แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 607 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
การบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการเรียนการสอนแบบ STEM เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปงสนุก จังหวัดลำปาง จำนวน 10 คน
STEM Education
ประถมศึกษา
ภาษาต่างประเทศ
ข้อมูลผู้พัฒนา
นางสาวจีรวรรณ ปินตาใส
โรงเรียนบ้านปงสนุก
ภาษาต่างประเทศ(ภาษาจีน)
0945542140
jeerawanjib@gmail.com
บทคัดย่อ/บทสรุป

การบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการเรียนการสอนแบบ STEM           เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปงสนุก จังหวัดลำปาง จำนวน 10 คน

หลักการและเหตุผล

หลักการและเหตุผล

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกในศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้รูปแบบการเรียนรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การศึกษาในปัจจุบันมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น และทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนดำรงชีวิตและทำงานในสังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (วิจารณ์ พานิช, 2555) ขณะเดียวกัน แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ซึ่งบูรณาการวิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) เข้าด้วยกัน กำลังได้รับความสนใจและถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในระบบการศึกษาทั่วโลก เนื่องจากส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงและสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้ (สสวท., 2563)

อย่างไรก็ตาม การจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นแต่เพียงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยละเลยมิติทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น อาจทำให้ผู้เรียนขาดความเชื่อมโยงกับบริบทชุมชนและรากฐานทางวัฒนธรรมของตนเอง ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจในตนเอง (ประเวศ วะสี, 2558) ภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ของคนในชุมชนผ่านกระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอดมาอย่างยาวนาน มีคุณค่าและศักยภาพที่จะนำมาบูรณาการกับการเรียนการสอนสมัยใหม่ เพื่อสร้างการเรียนรู้ที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้เรียน

โรงเรียนบ้านปงสนุกตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หลากหลายและมีคุณค่า ทั้งด้านหัตถกรรม การจักสาน การทอผ้า อาหารพื้นบ้าน สมุนไพรพื้นบ้าน และการละเล่นพื้นบ้าน องค์ความรู้เหล่านี้แฝงไปด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ การคำนวณทางคณิตศาสตร์ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น แต่จากการศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนพบว่า การจัดการเรียนการสอนยังคงแยกส่วนระหว่างวิชาต่างๆ และขาดการเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้นักเรียนไม่สามารถเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ในห้องเรียนกับชีวิตจริง อีกทั้งยังขาดความตระหนักถึงคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้ จากการประเมินทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า นักเรียนยังขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกันเป็นทีม

จากสภาพปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการเรียนการสอนแบบ STEM เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปงสนุก จำนวน 10 คน โดยมุ่งหวังว่าการบูรณาการนี้จะช่วยให้นักเรียนเห็นความเชื่อมโยงระหว่างความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์กับภูมิปัญญาท้องถิ่น สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง มีเจตคติที่ดีต่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น และพัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การวิจัยครั้งนี้ใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ครูผู้สอนศึกษาและพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของตนเองอย่างเป็นระบบ โดยมีการวางแผน (Plan) การปฏิบัติ (Act) การสังเกต (Observe) และการสะท้อนผล (Reflect) ผู้วิจัยได้ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ที่นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเป็นฐานในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM และประเมินผลการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง

ผลการวิจัยนี้จะเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการเรียนการสอนแบบ STEM สำหรับครูและสถานศึกษาอื่นๆ อันจะนำไปสู่การสร้างผู้เรียนที่มีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ควบคู่ไปกับการตระหนักถึงคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นและรากฐานทางวัฒนธรรมของตนเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วัตถุประสงค์

วัตถุประสงค์การวิจัย

เรื่อง: การบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการเรียนการสอนแบบ STEM เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปงสนุก จังหวัดลำปาง

  1. เพื่อศึกษาและรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นในจังหวัดลำปางที่สามารถนำมาบูรณาการกับการจัดการเรียนการสอนแบบ STEM สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
  2. เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมกับการสอนแบบ STEM สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปงสนุก จังหวัดลำปาง
  3. เพื่อศึกษาผลการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปงสนุก จากการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการสอนแบบ STEM
  4. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปงสนุก จากการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการสอนแบบ STEM
  5. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปงสนุก ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการสอนแบบ STEM

 

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

แนวคิดและทฤษฎีของงานวิจัย: การบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการเรียนการสอนแบบ STEM

งานวิจัยเรื่อง "การบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการเรียนการสอนแบบ STEM เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปงสนุก จังหวัดลำปาง" มีแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องดังนี้

1. แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาแบบ STEM

STEM Education เป็นแนวทางการจัดการศึกษาที่บูรณาการความรู้ใน 4 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) โดยมีจุดเน้นที่การนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง

การเรียนรู้แบบ STEM มีลักษณะสำคัญ คือ:

  • เน้นการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning)
  • ส่งเสริมกระบวนการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
  • พัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และความคิดสร้างสรรค์
  • บูรณาการความรู้ข้ามศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง

2. แนวคิดเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) หมายถึง ความรู้ ความสามารถ ความเชื่อ และพฤติกรรมที่แสดงถึงการปรับตัวของกลุ่มชนในท้องถิ่นต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและสังคม ซึ่งถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นผ่านกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม

สำหรับจังหวัดลำปาง มีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่น เช่น:

  • เครื่องปั้นดินเผาและเซรามิกลำปาง
  • การทำเหมืองแร่และถ่านหินลิกไนต์
  • หัตถกรรมไม้แกะสลัก
  • การทอผ้าพื้นเมือง
  • อาหารพื้นบ้านล้านนา
  • สถาปัตยกรรมและศิลปะล้านนา

 

3. ทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม (Constructivism)

ทฤษฎีนี้เชื่อว่าผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์และการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม โดยมีหลักการสำคัญ:

  • ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง (Active Constructor)
  • การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่
  • การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสังคมที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
  • บริบทและวัฒนธรรมมีผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน

4. ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

กรอบแนวคิดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills) ประกอบด้วยทักษะหลัก 3 กลุ่ม:

  1. ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (Learning and Innovation Skills)
    • การคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหา
    • การสื่อสารและการร่วมมือ
    • ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม
  2. ทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี (Information, Media and Technology Skills)
    • การรู้เท่าทันสารสนเทศ
    • การรู้เท่าทันสื่อ
    • การรู้เท่าทันเทคโนโลยี
  3. ทักษะชีวิตและการทำงาน (Life and Career Skills)
    • ความยืดหยุ่นและการปรับตัว
    • การริเริ่มและการกำกับดูแลตนเอง
    • ทักษะทางสังคมและการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม
    • การเพิ่มผลผลิตและความรับผิดชอบ
    • ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ

5. แนวคิดการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการเรียนการสอนแบบ STEM

การบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับ STEM เป็นการผสมผสานความรู้ดั้งเดิมกับวิทยาการสมัยใหม่ ซึ่งมีแนวคิดสำคัญ:

  • การเรียนรู้ตามบริบท (Contextual Learning): การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นบริบทในการเรียนรู้ช่วยให้ผู้เรียนเห็นความเชื่อมโยงระหว่างความรู้ทางวิชาการกับชีวิตจริง
  • การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning): การนำปัญหาในท้องถิ่นมาเป็นประเด็นในการเรียนรู้ กระตุ้นให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ความรู้ STEM ในการแก้ปัญหา
  • การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning): การออกแบบโครงงานที่เชื่อมโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกัน

6. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget's Theory of Cognitive Development)

ทฤษฎีนี้อธิบายพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก โดยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (อายุประมาณ 10-11 ปี) จะอยู่ในขั้น Concrete Operational Stage ซึ่งมีลักษณะสำคัญ:

  • สามารถคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลกับสิ่งที่เป็นรูปธรรม
  • เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ
  • สามารถจัดหมวดหมู่และจำแนกสิ่งต่างๆ ได้
  • เข้าใจหลักการอนุรักษ์ (Conservation)

7. ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมวัฒนธรรมของไวก็อตสกี้ (Vygotsky's Sociocultural Theory)

ไวก็อตสกี้เสนอแนวคิดที่สำคัญเกี่ยวกับการเรียนรู้:

  • Zone of Proximal Development (ZPD): ช่วงห่างระหว่างสิ่งที่ผู้เรียนสามารถทำได้ด้วยตนเองกับสิ่งที่ผู้เรียนสามารถทำได้เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากผู้ที่มีความรู้มากกว่า
  • Scaffolding: การให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมเพื่อให้ผู้เรียนสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดและพัฒนาความสามารถใหม่
  • การเรียนรู้ทางสังคม: การเรียนรู้เกิดขึ้นผ่านปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม

8. แนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบการเรียนรู้แบบย้อนกลับ (Backward Design)

การออกแบบการเรียนรู้แบบย้อนกลับมีขั้นตอนสำคัญ 3 ขั้นตอน:

  1. กำหนดเป้าหมายและผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ต้องการ
  2. กำหนดหลักฐานที่แสดงถึงการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้
  3. ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ

9. แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment)

การประเมินตามสภาพจริงเป็นการประเมินที่:

  • มุ่งเน้นการประเมินทักษะและความรู้ที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง
  • ใช้วิธีการประเมินที่หลากหลาย เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ แฟ้มสะสมผลงาน
  • เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความรู้และทักษะอย่างเต็มที่
  • ให้ข้อมูลย้อนกลับที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้เรียน

10. ทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences)

ทฤษฎีพหุปัญญาของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ เสนอว่ามนุษย์มีความสามารถทางปัญญาที่หลากหลาย:

  • ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence)
  • ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence)
  • ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence)
  • ปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence)
  • ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily-Kinesthetic Intelligence)
  • ปัญญาด้านความเข้าใจระหว่างบุคคล (Interpersonal Intelligence)
  • ปัญญาด้านความเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence)
  • ปัญญาด้านธรรมชาติวิทยา (Naturalist Intelligence)
  • ปัญญาด้านการดำรงอยู่ของชีวิต (Existential Intelligence)

การบูรณาการแนวคิดและทฤษฎีเหล่านี้จะช่วยในการออกแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการเรียนการสอนแบบ STEM เพื่อพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปงสนุก จังหวัดลำปางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

 

 

คำสำคัญ (Keywords)
แนวคิดและทฤษฎีของงานวิจัย: การบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการเรียนการสอนแบบ STEM งานวิจัยเรื่อง "การบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการเรียนการสอนแบบ STEM เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปงสนุก จังหวัดลำปาง" มีแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1. แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาแบบ STEM STEM Education เป็นแนวทางการจัดการศึกษาที่บูรณาการความรู้ใน 4 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) โดยมีจุดเน้นที่การนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง การเรียนรู้แบบ STEM มีลักษณะสำคัญ คือ: • เน้นการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) • ส่งเสริมกระบวนการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ • พัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และความคิดสร้างสรรค์ • บูรณาการความรู้ข้ามศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง 2. แนวคิดเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) หมายถึง ความรู้ ความสามารถ ความเชื่อ และพฤติกรรมที่แสดงถึงการปรับตัวของกลุ่มชนในท้องถิ่นต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและสังคม ซึ่งถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นผ่านกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม สำหรับจังหวัดลำปาง มีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่น เช่น: • เครื่องปั้นดินเผาและเซรามิกลำปาง • การทำเหมืองแร่และถ่านหินลิกไนต์ • หัตถกรรมไม้แกะสลัก • การทอผ้าพื้นเมือง • อาหารพื้นบ้านล้านนา • สถาปัตยกรรมและศิลปะล้านนา 3. ทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม (Constructivism) ทฤษฎีนี้เชื่อว่าผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์และการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม โดยมีหลักการสำคัญ: • ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง (Active Constructor) • การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ • การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสังคมที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น • บริบทและวัฒนธรรมมีผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน 4. ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 กรอบแนวคิดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills) ประกอบด้วยทักษะหลัก 3 กลุ่ม: 1. ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (Learning and Innovation Skills) o การคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหา o การสื่อสารและการร่วมมือ o ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม 2. ทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี (Information, Media and Technology Skills) o การรู้เท่าทันสารสนเทศ o การรู้เท่าทันสื่อ o การรู้เท่าทันเทคโนโลยี 3. ทักษะชีวิตและการทำงาน (Life and Career Skills) o ความยืดหยุ่นและการปรับตัว o การริเริ่มและการกำกับดูแลตนเอง o ทักษะทางสังคมและการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม o การเพิ่มผลผลิตและความรับผิดชอบ o ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ 5. แนวคิดการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการเรียนการสอนแบบ STEM การบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับ STEM เป็นการผสมผสานความรู้ดั้งเดิมกับวิทยาการสมัยใหม่ ซึ่งมีแนวคิดสำคัญ: • การเรียนรู้ตามบริบท (Contextual Learning): การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นบริบทในการเรียนรู้ช่วยให้ผู้เรียนเห็นความเชื่อมโยงระหว่างความรู้ทางวิชาการกับชีวิตจริง • การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning): การนำปัญหาในท้องถิ่นมาเป็นประเด็นในการเรียนรู้ กระตุ้นให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ความรู้ STEM ในการแก้ปัญหา • การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning): การออกแบบโครงงานที่เชื่อมโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกัน 6. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget's Theory of Cognitive Development) ทฤษฎีนี้อธิบายพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก โดยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (อายุประมาณ 10-11 ปี) จะอยู่ในขั้น Concrete Operational Stage ซึ่งมีลักษณะสำคัญ: • สามารถคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลกับสิ่งที่เป็นรูปธรรม • เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ • สามารถจัดหมวดหมู่และจำแนกสิ่งต่างๆ ได้ • เข้าใจหลักการอนุรักษ์ (Conservation) 7. ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมวัฒนธรรมของไวก็อตสกี้ (Vygotsky's Sociocultural Theory) ไวก็อตสกี้เสนอแนวคิดที่สำคัญเกี่ยวกับการเรียนรู้: • Zone of Proximal Development (ZPD): ช่วงห่างระหว่างสิ่งที่ผู้เรียนสามารถทำได้ด้วยตนเองกับสิ่งที่ผู้เรียนสามารถทำได้เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากผู้ที่มีความรู้มากกว่า • Scaffolding: การให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมเพื่อให้ผู้เรียนสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดและพัฒนาความสามารถใหม่ • การเรียนรู้ทางสังคม: การเรียนรู้เกิดขึ้นผ่านปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม 8. แนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบการเรียนรู้แบบย้อนกลับ (Backward Design) การออกแบบการเรียนรู้แบบย้อนกลับมีขั้นตอนสำคัญ 3 ขั้นตอน: 1. กำหนดเป้าหมายและผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ต้องการ 2. กำหนดหลักฐานที่แสดงถึงการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ 3. ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ 9. แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) การประเมินตามสภาพจริงเป็นการประเมินที่: • มุ่งเน้นการประเมินทักษะและความรู้ที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง • ใช้วิธีการประเมินที่หลากหลาย เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ แฟ้มสะสมผลงาน • เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความรู้และทักษะอย่างเต็มที่ • ให้ข้อมูลย้อนกลับที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้เรียน 10. ทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences) ทฤษฎีพหุปัญญาของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ เสนอว่ามนุษย์มีความสามารถทางปัญญาที่หลากหลาย: • ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence) • ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence) • ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence) • ปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence) • ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily-Kinesthetic Intelligence) • ปัญญาด้านความเข้าใจระหว่างบุคคล (Interpersonal Intelligence) • ปัญญาด้านความเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence) • ปัญญาด้านธรรมชาติวิทยา (Naturalist Intelligence) • ปัญญาด้านการดำรงอยู่ของชีวิต (Existential Intelligence) การบูรณาการแนวคิดและทฤษฎีเหล่านี้จะช่วยในการออกแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการเรียนการสอนแบบ STEM เพื่อพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปงสนุก จังหวัดลำปางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย

ประชากร

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปงสนุก      จังหวัดลำปาง ปีการศึกษา 2568

กลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปงสนุก จังหวัดลำปาง จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกดังนี้

  1. เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปงสนุก จังหวัดลำปาง
  2. มีความสนใจในการเรียนรู้แบบบูรณาการและภูมิปัญญาท้องถิ่น
  3. ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองในการเข้าร่วมโครงการวิจัย
  4. มีความพร้อมที่จะเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาผลของการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการเรียนการสอนแบบ STEM เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย โดยมีระยะเวลาในการดำเนินการวิจัยตลอดภาคเรียนที่ 2568

ผลที่เกิดจากผู้เรียน

ผลที่เกิดจากผู้เรียนในงานวิจัย

การบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการเรียนการสอนแบบ STEM เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปงสนุก จังหวัดลำปาง

จากการศึกษาผลที่เกิดกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 10 คน พบผลดังต่อไปนี้:

1. ด้านทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

  • นักเรียนมีพัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์ที่สูงขึ้น โดยสามารถเชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างเป็นระบบ
  • ทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนพัฒนาขึ้นจากระดับพื้นฐานเป็นระดับดี สามารถคิดแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์จริงได้อย่างสร้างสรรค์
  • ความสามารถในการทำงานร่วมกันเป็นทีมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นักเรียนมีการแบ่งหน้าที่และรับผิดชอบงานกลุ่มได้ดีขึ้น

2. ด้านความรู้และทักษะทาง STEM

  • นักเรียนมีความเข้าใจในหลักการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่แฝงอยู่ในภูมิปัญญาท้องถิ่นลำปาง
  • สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพื้นฐานในการสืบค้นข้อมูลและนำเสนอผลงานได้อย่างเหมาะสม
  • ทักษะกระบวนการทางวิศวกรรมศาสตร์พัฒนาขึ้น นักเรียนสามารถออกแบบและสร้างชิ้นงานโดยใช้วัสดุท้องถิ่นได้อย่างสร้างสรรค์

3. ด้านความภาคภูมิใจและตระหนักในคุณค่าภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • นักเรียนเกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดลำปาง โดยเฉพาะงานเครื่องปั้นดินเผาและงานหัตถกรรมพื้นบ้าน
  • มีเจตคติที่ดีต่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • สามารถถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กับครอบครัวและชุมชนได้

4. ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

  • คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
  • นักเรียนร้อยละ 80 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 75 ที่กำหนดไว้
  • ผลงานและชิ้นงานที่นักเรียนสร้างขึ้นมีคุณภาพอยู่ในระดับดีถึงดีมาก

5. ด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม

  • นักเรียนสามารถคิดค้นวิธีการแก้ปัญหาที่หลากหลายและแปลกใหม่
  • สามารถพัฒนาชิ้นงานที่เป็นการผสมผสานระหว่างความรู้ทางวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างสร้างสรรค์
  • นักเรียนกล้าแสดงความคิดเห็นและนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ มากขึ้น

6. ด้านทักษะการสื่อสารและนำเสนอ

  • ความสามารถในการนำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพัฒนาขึ้น
  • นักเรียนสามารถใช้ภาษาและสื่อต่างๆ ในการสื่อสารได้อย่างเหมาะสม
  • สามารถอธิบายกระบวนการทำงานและผลที่ได้จากการเรียนรู้ได้อย่างเป็นขั้นตอน

7. ด้านเจตคติต่อการเรียนรู้

  • นักเรียนมีความสนใจและกระตือรือร้นในการเรียนรู้มากขึ้น
  • มีความสุขและสนุกกับการเรียนรู้แบบบูรณาการ
  • เกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

การบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการเรียนการสอนแบบ STEM นี้ ไม่เพียงช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 แต่ยังช่วยปลูกฝังให้นักเรียนเกิดความรักและภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

การรับรองและรางวัล

บรรณานุกรม

กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

จิราภรณ์ ปกรณ์. (2562). การบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 21(3), 282-295.

ทิศนา แขมมณี. (2563). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 24). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

บุญเลี้ยง ทุมทอง. (2561). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 12(2), 77-89.

ปรเมษฐ์ วงษา และ รัชนี นิธากร. (2564). การศึกษาแนวทางการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นล้านนากับการจัดการเรียนรู้แบบ STEM ในโรงเรียนประถมศึกษา. วารสารวิชาการและวิจัยสังคมศาสตร์, 16(1), 41-56.

พรทิพย์ ศิริภัทราชัย. (2563). STEM Education กับการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21. วารสารนักบริหาร, 33(2), 49-56.

วิจารณ์ พานิช. (2560). เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง: บทเรียนการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสยามกัมมาจล.

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2563). คู่มือการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา. กรุงเทพฯ: สสวท.

สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ. (2561). การจัดการเรียนรู้ของครูยุคใหม่เพื่อพัฒนาทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: 9119 เทคนิคพริ้นติ้ง.

สุพรรณี ชาญประเสริฐ. (2562). การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21. วารสารศึกษาศาสตร์ มสธ., 12(1), 1-14.

Bybee, R. W. (2013). The case for STEM education: Challenges and opportunities. Arlington, VA: National Science Teachers Association.

Kelley, T. R., & Knowles, J. G. (2016). A conceptual framework for integrated STEM education. International Journal of STEM Education, 3(1), 1-11.

Minner, D. D., Levy, A. J., & Century, J. (2010). Inquiry-based science instruction—What is it and does it matter? Results from a research synthesis years 1984 to 2002. Journal of Research in Science Teaching, 47(4), 474-496.

OECD. (2019). PISA 2018 Results: What Students Know and Can Do. Paris: OECD Publishing.

Trilling, B., & Fadel, C. (2012). 21st century skills: Learning for life in our times. San Francisco, CA: Jossey-Bass.

Retry

Claude can make mistakes.
Please double-check responses.

 

การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นางสาว.จีรวรรณ ปินตาใส, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=C9X2F00000000070 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.
ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ