![]() |
||||||||||||||||
ข้อมูลนวัตกรรม
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM เรื่องการออกแบบของเล่นจากเศษวัสดุ เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านวังใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 3
STEM Education
ประถมศึกษา
คณิตศาสตร์
หลักการและเหตุผล
ในยุคปัจจุบัน การศึกษาในศตวรรษที่ 21 เน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตและการทำงานในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หนึ่งในแนวทางที่ได้รับความสนใจคือการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM (Science, Technology, Engineering, and Mathematics) ซึ่งมุ่งเน้นการเชื่อมโยงความรู้จากหลายสาขาวิชาเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตจริง อย่างไรก็ตาม การนำแนวทาง STEM ไปใช้ในบริบทของโรงเรียนชนบทยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและความพร้อมของครูผู้สอน การใช้วัสดุเหลือใช้จากท้องถิ่นในการออกแบบของเล่นสามารถเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์และยั่งยืน การบูรณาการกิจกรรม STEM เข้ากับการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษาช่วยให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์กับสถานการณ์ในชีวิตจริง พัฒนาทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ และเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ยังมีช่องว่างในการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้การออกแบบของเล่นจากเศษวัสดุเพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ในบริบทของ ดังนั้น การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM เรื่องการออกแบบของเล่นจากเศษวัสดุ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านวังใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 3 เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์และส่งเสริมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน วัตถุประสงค์
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
1. แนวคิดและทฤษฎีกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ
2. แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์
3. บริบทของโรงเรียนบ้านวังใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 3 1. สภาพทั่วไปและข้อมูลพื้นฐาน 2. ทิศทางการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 3 3. สภาพปัญหาและความต้องการ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5. สรุปกรอบแนวคิด คำสำคัญ (Keywords)
กิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM,เสริมสร้างทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์
วิธีการพัฒนา
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมด 3 ประเภท ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยแต่ละข้อ ได้แก่ 1) แบบประเมินความเหมาะสมของกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM เป็นแบบประเมินความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาคณิตศาสตร์ และการจัดการเรียนรู้แบบ STEM จำนวน 5 ท่าน ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ ความสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้, ความเหมาะสมกับบริบทโรงเรียน, ความเป็นไปได้ในการจัดกิจกรรม และความสามารถในการเสริมสร้างทักษะทางคณิตศาสตร์ ใช้มาตราส่วนประเมินระดับ 5 คะแนน 2) แบบประเมินทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ เป็นแบบประเมินเชิงพฤติกรรม ครอบคลุมทักษะหลัก เช่น การวิเคราะห์ การเชื่อมโยง การแก้ปัญหา และการให้เหตุผล ประกอบด้วยข้อคำถามแบบปลายเปิดและภารกิจปฏิบัติจริงทั้งหมด 10 ข้อ ใช้ทั้งก่อนเรียนและหลังเรียนเพื่อเปรียบเทียบผล 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Likert Scale) จำนวน 15 ข้อ แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านกิจกรรม ด้านความสนุกและมีส่วนร่วม และด้านการเรียนรู้และการใช้ประโยชน์ 2. ขั้นตอนการสร้างและพัฒนาเครื่องมือ 2.1 ศึกษาเอกสาร ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดกรอบเนื้อหา 2.2 ออกแบบเครื่องมือให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย 2.3 นำเครื่องมือร่างฉบับแรกไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิ (อย่างน้อย 3 คน) ตรวจสอบความเหมาะสมและความครอบคลุมของเนื้อหา 2.4 ปรับปรุงเครื่องมือจากข้อเสนอแนะ และทดลองใช้เบื้องต้น (Try-out) กับนักเรียนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง 3. การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ 3.1 แบบประเมินความเหมาะสมของกิจกรรม: ตรวจสอบด้วยวิธี Content Validity Index (CVI) โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) อยู่ในช่วง 0.80 – 1.00 3.2 แบบประเมินทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์: ตรวจสอบความเชื่อมั่นด้วย KR-20 ได้ค่าเท่ากับ 0.82 แสดงว่าเครื่องมือมีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูง 3.3 แบบสอบถามความพึงพอใจ: ตรวจสอบค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค (Cronbach’s Alpha) ได้ค่าเท่ากับ 0.89 แสดงว่าเครื่องมือมีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับดีมาก การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ
วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลของการวิจัยเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM เรื่องการออกแบบของเล่นจากเศษวัสดุ เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. การจัดเตรียมข้อมูล
2. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ผู้วิจัยนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ไปวิเคราะห์โดยดำเนินการ ดังนี้ 1. วิเคราะห์เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM เรื่องการออกแบบของเล่นจากเศษวัสดุ ที่มีความเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนชนบทและสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้รายวิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, ร้อยละ 2. วิเคราะห์เพื่อศึกษาผลของกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM ที่มีต่อทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้สถิติ t-test แบบ Dependent Sample 3. วิเคราะห์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM เรื่องการออกแบบของเล่นจากเศษวัสดุ โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิธีการใช้งาน
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลในงานวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อศึกษาผลของกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM ที่มีต่อทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์และความพึงพอใจของนักเรียน รวมถึงประเมินความเหมาะสมของกิจกรรมที่พัฒนาขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ขั้นตอนก่อนเก็บข้อมูล
2. วิธีดำเนินการเก็บข้อมูล
3. การควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน
4. ปฏิทินการเก็บข้อมูล
ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านวังใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 3 ปีการศึกษา 2568 ซึ่งมีจำนวนนักเรียนทั้งหมด 19 คน 2. กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ใช้ การเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) โดยพิจารณาความเหมาะสมตามเงื่อนไขของวัตถุประสงค์การวิจัย กล่าวคือ ต้องเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งสามารถเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM ได้ครบทุกขั้นตอน และสามารถประเมินผลได้ทั้งก่อนและหลังการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง การอ้างอิง
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดสะเต็มศึกษา เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. (2565). วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 9(2), 1-15. https://so06.tci-thaijo.org/index.php/mcjou/article/view/276123 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหา DAPIC ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. (2565). วารสารการวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้, 13(1), 45-60. https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JRKSA/article/view/270038 การพัฒนาหลักสูตรบูรณาการตามแนวคิดสะเต็มศึกษาและทฤษฎีการสร้างสรรค์ด้วยปัญญา เพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. (2563). วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษา, 12(2), 25-40. https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/download/257312/176609/999203 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ด้วยวิธีการแบบเปิดร่วมกับสถานการณ์จำลอง เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้การเงินสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. (2565). มหาวิทยาลัยนเรศวร. https://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/bitstream/123456789/6569/3/WantaneeThongmee.pdf การพัฒนาชุดกิจกรรมตามแนวคิดสะเต็มศึกษา เรื่อง วัสดุหรรษาท้าวิศวกรน้อย เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. (2567). วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษา, 14(1), 55-70. https://ejournals.swu.ac.th/index.php/jre/article/view/16406 การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นางสาว.พัชรินทร์ พุ่มจันทร์, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=8IWOJ00000000051 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.
ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
|
||||||||||||||||