การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม STEM Education เรื่อง “พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน” สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ณ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการคิดวิเคราะห์ และความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 4 กิจกรรม ได้แก่ (1) พลังงานไฟฟ้าคืออะไร (2) วงจรไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน (3) การประหยัดพลังงานไฟฟ้า และ (4) นวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าเพื่ออนาคต
ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรม STEM Education ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.13/83.13 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 80/80 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนคือ 14.13 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนคือ 24.94 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน ทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากระดับน้อย (ค่าเฉลี่ย 2.29) เป็นระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.08) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เช่นเดียวกับความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับน้อย (ค่าเฉลี่ย 2.30) เป็นระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.03) อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 นอกจากนี้ นักเรียนยังมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมดังกล่าวอยู่ในระดับสูง และมีข้อเสนอแนะที่สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงชุดกิจกรรมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
คำสำคัญ: STEM Education, พลังงานไฟฟ้า, ทักษะการคิดวิเคราะห์, การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์, นักเรียนประถมศึกษา
ในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว การจัดการศึกษาที่เน้นการบูรณาการความรู้ผ่านแนวคิด STEM Education จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 จากการศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขตพื้นที่อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง พบว่านักเรียนขาดทักษะการคิดวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน
การพัฒนาชุดกิจกรรม STEM Education เรื่อง พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน จึงเป็นนวัตกรรมที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการลงมือปฏิบัติจริง บูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง นำไปสู่การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ อันเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการพัฒนาประเทศในอนาคต
เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม STEM Education เรื่อง พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอแม่ทะ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการคิดวิเคราะห์ และความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมดังกล่าว
การวิจัยนี้อาศัยแนวคิดและทฤษฎีสำคัญหลายประการ โดยเริ่มจากแนวคิด STEM Education ซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติและแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง สอดคล้องกับทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) ของเพียเจต์และไวก็อตสกี้ ที่เชื่อว่าผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
ทฤษฎีการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) สนับสนุนการออกแบบกิจกรรมที่เริ่มต้นจากปัญหาในชีวิตจริงเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า ส่วนแนวคิดเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์ของบลูม (Bloom's Taxonomy) และการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของทอร์แรนซ์ (Torrance) ช่วยในการออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะการคิดขั้นสูง โดยชุดกิจกรรมนี้ยังประยุกต์ใช้หลักการวัฏจักรการเรียนรู้ 5E และทฤษฎีพหุปัญญาของการ์ดเนอร์ (Gardner's Multiple Intelligences) เพื่อตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน
กระบวนการพัฒนาชุดกิจกรรม STEM Education เรื่อง พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน ดำเนินการตามลำดับขั้นตอนดังนี้
การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยใช้วิธีการและสถิติดังนี้
ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์จะนำมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด และนำเสนอในรูปแบบตารางประกอบคำบรรยาย เพื่อสรุปผลการพัฒนาชุดกิจกรรม STEM Education และผลการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ชุดกิจกรรม STEM Education เรื่อง พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีวิธีการใช้งานดังนี้
ศึกษาคู่มือครู ผู้สอนควรศึกษาคู่มือการใช้ชุดกิจกรรมอย่างละเอียด ทำความเข้าใจกับวัตถุประสงค์ เนื้อหา และแนวทางการจัดกิจกรรมในแต่ละหน่วย เตรียมวัสดุอุปกรณ์และสื่อการสอนที่ระบุไว้ให้พร้อมก่อนการจัดกิจกรรม
ดำเนินการตามลำดับขั้นตอน จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในชุดกิจกรรม โดยแบ่งเป็น 4 หน่วยการเรียนรู้ย่อย รวมเวลา 12 ชั่วโมง ดังนี้
o กิจกรรมที่ 1: พลังงานไฟฟ้าคืออะไร
o กิจกรรมที่ 2: วงจรไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน
o กิจกรรมที่ 3: การประหยัดพลังงานไฟฟ้า
o กิจกรรมที่ 4: นวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าเพื่ออนาคต
จัดกลุ่มนักเรียน แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 4-5 คน คละความสามารถ เพื่อให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำงานร่วมกัน
จัดกิจกรรมตามกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม ดำเนินกิจกรรมตามขั้นตอน 6 ขั้น ได้แก่
ขั้นที่ 1 ระบุปัญหา
ขั้นที่ 2 รวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้อง
ขั้นที่ 3 ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา
ขั้นที่ 4 วางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา
ขั้นที่ 5 ทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไข
ขั้นที่ 6 นำเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหา หรือชิ้นงาน
วัดและประเมินผล ใช้เครื่องมือวัดและประเมินผลที่กำหนดไว้ในชุดกิจกรรม ได้แก่ แบบทดสอบทักษะการคิดวิเคราะห์ แบบประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน
สรุปและอภิปรายผล จัดให้นักเรียนได้สรุปความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และอภิปรายผลการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งและนำไปสู่การประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
นักศึกษาระดับประถมศึกษา จำนวน 16 คน
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2558). แนวทางการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษา (STEM Education). พิมพ์ครั้งที่ 2. สสวท.