แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 92 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การสร้างและพัฒนา Soft Power เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ในชุมชนท้องถิ่น การศึกษาเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านหล่าย เทศบาลตำบลสบปราบ จังหวัดลำปาง
SoftPower
ปฐมวัย
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ข้อมูลผู้พัฒนา
นางสิริลาวัลย์ พรมมินทร์
ครูชำนาญการ
โรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านหล่าย
การศึกษาปฐมวัย
0988282815
sirilawan3126@gmail.com
บทคัดย่อ/บทสรุป

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการใช้ Soft Power ของครูผู้สอนปฐมวัย และ 2) เสริมสร้างศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยในชั้นเรียนอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านหล่าย จังหวัดลำปาง การดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 วงรอบตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart

หลักการและเหตุผล

การศึกษาปฐมวัยเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาเด็กในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยอนุบาลที่เด็กจะมีการพัฒนาทางสมอง การเรียนรู้ สุขภาพ และพฤติกรรมตลอดชีวิต (UNICEF Thailand, 2024) ในบริบทของการศึกษาไทยที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 บทบาทของครูผู้สอนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสรรค์การเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

แนวคิดเรื่อง Soft Power ในทางการศึกษาได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างอิทธิพลเชิงบวกของประเทศ (Ozkul et al., 2023) อย่างไรก็ตาม การศึกษาเกี่ยวกับ Soft Power ในระดับการศึกษาปฐมวัยยังมีจำนวนจำกัด ทั้งที่ครูปฐมวัยมีความสำคัญในการใช้อิทธิพลเชิงบวกเพื่อสร้างแรงจูงใจและส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก

งานวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่า Soft Skills เป็นทักษะที่สำคัญสำหรับครูและผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Wanphet et al., 2014) การพัฒนาทักษะเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความสามารถของครูเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอนและการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนด้วย

ในบริบทของการศึกษาปฐมวัยระดับท้องถิ่น การสร้างและพัฒนา Soft Power ของครูจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเด็กในวัยนี้มีความต้องการการดูแลและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับพัฒนาการ ครูจึงต้องใช้ความสามารถในการสื่อสาร การสร้างความสัมพันธ์ และการจูงใจที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การศึกษาที่มีคุณภาพสูงในระยะปฐมวัยยังเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะพื้นฐานด้านการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ และทักษะทางสังคมอารมณ์ (World Bank, 2024)

โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านหล่าย ในเขตเทศบาลตำบลสบปราบ จังหวัดลำปาง เป็นสถานศึกษาในชุมชนท้องถิ่นที่มีบทบาทสำคัญในการให้การศึกษาปฐมวัยแก่เด็กในพื้นที่ การศึกษาเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนอนุบาลปีที่ 2 จึงเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาและทดสอบรูปแบบการใช้ Soft Power ของครูที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น

การศึกษาปฐมวัยเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาเด็กในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยอนุบาลที่เด็กจะมีการพัฒนาทางสมอง การเรียนรู้ สุขภาพ และพฤติกรรมตลอดชีวิต (UNICEF Thailand, 2024) ในบริบทของการศึกษาไทยที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 บทบาทของครูผู้สอนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสรรค์การเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

แนวคิดเรื่อง Soft Power ในทางการศึกษาได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างอิทธิพลเชิงบวกของประเทศ (Ozkul et al., 2023) อย่างไรก็ตาม การศึกษาเกี่ยวกับ Soft Power ในระดับการศึกษาปฐมวัยยังมีจำนวนจำกัด ทั้งที่ครูปฐมวัยมีความสำคัญในการใช้อิทธิพลเชิงบวกเพื่อสร้างแรงจูงใจและส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก

งานวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่า Soft Skills เป็นทักษะที่สำคัญสำหรับครูและผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Wanphet et al., 2014) การพัฒนาทักษะเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความสามารถของครูเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอนและการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนด้วย

ในบริบทของการศึกษาปฐมวัยระดับท้องถิ่น การสร้างและพัฒนา Soft Power ของครูจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเด็กในวัยนี้มีความต้องการการดูแลและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับพัฒนาการ ครูจึงต้องใช้ความสามารถในการสื่อสาร การสร้างความสัมพันธ์ และการจูงใจที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การศึกษาที่มีคุณภาพสูงในระยะปฐมวัยยังเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะพื้นฐานด้านการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ และทักษะทางสังคมอารมณ์ (World Bank, 2024)

โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านหล่าย ในเขตเทศบาลตำบลสบปราบ จังหวัดลำปาง เป็นสถานศึกษาในชุมชนท้องถิ่นที่มีบทบาทสำคัญในการให้การศึกษาปฐมวัยแก่เด็กในพื้นที่ การศึกษาเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนอนุบาลปีที่ 2 จึงเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาและทดสอบรูปแบบการใช้ Soft Power ของครูที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น

วัตถุประสงค์

วัตถุประสงค์ที่ 1 (ผลผลิต - Output)

เพื่อพัฒนารูปแบบการใช้ Soft Power ของครูผู้สอนปฐมวัยในการจัดการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนระดับอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านหล่าย เทศบาลตำบลสบปราบ จังหวัดลำปาง

วัตถุประสงค์ที่ 2 (ผลลัพธ์ - Outcome)

เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการเรียนรู้และพัฒนาการทางด้านสังคม อารมณ์ และสติปัญญาของเด็กปฐมวัยในชุมชนท้องถิ่นผ่านการใช้ Soft Power ของครูผู้สอนอย่างมีประสิทธิภาพ

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

กรอบแนวคิดการวิจัย

ตัวแปรต้น (Independent Variables)

การพัฒนา Soft Power ของครูปฐมวัย ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก:

1. ทักษะการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์

  • การใช้ภาษาที่เหมาะสมกับวัยเด็ก
  • การแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียง
  • การสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับนักเรียน
  • การรับฟังและตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก

2. เทคนิคการสอนที่หลากหลายและน่าสนใจ

  • การใช้วิธีการสอนแบบเล่นเป็นเรียน (Learning through Play)
  • การจัดกิจกรรมที่หลากหลายตามความสนใจของเด็ก
  • การใช้เรื่องเล่า นิทาน และเพลงในการสอน
  • การปรับการสอนตามลักษณะการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน

3. การสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้

  • การจัดสภาพแวดล้อมในชั้นเรียนให้ปลอดภัยและน่าสนใจ
  • การสร้างกฎเกณฑ์และระเบียบที่เหมาะสม
  • การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักเรียน
  • การสร้างความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง

4. การเป็นแบบอย่างที่ดี

  • การแสดงพฤติกrรมที่เป็นแบบอย่างที่ดี
  • การมีคุณธรรม จริยธรรม และจิตใจเมตตา
  • การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานและผู้ปกครอง
  • การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

5. การใช้เทคโนโลยีและสื่อการเรียนการสอน

  • การเลือกใช้สื่อการสอนที่เหมาะสมกับเนื้อหาและวัยของเด็ก
  • การใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอย่างสร้างสรรค์
  • การสร้างสื่อการสอนที่น่าสนใจและเข้าใจง่าย
  • การประยุกต์ใช้สื่อท้องถิ่นในการเรียนการสอน
คำสำคัญ (Keywords)
การพัฒนา Soft Power ของครูปฐมวัย คือ การส่งเสริมและพัฒนา “พลังทางวัฒนธรรม” และ “พลังแห่งความอ่อนโยน” ที่สามารถโน้มน้าวจิตใจเด็ก ผู้ปกครอง และชุมชน โดยไม่ใช้การบังคับ แต่ใช้อิทธิพลทางบวก ผ่านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะเฉพาะตัวของครู เพื่อสร้างความไว้วางใจ ความรัก และแรงบันดาลใจ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างมีคุณภาพ องค์ประกอบของ Soft Power สำหรับครูปฐมวัย ทักษะการสื่อสารอย่างมีเมตตา (Empathetic Communication) พูดอย่างเข้าใจ เข้าถึงจิตใจเด็กและผู้ปกครอง ใช้น้ำเสียง ท่าทาง และภาษากายเชิงบวก เป็นผู้ฟังที่ดี สร้างความไว้วางใจ การใช้ความคิดสร้างสรรค์และวัฒนธรรมในการจัดการเรียนรู้ นำศิลปะ ดนตรี การละเล่นท้องถิ่น หรือภูมิปัญญามาเสริมการสอน ปลูกฝังค่านิยมไทย เช่น ความมีน้ำใจ ความกตัญญู ความอดทน ผ่านกิจกรรม การเป็นแบบอย่างที่ดี (Role Model) แสดงออกถึงคุณธรรม เช่น ความตรงต่อเวลา ความซื่อสัตย์ การให้เกียรติผู้อื่น สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กเรียนรู้โดยสมัครใจ ทักษะด้านวัฒนธรรมและการเข้าใจความหลากหลาย เข้าใจบริบทของครอบครัว ชุมชน วัฒนธรรมท้องถิ่น เคารพความหลากหลายทางภาษา ศาสนา และวิถีชีวิต พลังแห่งความสัมพันธ์ (Relationship Power) สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก ครอบครัว และเพื่อนร่วมงาน มีภาวะผู้นำแบบพี่เลี้ยง (Mentoring) มากกว่าการสั่งการ
วิธีการพัฒนา

3.1 ประเภทของการวิจัย (Research Design)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผสมผสานกับการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) หรือ Mixed Methods Research เพื่อศึกษาและพัฒนา Soft Power ของครูผู้สอนปฐมวัยในการเสริมสร้างศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยในชุมชนท้องถิ่น

3.1.1 เหตุผลในการเลือกใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ

  1. การแก้ปัญหาในบริบทจริง: การวิจัยเชิงปฏิบัติการช่วยให้สามารถศึกษาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชั้นเรียน
  2. การพัฒนาวิชาชีพครู: ช่วยส่งเสริมให้ครูได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเองและการเรียนการสอน
  3. การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง: สามารถปรับปรุงการปฏิบัติการสอนได้ทันทีเมื่อพบปัญหา
  4. การนำไปใช้ประยุกต์: ผลการวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทที่คล้ายคลึงกันได้

3.1.2 รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ

การวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบ Kemmis และ McTaggart (2014) ที่ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก:

  1. การวางแผน (Planning)
  2. การปฏิบัติ (Acting)
  3. การสังเกต (Observing)
  4. การสะท้อนคิด (Reflecting)

3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

3.2.1 ประชากร (Population)

ได้ระบุไว้ในบทที่ 1 แล้ว ประกอบด้วย:

  • ครูผู้สอนปฐมวัยในโรงเรียนเทศบาล 1 บ้านหล่าย เทศบาลตำบลสบปราบ จังหวัดลำปาง
  • นักเรียนระดับปฐมวัยในโรงเรียนเทศบาล 1 บ้านหล่าย เทศบาลตำบลสบปราบ จังหวัดลำปาง

3.2.2 กลุ่มตัวอย่าง (Sample)

ครูผู้สอน: 1 คน (ตามเกณฑ์ที่ระบุในบทที่ 1) นักเรียน: 15 คน (ตามเกณฑ์ที่ระบุในบทที่ 1)

3.2.3 การคุ้มครองสิทธิผู้เข้าร่วมวิจัย

  • ขอหนังสือยินยอมจากผู้ปกครองนักเรียนทุกคน
  • รักษาความลับและความเป็นส่วนตัวของผู้เข้าร่วมวิจัย
  • สิทธิในการถอนตัวจากการวิจัยได้ตลอดเวลา
  • การใช้ข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น

3.3 ตัวแปรที่ศึกษา

3.3.1 ตัวแปรต้น (Independent Variables)

การพัฒนา Soft Power ของครูปฐมวัย ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ (ตามที่ระบุในกรอบแนวคิด)

3.3.2 ตัวแปรตาม (Dependent Variables)

ศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย 4 ด้าน (ตามที่ระบุในกรอบแนวคิด)

3.3.3 ตัวแปรแทรกซ้อน (Intervening Variables)

ตามที่ระบุในกรอบแนวคิดการวิจัย

3.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

3.4.1 เครื่องมือสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูล

1. แบบสังเกตพฤติกรรมการสอนของครู (Teacher Observation Form)

  • วัตถุประสงค์: สังเกตการใช้ Soft Power ของครูในการจัดการเรียนการสอน
  • รายละเอียด: แบบสังเกตแบบมีโครงสร้าง ประกอบด้วย 5 ด้านหลักของ Soft Power
  • ระดับการวัด: มาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) 5 ระดับ
  • ผู้สังเกต: ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย

2. แบบประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย (Child Development Assessment)

  • วัตถุประสงค์: ประเมินศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กใน 4 ด้าน
  • รายละเอียด: แบบประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560
  • ระดับการวัด: 4 ระดับ (กำลังพัฒนา, ปานกลาง, ดี, ดีเยี่ยม)
  • ผู้ประเมิน: ครูผู้สอนและผู้วิจัย

 

 

3. แบบบันทึกการสะท้อนคิดของครู (Teacher Reflection Journal)

  • วัตถุประสงค์: บันทึกประสบการณ์และการสะท้อนคิดของครูต่อการพัฒนา Soft Power
  • รูปแบบ: การเขียนรายงานแบบเสรี (Free Writing) และคำถามกึ่งโครงสร้าง
  • ความถี่: สัปดาห์ละ 2 ครั้ง

4. แบบสัมภาษณ์ครูผู้สอน (Teacher Interview Guide)

  • วัตถุประสงค์: ศึกษาความคิดเห็น ประสบการณ์ และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้ Soft Power
  • รูปแบบ: การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview)
  • ระยะเวลา: 45-60 นาทีต่อครั้ง
  • ความถี่: เดือนละ 1 ครั้ง

5. แบบสัมภาษณ์ผู้ปกครอง (Parent Interview Guide)

  • วัตถุประสงค์: รับทราบมุมมองของผู้ปกครองต่อการพัฒนาของเด็ก
  • รูปแบบ: การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง
  • ระยะเวลา: 30-45 นาทีต่อครั้ง
  • ความถี่: ภาคเรียนละ 1 ครั้ง

6. แบบบันทึกภาคสนาม (Field Notes)

  • วัตถุประสงค์: บันทึกสภาพแวดล้อม บรรยากาศ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน
  • รูปแบบ: การจดบันทึกแบบเสรีและมีโครงสร้าง
  • ผู้บันทึก: ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัย

7. การบันทึกภาพและเสียง (Audio-Visual Recording)

  • วัตถุประสงค์: บันทึกกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อการวิเคราะห์
  • อุปกรณ์: กล้องวิดีโอ เครื่องบันทึกเสียง
  • ความถี่: สัปดาห์ละ 2 ครั้ง

3.4.2 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ

1. ความตรง (Validity)

  • ความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity): ให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างเครื่องมือกับวัตถุประสงค์การวิจัย
  • ความตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity): วิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (Factor Analysis)

2. ความเชื่อมั่น (Reliability)

  • สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha): สำหรับแบบสังเกตและแบบประเมิน
  • ความเชื่อมั่นระหว่างผู้ประเมิน (Inter-rater Reliability): การคำนวณค่า Kappa Coefficient

3. การทดลองใช้เครื่องมือ (Pilot Test)

  • ทดลองใช้เครื่องมือกับกลุ่มที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่าง
  • ปรับปรุงเครื่องมือตามข้อเสนอแนะที่ได้รับ

3.5 การดำเนินการวิจัย

3.5.1 ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการเป็น 3 วงรอบ (3 Cycles) ตลอดปีการศึกษา โดยแต่ละวงรอบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน

วงรอบที่ 1 (ภาคเรียนที่ 1 เดือนที่ 1-4)

ขั้นที่ 1: การวางแผน (Planning)

  • ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการจัดการเรียนการสอน
  • วิเคราะห์ Soft Power ของครูในปัจจุบัน
  • จัดทำแผนการพัฒนา Soft Power ของครู
  • เตรียมสื่อและเครื่องมือการสอน

ขั้นที่ 2: การปฏิบัติ (Acting)

  • ดำเนินการพัฒนา Soft Power ของครูตามแผนที่กำหนด
  • จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการใช้ Soft Power
  • ให้คำแนะนำและสนับสนุนครูอย่างต่อเนื่อง

ขั้นที่ 3: การสังเกต (Observing)

  • สังเกตพฤติกรรมการสอนของครู
  • ประเมินพัฒนาการของเด็ก
  • บันทึกข้อมูลและปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

ขั้นที่ 4: การสะท้อนคิด (Reflecting)

  • วิเคราะห์ผลการดำเนินงาน
  • ปรึกษาหารือกับครูเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรค
  • วางแผนปรับปรุงสำหรับวงรอบต่อไป

วงรอบที่ 2 (ภาคเรียนที่ 1 เดือนที่ 5-8)

การปรับปรุงตามผลการสะท้อนคิดจากวงรอบที่ 1

  • ปรับปรุงกลยุทธ์การพัฒนา Soft Power
  • เพิ่มเติมกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพ
  • แก้ไขปัญหาที่พบในวงรอบที่ 1

วงรอบที่ 3 (ภาคเรียนที่ 2 เดือนที่ 9-12)

การพัฒนาและประเมินผลขั้นสุดท้าย

  • ดำเนินการตามแผนที่ปรับปรุงแล้ว
  • ประเมินผลสุดท้ายของการพัฒนา
  • จัดทำข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาต่อไป

3.5.2 กิจกรรมการพัฒนา Soft Power ของครู

1. การพัฒนาทักษะการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์

  • workshop การสื่อสารกับเด็กปฐมวัย
  • การฝึกปฏิบัติการใช้ภาษาท่าทาง
  • การสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวก

2. การพัฒนาเทคนิคการสอนที่หลากหลาย

  • การเรียนรู้วิธีการสอนแบบเล่นเป็นเรียน
  • การพัฒนากิจกรรมเฉพาะทาง
  • การใช้เรื่องเล่าและเพลงในการสอน

3. การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้

  • การจัดสภาพแวดล้อมในชั้นเรียน
  • การสร้างกฎเกณฑ์เชิงบวก
  • การส่งเสริมการมีส่วนร่วม

 

4. การพัฒนาการเป็นแบบอย่าง

  • การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม
  • การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
  • การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

5. การใช้เทคโนโลยีและสื่อการสอน

  • การเลือกใช้สื่อที่เหมาะสม
  • การสร้างสื่อการสอน
  • การใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

3.6 การเก็บรวบรวมข้อมูล

3.6.1 แหล่งข้อมูล

1. ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data)

  • การสังเกตพฤติกรรมการสอนของครู
  • การประเมินพัฒนาการของเด็ก
  • การสัมภาษณ์ครูและผู้ปกครอง
  • บันทึกการสะท้อนคิดของครู

2. ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data)

  • เอกสารและบันทึกของโรงเรียน
  • รายงานการประเมินผลการเรียน
  • ข้อมูลพื้นฐานของนักเรียนและครู

3.6.2 ช่วงเวลาการเก็บข้อมูล

ระยะก่อนการทดลอง (Pre-intervention): 1 เดือน

  • เก็บข้อมูลพื้นฐานของครูและนักเรียน
  • ประเมิน Soft Power ของครูในปัจจุบัน
  • ประเมินพัฒนาการเด็กเบื้องต้น

ระยะระหว่างการทดลอง (During intervention): 10 เดือน

  • สังเกตการสอนสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
  • บันทึกการสะท้อนคิดสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
  • สัมภาษณ์ครูเดือนละ 1 ครั้ง
  • ประเมินพัฒนาการเด็กเดือนละ 1 ครั้ง

ระยะหลังการทดลอง (Post-intervention): 1 เดือน

  • ประเมินผลสุดท้ายของการพัฒนา
  • สัมภาษณ์ครูและผู้ปกครองเพื่อสรุปผล
  • จัดทำรายงานผลการวิจัย

3.7 การวิเคราะห์ข้อมูล

3.7.1 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data Analysis)

1. สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics)

  • ค่าเฉลี่ย (Mean)
  • ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
  • ค่าสูงสุด-ต่ำสุด (Max-Min)
  • ความถี่และร้อยละ (Frequency and Percentage)

 

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

"การสร้างและพัฒนา Soft Power เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยในชุมชนท้องถิ่น" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการใช้ Soft Power ของครู และเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับดังนี้

ส่วนที่ 1: ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ

  • ผลการพัฒนา Soft Power ของครูผู้สอน
  • ผลการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย

ส่วนที่ 2: ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ

  • ผลการวิเคราะห์จากการสะท้อนคิดของครู การสัมภาษณ์ และการสังเกตการณ์ในชั้นเรียน
  •  

วิธีการใช้งาน

แบบสังเกตพฤติกรรมการสอนของครู (Teacher Observation Form) ซึ่งเป็นมาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ ทำการเก็บข้อมูล 4 ครั้ง คือ ระยะก่อนการทดลอง (Pre-intervention) และหลังสิ้นสุดการปฏิบัติการแต่ละวงรอบ (Post-Cycle 1, 2, 3) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน)

แบบประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย (Child Development Assessment) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 15 คน โดยเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างก่อนและหลังการทดลอง ผลการวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ความถี่และร้อยละ)

แบบบันทึกการสะท้อนคิดของครู (Teacher Reflection Journal) ,

แบบสัมภาษณ์ครูผู้สอน (Teacher Interview Guide) และ

แบบบันทึกภาคสนาม (Field Notes) โดยใช้วิธีวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ได้ข้อค้นพบที่สำคัญ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

ประเด็นที่ 1: การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์และแนวปฏิบัติของครู

ข้อมูลจากการสัมภาษณ์และบันทึกสะท้อนคิดของครู บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจากมุมมองเดิมไปสู่การใช้ Soft Power อย่างเข้าใจและมั่นใจ

  • ช่วงแรกของการวิจัย (วงรอบที่ 1): ครูยังมีความกังวลในการปรับเปลี่ยนวิธีการสอน ดังข้อความจากบันทึกสะท้อนคิดว่า

"ตอนแรกยังไม่แน่ใจว่าจะใช้การพูดชมเชยแทนการดุได้ผลจริงไหม กลัวเด็กจะไม่ฟัง แต่ก็ลองปรับจากการใช้เสียงดังมาเป็นการใช้โทนเสียงที่นุ่มนวลและสบตาเด็กมากขึ้น" (บันทึกสะท้อนคิด, สัปดาห์ที่ 2)

  • ช่วงท้ายของการวิจัย (วงรอบที่ 3): ครูแสดงความเชื่อมั่นและเห็นคุณค่าของการใช้ Soft Power อย่างชัดเจน ดังคำสัมภาษณ์ตอนหนึ่งว่า

"ตอนนี้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วค่ะ การสร้างบรรยากาศเชิงบวก การใช้คำถามกระตุ้นแทนการบอกคำตอบ ทำให้เด็กกล้าคิดกล้าทำมากขึ้น เราไม่ต้องออกคำสั่งเลย แค่ใช้เทคนิคการเล่านิทานหรือทำท่าทางประกอบ เด็กๆ ก็ให้ความร่วมมืออย่างดี มันเปลี่ยนวิธีการมองการสอนของเราไปเลยจริงๆ" (สัมภาษณ์ครู, หลังสิ้นสุดการวิจัย)

ประเด็นที่ 2: บรรยากาศในชั้นเรียนที่เปลี่ยนไป

ข้อมูลจากบันทึกภาคสนามแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศในชั้นเรียน จากเดิมที่ค่อนข้างเงียบและขึ้นอยู่กับการนำของครู ไปสู่บรรยากาศที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้

  • การสังเกตการณ์ก่อนการทดลอง:

"เด็กส่วนใหญ่นั่งรอฟังคำสั่งจากครู เมื่อถูกถามมักจะตอบสั้นๆ ไม่ค่อยมีการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม บรรยากาศค่อนข้างเป็นทางการ" (บันทึกภาคสนาม, ก่อนการทดลอง)

 

 

  • การสังเกตการณ์ระหว่างการทดลอง (วงรอบที่ 2):

"ครูใช้เทคนิคเล่านิทานประกอบท่าทาง (Soft Power ด้านเทคนิคการสอน) เพื่อสอนเรื่องการแบ่งปัน เด็กๆ ดูตื่นเต้นและมีส่วนร่วมอย่างมาก หลังนิทานจบ เด็กกลุ่มหนึ่งชวนกันไปเล่นบทบาทสมมติตามนิทานโดยไม่ต้องให้ครูบอก เป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเอง"

(บันทึกภาคสนาม, สัปดาห์ที่ 15)

ประเด็นที่ 3: พัฒนาการทางสังคมและอารมณ์ของเด็กที่สังเกตได้ชัดเจน

นอกเหนือจากผลประเมินเชิงปริมาณ ข้อมูลเชิงคุณภาพยังสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของเด็ก โดยเฉพาะด้านสังคมและอารมณ์

  • การลดลงของพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์: ครูสะท้อนว่าการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก และการเป็นแบบอย่างที่ดี ช่วยลดปัญหาการทะเลาะแย่งของเล่นในชั้นเรียน

"พอเราเข้าใจและสะท้อนอารมณ์ของเขา เช่น 'หนูคงกำลังเสียใจที่เพื่อนเอาของเล่นไปใช่ไหมคะ' แทนที่จะดุว่า 'อย่าแย่งกัน!' เด็กจะสงบลงเร็วกว่า และเรียนรู้ที่จะสื่อสารความต้องการของตัวเองดีขึ้น" (สัมภาษณ์ครู, หลังสิ้นสุดการวิจัย)

  • การเพิ่มขึ้นของความมั่นใจและการกล้าแสดงออก: บันทึกภาคสนามพบว่าเด็กๆ กล้าที่จะนำเสนอผลงานของตนเองหน้าชั้นเรียนมากขึ้น และมีความกระตือรือร้นในการช่วยเหลือเพื่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ครูสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยและให้กำลังใจอย่างสม่ำเสมอ
ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

ประชากร (Population)

ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย:

  1. ครูผู้สอนปฐมวัย ในโรงเรียนเทศบาล 1 บ้านหล่าย เทศบาลตำบลสบปราบ จังหวัดลำปาง
  2. นักเรียนระดับปฐมวัย ในโรงเรียนเทศบาล 1 บ้านหล่าย เทศบาลตำบลสบปราบ จังหวัดลำปาง
ผลที่เกิดจากผู้เรียน

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพสอดคล้องกันอย่างชัดเจน โดยชี้ให้เห็นว่า

การดำเนินงานวิจัยตามรูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 3 วงรอบ สามารถพัฒนารูปแบบการใช้ Soft Power ของครูผู้สอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลโดยตรงต่อ การเสริมสร้างศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยครบทั้ง 4 ด้าน

การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาง.สิริลาวัลย์ พรมมินทร์, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=C8RQB00000000105 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ