การประเมินผล
หัวข้อในแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education ทั้ง 8 แผน มีดังนี้
บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย
สะพานมหัศจรรย์
เรือลอยน้ำ
หอคอยแสนสนุก
รถไฟของหนู
ร่มชูชีพ
จรวดพาเพลิน
เครื่องบินเล็กจัง
นำแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย จำนวน 2 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิทยาศาสตร์ จำนวน 1 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนคณิตศาสตร์ จำนวน 1 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและประเมินผล จำนวน 1 ท่าน เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความเหมาะสมของกิจกรรม และความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยใช้แบบประเมินมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert Scale) ดังนี้
5 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด
4 หมายถึง เหมาะสมมาก
3 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง
2 หมายถึง เหมาะสมน้อย
1 หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด
นำแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education มาวิเคราะห์ผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ โดยพิจารณาค่าเฉลี่ยคะแนนความเหมาะสม ซึ่งกำหนดเกณฑ์การแปลความหมายของค่าเฉลี่ย ดังนี้
ค่าเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด
ค่าเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถึง เหมาะสมมาก
ค่าเฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง
ค่าเฉลี่ย 1.51-2.50 หมายถึง เหมาะสมน้อย
ค่าเฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด
ผลการประเมินพบว่า แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.65, S.D. = 0.38)
ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
นำแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education ที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ (Try Out) กับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2/2 โรงเรียนเสริมขวาวิทยา ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 20 คน เพื่อหาข้อบกพร่องและนำมาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
จัดพิมพ์แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education ฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย
3.2.2 แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย
ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการวัดความคิดสร้างสรรค์ของทอแรนซ์ (Torrance Test of Creative Thinking) มีขั้นตอนดังนี้
ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวัดและประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย
กำหนดองค์ประกอบและตัวชี้วัดของความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องการวัด ซึ่งประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่
ความคิดริเริ่ม (Originality)
ความคิดคล่องแคล่ว (Fluency)
ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility)
ความคิดละเอียดลออ (Elaboration)
สร้างแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย โดยออกแบบเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย จำนวน 3 กิจกรรม ได้แก่
กิจกรรมที่ 1 วาดภาพจากวงกลม (เพื่อวัดความคิดริเริ่มและความคิดละเอียดลออ)
กิจกรรมที่ 2 ต่อเติมภาพให้สมบูรณ์ (เพื่อวัดความคิดยืดหยุ่นและความคิดริเริ่ม)
กิจกรรมที่ 3 บอกประโยชน์ของสิ่งของ (เพื่อวัดความคิดคล่องแคล่วและความคิดยืดหยุ่น)
กำหนดเกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริคส์ (Rubric Scoring) แบบแยกองค์ประกอบ (Analytic Rubric) โดยแต่ละด้านมีคะแนนเต็ม 4 คะแนน รวมทั้งสิ้น 16 คะแนน
นำแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยพิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับนิยามที่ต้องการวัด โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item-Objective Congruence: IOC) ซึ่งมีเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้
+1 หมายถึง แน่ใจว่าข้อคำถามสอดคล้องกับนิยามที่ต้องการวัด
0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าข้อคำถามสอดคล้องกับนิยามที่ต้องการวัด
-1 หมายถึง แน่ใจว่าข้อคำถามไม่สอดคล้องกับนิยามที่ต้องการวัด
ผลการตรวจสอบพบว่า แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยมีค่า IOC รายข้ออยู่ระหว่าง 0.80-1.00 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนด (IOC ≥ 0.50)
ปรับปรุงแก้ไขแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
นำแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ (Try Out) กับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2/2 โรงเรียนเสริมขวาวิทยา ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 20 คน
นำผลการทดลองมาวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient) ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89
จัดพิมพ์แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย
3.2.3 แบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างแบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย มีขั้นตอนดังนี้
ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 และคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 (สำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี) เกี่ยวกับสาระการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์
ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวัดและประเมินทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
กำหนดทักษะทางคณิตศาสตร์ที่ต้องการวัด ซึ่งประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่
การจำแนกและการจัดหมวดหมู่
การเปรียบเทียบ
การรู้ค่าจำนวน
การเรียงลำดับ
การวัด
สร้างแบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย โดยออกแบบเป็นแบบทดสอบภาคปฏิบัติและแบบทดสอบรูปภาพที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก จำนวน 20 ข้อ โดยแบ่งเป็นด้านละ 4 ข้อ
กำหนดเกณฑ์การให้คะแนน โดยข้อที่ตอบถูกให้ 1 คะแนน ข้อที่ตอบผิดให้ 0 คะแนน รวมคะแนนเต็มทั้งฉบับเท่ากับ 20 คะแนน
นำแบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยพิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับทักษะที่ต้องการวัด โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ผลการตรวจสอบพบว่า แบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยมีค่า IOC รายข้ออยู่ระหว่าง 0.80-1.00 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนด (IOC ≥ 0.50)
ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
นำแบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ (Try Out) กับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2/2 โรงเรียนเสริมขวาวิทยา ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 20 คน
นำผลการทดลองมาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อสอบแบบอิงกลุ่ม ผลการวิเคราะห์พบว่า
ค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.35-0.75 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนด (0.20-0.80)
ค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.25-0.65 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนด (0.20 ขึ้นไป)
นำแบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยที่ผ่านเกณฑ์การวิเคราะห์ไปหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใช้สูตร KR-20 ของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson) ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87
จัดพิมพ์แบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย
3.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามลำดับขั้นตอนดังนี้
ขอหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย... ถึงผู้อำนวยการโรงเรียนเสริมขวาวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
ประชุมชี้แจงผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเพื่อขอความร่วมมือในการดำเนินการวิจัย
ดำเนินการทดสอบก่อนการทดลอง (Pretest) กับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยและแบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
ดำเนินการทดลองโดยใช้แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education กับกลุ่มตัวอย่าง เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 45 นาที รวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง