดผลจากคะแนนแบบทดสอบคำศัพท์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น. การนิยามคำศัพท์ในบริบทของการวิจัยนี้ช่วยให้การวัดผลมีความชัดเจนและตรงตามวัตถุประสงค์. การระบุว่าวัดผลจาก "แบบทดสอบคำศัพท์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น" ยังบ่งชี้ถึงความจำเป็นในการพัฒนาเครื่องมือวัดที่มีคุณภาพ.
• ทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น: หมายถึง ความรู้สึก ความเชื่อ และแนวโน้มพฤติกรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่แสดงออกถึงความชื่นชม ความภาคภูมิใจ และความเต็มใจที่จะเรียนรู้หรือมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของท้องถิ่นลำปาง ซึ่งวัดผลจากคะแนนแบบวัดทัศนคติที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน. การนิยามทัศนคติเชิงบวกอย่างละเอียดจะช่วยให้การออกแบบแบบวัดทัศนคติและการสังเกตพฤติกรรมเป็นไปอย่างมีระบบและครอบคลุมมิติที่ต้องการศึกษา. การรวมทั้งการวัดเชิงปริมาณ (แบบวัดทัศนคติ) และเชิงคุณภาพ (การสังเกต) เป็นการเพิ่มความสมบูรณ์ของข้อมูล.
วิธีการพัฒนา
การสร้างและพัฒนา ขั้นตอนการสร้างและพัฒนาเครื่องมือวิจัยมีดังนี้:
(คำศัพท์เกี่ยวกับอาหารพื้นเมืองลำปาง และทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น)
- แบบทดสอบวัดคำศัพท์: ร่างข้อสอบปรนัยหรืออัตนัยที่เหมาะสมกับวัยของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 โดยเน้นคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับอาหารพื้นเมืองลำปาง - แบบวัดทัศนคติ: ร่างข้อคำถามในรูปแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) เช่น Likert Scale 5 ระดับ โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย สั้น กะทัดรัด หลีกเลี่ยงคำถามชี้นำหรือคำถามซ้อน และมีตัวเลือกการตอบที่ชัดเจนและครอบคลุม อาจใช้ภาพประกอบหรือสัญลักษณ์เพื่อช่วยในการทำความเข้าใจ - แบบสังเกตพฤติกรรม: กำหนดโครงสร้างพฤติกรรมที่ต้องการสังเกต (เช่น การมีส่วนร่วม การแสดงความสนใจ การโต้ตอบ) และกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน - แผนจัดการเรียนรู้และบันทึกหลังการสอน: กำหนดประเด็นหลักที่ต้องการสอนพร้อมบันทึกและสะท้อนผลในแต่ละครั้ง
3 ท่าน (เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอนภาษาอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดผลและประเมินผล ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น) ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) และความเหมาะสมของภาษาที่ใช้ โดยใช้การหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (Item Objective Congruence: IOC) ซึ่งค่า IOC ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปถือว่าสอดคล้องและสามารถนำไปใช้ได้
นักเรียนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่างจริง (ประมาณ 30-50 คน) เพื่อตรวจสอบความชัดเจนของข้อคำถาม ความเข้าใจของนักเรียน และเพื่อประมาณเวลาที่ใช้ในการตอบ
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ
การวิเคราะห์ข้อมูล 4.1 สถิติที่ใช้ เนื่องจากเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาและพัฒนาการเรียนรู้ในกลุ่มนักเรียนเฉพาะกลุ่ม (N=75) การวิเคราะห์ข้อมูลจะเน้นไปที่สถิติเชิงพรรณนาเป็นหลัก และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ เพื่อให้ได้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งในบริบทเฉพาะของกลุ่มนี้ - สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics): ใช้เพื่อสรุปและอธิบายลักษณะของข้อมูลที่ รวบรวมได้จากนักเรียน 75 คน ซึ่งรวมถึง: - มาตรวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง (Measures of Central Tendency): ค่าเฉลี่ย (Mean), มัธยฐาน (Median), ฐานนิยม (Mode) เพื่อแสดงค่าทั่วไปของข้อมูลคำศัพท์และทัศนคติ - มาตรวัดการกระจาย (Measures of Dispersion): พิสัย (Range), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เพื่อทำความเข้าใจการกระจายหรือความแปรปรวนของข้อมูลภายในกลุ่ม - ความถี่และร้อยละ (Frequency and Percentage): ใช้สำหรับข้อมูลเชิงประชากรและข้อมูลที่สามารถจัดกลุ่มได้ - การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ (Qualitative Analysis): ใช้สำหรับข้อมูลที่ได้จากแบบสังเกต พฤติกรรมและบันทึกหลังการสอน เพื่อทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับประสบการณ์ ทัศนคติ และพฤติกรรมของนักเรียน
4.2 วิธีการวิเคราะห์
- การเตรียมข้อมูล: ตรวจสอบความถูกต้องและสมบูรณ์ของข้อมูล ทำความสะอาดข้อมูลที่ขาดหาย หรือคำตอบที่ซ้ำซ้อน - การคำนวณสถิติเชิงพรรณนา: ใช้โปรแกรมวิเคราะห์ทางสถิติ (เช่น SPSS) เพื่อคำนวณค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ และร้อยละของคะแนนแบบทดสอบคำศัพท์และแบบวัดทัศนคติ
- การเปรียบเทียบผลก่อนและหลัง: หากมีการใช้สถิติเชิงอนุมาน จะใช้การทดสอบทีแบบจับคู่ (Paired Samples t-test) เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนคำศัพท์และทัศนคติก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้
- การวิเคราะห์เชิงธีม (Thematic Analysis): เป็นวิธีการหลักในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยจะระบุ วิเคราะห์ และตีความรูปแบบ (ธีม) ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ภายในข้อมูลที่ได้จากแบบสังเกตพฤติกรรมและบันทึกหลังการสอน - การเข้ารหัส (Coding): จัดหมวดหมู่ส่วนของข้อมูลเชิงคุณภาพตามเกณฑ์เฉพาะ เพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ จัดระเบียบ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก - คำอธิบายที่หนาแน่น (Thick Description): นำเสนอเรื่องราวที่สมบูรณ์ ละเอียด และมีบริบทเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่สังเกตได้ สถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง และลักษณะของกลุ่มผู้เข้าร่วม - แนวทางที่เป็นระบบ: รักษาแนวทางที่เป็นระบบและโปร่งใสในการเข้ารหัสและการวิเคราะห์ เพื่อลดอคติของนักวิจัยและเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลการวิจัยเชิงคุณภาพ
1) สำหรับคำศัพท์ภาษาอังกฤษ: - เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ - กำหนดเกณฑ์การผ่าน เช่น นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียน หรือมีคะแนนหลังเรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด (เช่น ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม) 2) สำหรับทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น: - แปลผลค่าเฉลี่ยของแบบวัดทัศนคติ โดยใช้เกณฑ์การแปลผลตามมาตราส่วนประมาณค่า (เช่น 4.01-5.00 หมายถึง มากที่สุด, 3.01-4.00 หมายถึง มาก) - แปลผลข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากการสังเกตและบันทึกหลังการสอน เพื่ออธิบายทัศนคติและพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความชื่นชมและความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น 3) ข้อจำกัดในการสรุปผล: ผลการวิจัยที่ได้จะถูกตีความด้วยความระมัดระวัง โดยยอมรับข้อจำกัด ของขนาดกลุ่มตัวอย่างและรูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ซึ่งทำให้ผลการวิจัยส่วนใหญ่สามารถนำไปใช้ได้กับกลุ่มที่ศึกษาโดยเฉพาะ และไม่สามารถสรุปอ้างอิงไปยังประชากรที่ใหญ่กว่าหรือโรงเรียนอื่นได้โดยตรง
1) ข้อมูลเชิงปริมาณ: นำเสนอในรูปแบบของตารางแสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ และร้อยละ รวมถึงแผนภูมิ (เช่น แผนภูมิแท่ง แผนภูมิวงกลม ฮิสโตแกรม) เพื่อแสดงรูปแบบและการกระจายของข้อมูล 2) ข้อมูลเชิงคุณภาพ: นำเสนอในรูปแบบของการบรรยายเชิงลึก (thick description) การวิเคราะห์ เชิงธีม และการยกตัวอย่างคำพูดหรือพฤติกรรมที่สำคัญจากข้อมูลดิบ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนและละเอียดอ่อนของผลการวิจัย วิธีการใช้งาน
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย
บทนี้จะนำเสนอระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้ในการศึกษา "ผลของการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ Soft Power 'อาหารพื้นเมืองลำปาง' ที่มีต่อคำศัพท์และทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3" โดยครอบคลุมรูปแบบการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้การดำเนินงานวิจัยเป็นไปอย่างมีระบบและได้มาซึ่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ รูปแบบการวิจัย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ซึ่งเป็นรูปแบบการวิจัยที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาหรือพัฒนาการปฏิบัติงานในบริบทจริงของชั้นเรียนหรือโรงเรียน โดยมีลักษณะเป็นกระบวนการวนซ้ำ (Cyclical Process) ที่ประกอบด้วยขั้นตอนหลักคือ การวางแผน (Plan) การปฏิบัติ (Act) การสังเกต (Observe) และการสะท้อนผล (Reflect) 3 การวิจัยเชิงปฏิบัติการมีความเหมาะสมอย่างยิ่งกับการศึกษาในชั้นเรียน เนื่องจากช่วยให้ครูผู้สอนสามารถปรับปรุงและพัฒนากระบวนการเรียนการสอนได้อย่างต่อเนื่องและทันท่วงที เพื่อตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการเฉพาะของนักเรียนในชั้นเรียนนั้นๆ
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ลักษณะประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านปงสนุก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 1 จังหวัดลำปาง จำนวนทั้งหมด 190 คน [User Query] นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยทั่วไปมีอายุระหว่าง 8-9 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงพัฒนาการที่สำคัญหลายด้าน - พัฒนาการทางกายภาพ: ทักษะการเคลื่อนไหวทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (เช่น การวิ่ง การปีนป่าย การ กระโดด) และกล้ามเนื้อมัดเล็ก (เช่น การใช้กรรไกร การวาดภาพ การปั้น) ได้รับการพัฒนาอย่างละเอียดขึ้น เด็กวัยนี้ชอบกิจกรรมที่ต้องใช้มือและนิ้ว - พัฒนาการทางสติปัญญา: นักเรียนเริ่มมีความสามารถในการคิดเชิงตรรกะเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เป็นรูปธรรม (Concrete Operational Stage ตามทฤษฎีของ Piaget) พวกเขาสามารถจัดหมวดหมู่ จัดเรียง และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น เริ่มสนใจคำศัพท์ใหม่ๆ และใช้เหตุผลในการโต้แย้ง อย่างไรก็ตาม การคิดเชิงนามธรรมยังคงเป็นข้อจำกัด พวกเขาสามารถอ่านหนังสือที่เหมาะสมกับวัยได้ และเริ่มพัฒนาทักษะการเขียนประโยคที่สมบูรณ์ - พัฒนาการทางสังคมและอารมณ์: เด็กวัยนี้เริ่มให้ความสำคัญกับมิตรภาพและกลุ่มเพื่อน พวก เขาพัฒนาความรู้สึกถึงความสามารถและความภาคภูมิใจในทักษะใหม่ๆ (Industry vs. Inferiority ตามทฤษฎีของ Erikson) มีความตระหนักรู้ในอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นมากขึ้น และเริ่มเข้าใจความสำคัญของความเห็นอกเห็นใจ พวกเขาชอบการแข่งขันและกิจกรรมกลุ่ม และสามารถทำงานร่วมกันในโครงการกลุ่มได้
- ลักษณะการเรียนรู้: นักเรียนในวัยนี้เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านประสบการณ์ที่ใช้ประสาท
สัมผัสหลายส่วน กิจกรรมที่ลงมือปฏิบัติจริง การเล่น และการสำรวจ พวกเขามีแนวโน้มที่จะมีส่วนร่วมและให้ข้อมูลที่มีคุณภาพเมื่อกิจกรรมการวิจัยได้รับการออกแบบให้มีการโต้ตอบ มีประสบการณ์ และลงมือปฏิบัติจริง 1.2 วิธีการสุ่มตัวอย่าง การวิจัยนี้ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) โดยสุ่มเลือกนักเรียนจากประชากรทั้งหมด 190 คน ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนบ้านปงสนุก เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่มีความหลากหลายและเป็นตัวแทนของประชากรในระดับชั้นเดียวกัน 1.3 ขนาดกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 2 ห้องเรียน ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 จำนวน 39 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/5 จำนวน 36 คน รวมทั้งสิ้น 75 คน 1.4 เหตุผลในการเลือก การเลือกกลุ่มตัวอย่างจำนวน 75 คน จากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทั้งหมด 190 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย มีเหตุผลดังนี้: - ความเหมาะสมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ: แม้ว่าขนาดกลุ่มตัวอย่าง 75 คนจะไม่ได้ใหญ่มาก สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณที่มุ่งสรุปผลในวงกว้าง แต่สำหรับบริบทของการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน ซึ่งมุ่งเน้นการแก้ปัญหาและพัฒนาการเรียนรู้ในกลุ่มนักเรียนที่ประสบปัญหาโดยตรง ถือเป็นขนาดที่เหมาะสมและสามารถจัดการได้จริงในทางปฏิบัติ - การเป็นตัวแทนของประชากร: การสุ่มตัวอย่างแบบง่ายจากนักเรียน 2 ห้องเรียนที่แตกต่างกัน ช่วยให้กลุ่มตัวอย่างมีความเป็นตัวแทนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนได้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับการเลือกเพียงห้องเรียนเดียว - การจัดการและการเก็บข้อมูล: ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 75 คนเป็นจำนวนที่สามารถบริหารจัดการ กิจกรรมการเรียนรู้ การเก็บรวบรวมข้อมูล และการติดตามผลได้อย่างมีประสิทธิภาพภายในระยะเวลาที่กำหนด - การตอบสนองต่อปัญหา: กลุ่มตัวอย่างนี้จะได้รับการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ Soft Power "อาหารพื้นเมืองลำปาง" เพื่อแก้ไขปัญหาด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษและทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นที่พบในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยนี้ได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นเพื่อวัดผลตามตัวแปรตามที่กำหนดไว้ ได้แก่ คำศัพท์ภาษาอังกฤษและทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นของนักเรียน 2.1 ประเภทเครื่องมือ
เข้าใจของนักเรียนเกี่ยวกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับอาหารพื้นเมืองลำปาง
Scale): ใช้สำหรับวัดความรู้สึก ความเชื่อ และแนวโน้มพฤติกรรมของนักเรียนที่แสดงออกถึงความชื่นชม ความภาคภูมิใจ และความเต็มใจที่จะเรียนรู้หรือมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมท้องถิ่นลำปาง
ร่วม ความสนใจ และการแสดงออกถึงทัศนคติเชิงบวกของนักเรียนในระหว่างกิจกรรมการจัดการเรียนรู้
บันทึกข้อมูลเชิงคุณภาพเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรม ปัญหาที่พบ ข้อสังเกตพฤติกรรมนักเรียน และการสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ในแต่ละครั้ง
2.2 การสร้างและพัฒนา ขั้นตอนการสร้างและพัฒนาเครื่องมือวิจัยมีดังนี้:
(คำศัพท์เกี่ยวกับอาหารพื้นเมืองลำปาง และทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น)
- แบบทดสอบวัดคำศัพท์: ร่างข้อสอบปรนัยหรืออัตนัยที่เหมาะสมกับวัยของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 โดยเน้นคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับอาหารพื้นเมืองลำปาง - แบบวัดทัศนคติ: ร่างข้อคำถามในรูปแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) เช่น Likert Scale 5 ระดับ โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย สั้น กะทัดรัด หลีกเลี่ยงคำถามชี้นำหรือคำถามซ้อน และมีตัวเลือกการตอบที่ชัดเจนและครอบคลุม อาจใช้ภาพประกอบหรือสัญลักษณ์เพื่อช่วยในการทำความเข้าใจ - แบบสังเกตพฤติกรรม: กำหนดโครงสร้างพฤติกรรมที่ต้องการสังเกต (เช่น การมีส่วนร่วม การแสดงความสนใจ การโต้ตอบ) และกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน - แผนจัดการเรียนรู้และบันทึกหลังการสอน: กำหนดประเด็นหลักที่ต้องการสอนพร้อมบันทึกและสะท้อนผลในแต่ละครั้ง
3 ท่าน (เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอนภาษาอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดผลและประเมินผล ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น) ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) และความเหมาะสมของภาษาที่ใช้ โดยใช้การหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (Item Objective Congruence: IOC) ซึ่งค่า IOC ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไปถือว่าสอดคล้องและสามารถนำไปใช้ได้
นักเรียนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่างจริง (ประมาณ 30-50 คน) เพื่อตรวจสอบความชัดเจนของข้อคำถาม ความเข้าใจของนักเรียน และเพื่อประมาณเวลาที่ใช้ในการตอบ
วิเคราะห์คุณภาพ
2.3 การหาคุณภาพ การหาคุณภาพของเครื่องมือวิจัยเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องมือมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ:
ข้างต้น โดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC)
ตามพฤติกรรม ทฤษฎี หรือแนวคิดของประเด็นที่ต้องการศึกษา (อาจพิจารณาใช้หากมีข้อคำถามที่ซับซ้อนและต้องการยืนยันโครงสร้างเชิงทฤษฎี)
- สำหรับแบบวัดทัศนคติ: ใช้การคำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient) จากผลการทดลองใช้ (Pilot Test) โดยค่า Cronbach's Alpha ที่มากกว่า 0.70 ขึ้นไปถือว่ามีความน่าเชื่อถือพอใช้ถึงดี - สำหรับแบบทดสอบวัดคำศัพท์ (หากเป็นข้อสอบแบบถูก/ผิด): อาจใช้สูตร Kuder-Richardson (K-R20 หรือ K-R21)
แบบทดสอบวัดคำศัพท์ ควรมีการคำนวณค่าเหล่านี้เพื่อให้แน่ใจว่าข้อสอบมีความเหมาะสมกับระดับความสามารถของนักเรียน 2.4 ตัวอย่างเครื่องมือ ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย (เช่น แบบทดสอบวัดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ แบบวัดทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น แบบสังเกตพฤติกรรม และแนวทางการบันทึกหลังการสอน) จะถูกนำเสนอในภาคผนวกของรายงานฉบับสมบูรณ์
3. การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลจะดำเนินการตามขั้นตอนที่วางแผนไว้อย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงหลักจริยธรรมในการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์เป็นสำคัญ 3.1 ขั้นตอนการเก็บข้อมูล
- การขออนุญาตจากโรงเรียน: ทำหนังสือขออนุญาตจากผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปงสนุก เพื่อขอ ความร่วมมือในการดำเนินการวิจัยในชั้นเรียน - การได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง (Parental Informed Consent): เป็นข้อกำหนดทางจริยธรรมและกฎหมายที่สำคัญที่สุดสำหรับการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ใช้อำนาจปกครอง (ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลตามกฎหมาย) โดยแบบฟอร์มความยินยอมต้อง "ให้โดยอิสระ" (ปราศจากการบีบบังคับ) "มีข้อมูลครบถ้วน" (ให้รายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย
ขั้นตอนการเก็บข้อมูล ความเสี่ยงและประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น สิทธิ์ในการถอนความยินยอม) และ "เฉพาะเจาะจง" สำหรับเด็กอายุ 10 ปีหรือน้อยกว่า ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครอง ควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย สั้น และเหมาะสมกับบริบทวัฒนธรรมไทย
- การขอความยินยอมจากเด็ก (Child Assent): สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (อายุ 8-9 ปี) การขอ "Assent" หรือการแสดงความตกลงที่จะเข้าร่วมการวิจัยเป็นสิ่งจำเป็น กระบวนการขอความยินยอมจากเด็กต้องปรับให้เหมาะสมกับอายุ วุฒิภาวะ และสภาพจิตใจของเด็ก ควรใช้แบบฟอร์มการขอความยินยอมจากเด็กที่เรียบง่าย ใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมา ("คุณ") และอาจมีภาพประกอบเพื่อช่วยในการทำความเข้าใจ เด็กควรแสดงความตกลงอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่การไม่คัดค้าน ที่สำคัญคือ หากเด็กไม่ยินยอมเข้าร่วม การตัดสินใจของพวกเขาต้องได้รับการเคารพและมีผลเหนือกว่า แม้ว่าผู้ปกครองจะให้การอนุญาตแล้วก็ตาม - การลดอิทธิพลที่ไม่เหมาะสม: ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อป้องกัน "อิทธิพลที่ไม่เหมาะสม" โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนักวิจัยอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจ (เช่น ครู) ควรหลีกเลี่ยงภาษาที่อาจดึงดูดความรู้สึกเชื่อฟัง หรือคำมั่นสัญญาเรื่องรางวัลที่เย้ายวน
เชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นกับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนทั้ง 75 คน เพื่อเก็บข้อมูลพื้นฐานก่อนการจัดการเรียนรู้
พื้นเมืองลำปาง" ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ออกแบบไว้ โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research Cycle) ซึ่งประกอบด้วยการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผลอย่างต่อเนื่อง
- แบบสังเกตพฤติกรรม: สังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วม ความสนใจ และการแสดงออกถึงทัศนคติ เชิงบวกของนักเรียนในระหว่างกิจกรรม - บันทึกหลังการสอน: ครูผู้สอนบันทึกข้อสังเกต ปัญหาที่พบ และการสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ในแต่ละครั้ง - การตรวจสอบสามเส้า (Triangulation): ใช้หลายวิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูล (เช่น แบบทดสอบ แบบวัดทัศนคติ แบบสังเกต และบันทึกหลังการสอน) เพื่อตรวจสอบข้อมูลข้ามกันและสร้างความเข้าใจที่ครอบคลุมและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ภาษาอังกฤษและแบบวัดทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นอีกครั้งกับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนทั้ง </ ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)
ขอบเขตประชากร กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยนี้คือกลุ่มตัวอย่าง ใช้การสุ่มอย่างง่ายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านปงสนุก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 1 จังหวัดลำปาง จำนวน 75 คน จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 190 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 การวิจัยในชั้นเรียนมักมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่มนักเรียนในบริบทนั้นๆ แม้กลุ่มตัวอย่าง 75 คนจะถือเป็นกลุ่มขนาดเล็กเมื่อพิจารณาในภาพรวมของการวิจัยเชิงปริมาณ แต่สำหรับบริบทของการวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Action Research) ซึ่งมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในห้องเรียนจริง จำนวนนี้ถือว่าเหมาะสมและสามารถจัดการได้จริงในทางปฏิบัติ การวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับกลุ่มขนาดเล็กจะเน้นการใช้สถิติเชิงพรรณนาเป็นหลัก เช่น ค่าเฉลี่ย มัธยฐาน ฐานนิยม ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความถี่ แม้จะสามารถใช้สถิติเชิงอนุมานได้ แต่การสรุปอ้างอิงผลการวิจัยไปสู่ประชากรที่ใหญ่กว่าหรือโรงเรียนอื่นจะถูกจำกัด ดังนั้นจุดแข็งของการวิจัยนี้จึงอยู่ที่การทำความเข้าใจปัญหาในเชิงลึกภายในบริบทเฉพาะ มากกว่าการสรุปผลเพื่อการอ้างอิงในวงกว้าง ผลที่เกิดจากผู้เรียน
การวิจัยผลของการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ Soft Power 'อาหารพื้นเมืองลำปาง' ที่มีต่อคำศัพท์และทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 โรงเรียนบ้านปงสนุกมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสามารถด้านคำศัพท์และทัศนคติเชิงบวกต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านปงสนุก อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง หลังการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ Soft Power 'อาหารพื้นเมืองลำปาง' ปีการศึกษา 2568 ผลการวิจัย พบว่า คะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบวัดคำศัพท์ก่อนเรียนและหลังเรียนเพิ่มขึ้น คือ 4.79 และ 6.93 ตามลำดับ และมีค่าเฉลี่ยร้อยละของคะแนนก่อนและหลังเรียนเพิ่มขึ้น คือ 47.9 และ 69.30 ตามลำดับ โดยภาพรวมพบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลคะแนนการสอบสูงสุด = 30 คะแนน และคะแนนต่ำสุด = 3 คะแนน มีค่าเฉลี่ยคะแนนรวมทั้งหมด 6.93 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.17 จึงสรุปได้ว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านปงสนุก มีผลคะแนนสอบหลังเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 90.70 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละของผลคะแนนสอบก่อนเรียนที่ผ่านเกณฑ์คือ 30.23 นั่นหมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ Soft Power 'อาหารพื้นเมืองลำปาง' ทำให้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดเพิ่มขึ้น ร้อยละ 60.4 การอ้างอิง
บรรณานุกรม Moonsarn, K. (2025). 2025-44 The Thai government’s national soft power strategy: Impact on cultural groups in Chiang Mai. สืบค้นเมื่อ 25 มิถุนายน 2568, จาก https://www.iseas.edu.sg/articles-commentaries/iseas-perspective/2025-44-the-thai-governments-national-soft-power-strategy-impact-on-cultural-groups-in-chiang-mai-by-kittiya-moonsarn/ Nye, J. S. (2004). Soft Power: The Means to Success in World Politics. New York: Public Affairs. (อ้างถึงใน ไพรัตน์ สุขเกษม, ม.ป.ป.; วงษ์ใหญ่และพัฒนผล, 2563; สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์, ม.ป.ป.) ไพรัตน์ สุขเกษม. (ม.ป.ป.). แนวคิด Soft Power ในการจัดการเรียนรู้. สืบค้นเมื่อ 25 มิถุนายน 2568, จาก https://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/bitstream/123456789/6495/3/PairatSukkasem.pdf วงษ์ใหญ่, วิชัย, และ พัฒนผล, มารุต. (2563). Soft Power All Education : การสร้างสรรค์นวัตกรรม. สืบค้นเมื่อ 25 มิถุนายน 2568, จาก http://www.curriculumandlearning.com/upload/Books/Soft%20Power_1597021904.pdf สำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา. (ม.ป.ป.). Soft Power การศึกษาไทย การประยุกต์ใช้ วัฒนธรรมท้องถิ่น. สืบค้นเมื่อ 25 มิถุนายน 2568, จาก https://edujournal.bsru.ac.th/download-file/media/2859 สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์. (ม.ป.ป.). Soft Power. สืบค้นเมื่อ 25 มิถุนายน 2568, จาก https://www.cea.or.th/en/single-softpower/cea-soft-power การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซ - มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 20, 2025 https://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/2562/emath10762cpan_full.pdf ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ร่วมกับกระบวนการ - Burapha University Research Information, เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 20, 2025 https://buuir.buu.ac.th/bitstream/1234567890/8841/1/57912256.pdf Growth & Development: 6 to 12 Years (School Age) - Children's Hospital of Orange County, เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 20, 2025 https://choc.org/ages-stages/6-to-12-years/ แนวทางการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัย 3 – 6 ป, เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 20, 2025 http://academic.obec.go.th/images/document/1593157950_d_1.pdf จิตวิทยาการสอนคำสอนเด็กอายุ 8-9ปี, เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 20, 2025 https://kamsondeedee.com/main/2008-11-13-03-15-50/15-31/43-8-9 10 ประโยชน์ของการเรียนภาษาอังกฤษ รู้ไว้ได้ใช้แน่! I Interpass, เข้าถึงเมื่อ มิถุนายน 25, 2025 https://interpass.in.th/benefits-of-learning-english/
10 ประโยชน์ของการเรียนภาษาอังกฤษ รู้ไว้ได้ใช้แน่! I Interpass
10 เหตุผล ทำไมต้องเรียนภาษาอังกฤษ - EduFirst School
วิธีการปลูกฝังค่านิยมและจริยธรรม
การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและ ท้องถิ่นในการจัดการศึกษา
Soft Power All Education: การสร้างสรรค์นวัตกรรม
ชุดกิจกรรมภาษาอังกฤษ เรื่อง Food & Drink ป.3 - Inskru
DLTV มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม - ภาษาอังกฤษ
แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาระยะ 4 ปี(ปีงบประมาณ 2565-256 - โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี ๒ สงขลา
การพัฒนาหลักสูตรกิจกรรมชุมนุมตามแนวคิด Soft Power - มหาวิทยาลัยนเรศวร
Soft Power All Education : การสร้างสรรค์นวัตกรรม - คลังทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด
การต่อยอดและพัฒนา
ข้อเสนอแนะสำหรับทำวิจัยในครั้งต่อไป 1. ครูควรศึกษาขั้นตอนการทำกิจกรรมเกมส์AI เพื่อนำไปใช้ในการทำกิจกรรมเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษเกี่ยวกับsoft power เรื่องอื่นๆ เพื่อวางแผนกิจกรรมการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 2. ครูควรปรับประยุกต์หัวข้ออื่นๆเกี่ยวกับ soft power เพื่อใช้ในการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆต่อไปได้ สื่อและเอกสารประกอบ
การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นางสาว.อรวรรณ บุญสมปาน, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=7K8HY00000000104 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.
ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
|
|||||||||||||||||||||||