แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 103 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
ผลของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education ที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์และทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนเสริมขวาวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2
STEM Education
ปฐมวัย
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
ข้อมูลผู้พัฒนา
นางปิยะกาญจน์ เลิศจุ่ม
ครู
เสริมขวาวิทยา
ปฐมวัย
0828927901
lertjoom555@gmail.com
หลักการและเหตุผล

การศึกษาในระดับปฐมวัยถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์และคณิตศาสตร์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น (สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์, 2022) การจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education เป็นแนวทางที่ช่วยบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ผ่านกิจกรรมที่เน้นการลงมือปฏิบัติ อันเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย (กรวิกา กัปตพล และคณะ, 2021) จากการศึกษาของสุธาสินี บุญโต (2023) พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบ STEM Education มีพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับงานวิจัยของภัทรา วงษ์พันธ์กมล (2020) ที่พบว่า กิจกรรม STEM ช่วยส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์โดยเฉพาะด้านการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา อย่างไรก็ตาม อุษณีย์ จิตตะปาโล (2024) ชี้ให้เห็นว่า การจัดกิจกรรม STEM ในพื้นที่ชนบทยังมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาผลของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education ที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์และทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยในบริบทโรงเรียนชนบท เพื่อพัฒนาแนวทางการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

วัตถุประสงค์

วัตถุประสงค์การวิจัย

เพื่อศึกษาผลของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education ที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์และทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนเสริมขวาวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 โดยเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการจัดประสบการณ์

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย

  • ความหมายของเด็กปฐมวัย
  • พัฒนาการเด็กปฐมวัยอายุ 4-5 ปี
  • ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์
  • ทฤษฎีวัฒนธรรมเชิงสังคมของไวก็อตสกี้
  • ทฤษฎีพหุปัญญาของการ์ดเนอร์
วิธีการพัฒนา

งานวิจัยเรื่อง "ผลของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education ที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์และทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนเสริมขวาวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2" เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามลำดับขั้นตอนดังนี้

3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

3.1.1 ประชากร

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เด็กปฐมวัยที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาล 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนเสริมขวาวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 จำนวน 2 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 40 คน

3.1.2 กลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เด็กปฐมวัยที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาล 2/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนเสริมขวาวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 จำนวน 20 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม

3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย

แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 จำนวน 8 แผน

แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย

แบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

3.2.1 แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education

ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 มีขั้นตอนดังนี้

-ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 และคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 (สำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี)

-ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education สำหรับเด็กปฐมวัย

-ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

-กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา และกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education

-สร้างแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education จำนวน 8 แผน โดยมีองค์ประกอบดังนี้

ชื่อแผนการจัดประสบการณ์

จุดประสงค์การเรียนรู้

สาระการเรียนรู้

สาระที่ควรเรียนรู้

ประสบการณ์สำคัญ

กิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่

ขั้นระบุปัญหา (Problem Identification)

ขั้นรวบรวมข้อมูลและแนวคิด (Information and Idea Gathering)

ขั้นวางแผนและพัฒนา (Planning and Development)

ขั้นทดสอบและประเมินผล (Testing and Evaluation)

ขั้นนำเสนอ (Presentation)

ขั้นออกแบบใหม่ (Redesign)

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

การประเมินผล

หัวข้อในแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education ทั้ง 8 แผน มีดังนี้

บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย

สะพานมหัศจรรย์

เรือลอยน้ำ

หอคอยแสนสนุก

รถไฟของหนู

ร่มชูชีพ

จรวดพาเพลิน

เครื่องบินเล็กจัง

นำแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย จำนวน 2 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิทยาศาสตร์ จำนวน 1 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนคณิตศาสตร์ จำนวน 1 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและประเมินผล จำนวน 1 ท่าน เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความเหมาะสมของกิจกรรม และความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยใช้แบบประเมินมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert Scale) ดังนี้

5 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด

4 หมายถึง เหมาะสมมาก

3 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง

2 หมายถึง เหมาะสมน้อย

1 หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด

นำแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education มาวิเคราะห์ผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ โดยพิจารณาค่าเฉลี่ยคะแนนความเหมาะสม ซึ่งกำหนดเกณฑ์การแปลความหมายของค่าเฉลี่ย ดังนี้

ค่าเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด

ค่าเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถึง เหมาะสมมาก

ค่าเฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง

ค่าเฉลี่ย 1.51-2.50 หมายถึง เหมาะสมน้อย

ค่าเฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด

ผลการประเมินพบว่า แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.65, S.D. = 0.38)

ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

นำแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education ที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ (Try Out) กับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2/2 โรงเรียนเสริมขวาวิทยา ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 20 คน เพื่อหาข้อบกพร่องและนำมาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

จัดพิมพ์แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education ฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย

3.2.2 แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย

ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการวัดความคิดสร้างสรรค์ของทอแรนซ์ (Torrance Test of Creative Thinking) มีขั้นตอนดังนี้

 

ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวัดและประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย

กำหนดองค์ประกอบและตัวชี้วัดของความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องการวัด ซึ่งประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่

ความคิดริเริ่ม (Originality)

ความคิดคล่องแคล่ว (Fluency)

ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility)

ความคิดละเอียดลออ (Elaboration)

สร้างแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย โดยออกแบบเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย จำนวน 3 กิจกรรม ได้แก่

กิจกรรมที่ 1 วาดภาพจากวงกลม (เพื่อวัดความคิดริเริ่มและความคิดละเอียดลออ)

กิจกรรมที่ 2 ต่อเติมภาพให้สมบูรณ์ (เพื่อวัดความคิดยืดหยุ่นและความคิดริเริ่ม)

กิจกรรมที่ 3 บอกประโยชน์ของสิ่งของ (เพื่อวัดความคิดคล่องแคล่วและความคิดยืดหยุ่น)

กำหนดเกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริคส์ (Rubric Scoring) แบบแยกองค์ประกอบ (Analytic Rubric) โดยแต่ละด้านมีคะแนนเต็ม 4 คะแนน รวมทั้งสิ้น 16 คะแนน

นำแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยพิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับนิยามที่ต้องการวัด โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item-Objective Congruence: IOC) ซึ่งมีเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้

+1 หมายถึง แน่ใจว่าข้อคำถามสอดคล้องกับนิยามที่ต้องการวัด

0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าข้อคำถามสอดคล้องกับนิยามที่ต้องการวัด

-1 หมายถึง แน่ใจว่าข้อคำถามไม่สอดคล้องกับนิยามที่ต้องการวัด

ผลการตรวจสอบพบว่า แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยมีค่า IOC รายข้ออยู่ระหว่าง 0.80-1.00 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนด (IOC 0.50)

ปรับปรุงแก้ไขแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

นำแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ (Try Out) กับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2/2 โรงเรียนเสริมขวาวิทยา ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 20 คน

นำผลการทดลองมาวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient) ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89

จัดพิมพ์แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย

3.2.3 แบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างแบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย มีขั้นตอนดังนี้

 

ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 และคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 (สำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี) เกี่ยวกับสาระการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์

ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวัดและประเมินทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

กำหนดทักษะทางคณิตศาสตร์ที่ต้องการวัด ซึ่งประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่

การจำแนกและการจัดหมวดหมู่

การเปรียบเทียบ

การรู้ค่าจำนวน

การเรียงลำดับ

การวัด

สร้างแบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย โดยออกแบบเป็นแบบทดสอบภาคปฏิบัติและแบบทดสอบรูปภาพที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก จำนวน 20 ข้อ โดยแบ่งเป็นด้านละ 4 ข้อ

กำหนดเกณฑ์การให้คะแนน โดยข้อที่ตอบถูกให้ 1 คะแนน ข้อที่ตอบผิดให้ 0 คะแนน รวมคะแนนเต็มทั้งฉบับเท่ากับ 20 คะแนน

นำแบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยพิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับทักษะที่ต้องการวัด โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ผลการตรวจสอบพบว่า แบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยมีค่า IOC รายข้ออยู่ระหว่าง 0.80-1.00 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนด (IOC 0.50)

ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

นำแบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ (Try Out) กับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2/2 โรงเรียนเสริมขวาวิทยา ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 20 คน

นำผลการทดลองมาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อสอบแบบอิงกลุ่ม ผลการวิเคราะห์พบว่า

ค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.35-0.75 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนด (0.20-0.80)

ค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.25-0.65 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนด (0.20 ขึ้นไป)

นำแบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยที่ผ่านเกณฑ์การวิเคราะห์ไปหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใช้สูตร KR-20 ของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson) ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87

จัดพิมพ์แบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย

3.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามลำดับขั้นตอนดังนี้

ขอหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย... ถึงผู้อำนวยการโรงเรียนเสริมขวาวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

ประชุมชี้แจงผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเพื่อขอความร่วมมือในการดำเนินการวิจัย

ดำเนินการทดสอบก่อนการทดลอง (Pretest) กับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยและแบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น

ดำเนินการทดลองโดยใช้แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education กับกลุ่มตัวอย่าง เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 45 นาที รวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง

ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

. ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

  • ประชากร: เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 อายุ 4-5 ปี โรงเรียนเสริมขวาวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2
  • กลุ่มตัวอย่าง: เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 อายุ 4-5 ปี จำนวน 13 คน โรงเรียนเสริมขวาวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาง.ปิยะกาญจน์ เลิศจุ่ม, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=D9AWO00000000072 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ