แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 147 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
การพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อส่งเสริมความภาคภูมิใจในท้องถิ่นและทักษะทางสังคมของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3
SoftPower
ปฐมวัย
ภาษาไทย
ข้อมูลผู้พัฒนา
นางสาวเกศริน มีบุญ
ครูผู้สอน
อนุบาลลำปางเขลางค์รัตน์อนุสรณ์
การศึกษาปฐมวัย
0896323644
ning_72841@hotmail.com
บทคัดย่อ/บทสรุป

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อส่งเสริมความภาคภูมิใจในท้องถิ่นและทักษะทางสังคมของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความภาคภูมิใจในท้องถิ่นและทักษะทางสังคมของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดประสบการณ์ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น  กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3/7 โรงเรียนอนุบาลลำปาง (เขลางค์รัตน์อนุสรณ์) จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) รูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น (KHELANG Model) และแผนการจัดประสบการณ์  2) แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบฯ สำหรับผู้เชี่ยวชาญ  3) แบบประเมินความภาคภูมิใจในท้องถิ่น  และ 4) แบบสังเกตพฤติกรรมทักษะทางสังคม  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน
(t-test for Dependent Samples)

ผลการวิจัยพบว่า: รูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ที่พัฒนาขึ้น มีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.84) ภายหลังได้รับการจัดประสบการณ์ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น นักเรียนมีความภาคภูมิใจในท้องถิ่นและทักษะทางสังคมสูงกว่าก่อนได้รับการจัดประสบการณ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

          คำสำคัญ: รูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้, ซอฟต์พาวเวอร์, ความภาคภูมิใจในท้องถิ่น, ทักษะทางสังคม, เด็กปฐมวัย

หลักการและเหตุผล

การศึกษาปฐมวัยเป็นช่วงวัยรากฐานที่สำคัญที่สุดในการวางรากฐานและพัฒนาศักยภาพของมนุษย์อย่างรอบด้าน การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณภาพในระยะนี้ไม่เพียงส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งในการบ่มเพาะอัตลักษณ์ (Identity) และการรับรู้คุณค่าในตนเอง (Self-worth) ของเด็ก (วรวรรณ เหมชะญาติ และคณะ, 2565) เด็กที่รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและเป็นส่วนหนึ่งของสังคม จะมีความพร้อมในการเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ดี จากการสังเกตพฤติกรรมเบื้องต้นของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3/7 โรงเรียนอนุบาลลำปาง (เขลางค์รัตน์อนุสรณ์) ผู้วิจัยในฐานะครูประจำชั้น พบสภาพปัญหาที่น่าสนใจและจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน กล่าวคือ มีนักเรียนประมาณร้อยละ 30 ที่ยังแสดงออกถึงปัญหาด้านทักษะทางสังคมและความภาคภูมิใจในตนเองอย่างเห็นได้ชัด พฤติกรรมที่สังเกตได้รวมถึงการไม่สามารถรอคอยตามลำดับได้ การไม่แบ่งปันของเล่นหรืออุปกรณ์กับเพื่อน การแยกตัวออกจากกลุ่ม และการขาดความมั่นใจในการแสดงความคิดเห็นหรือนำเสนอผลงานของตนเอง สภาพปัญหาดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของตัวเด็กเอง แต่ยังส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเรียนรู้โดยรวมของห้องเรียนอีกด้วย  เมื่อวิเคราะห์ถึงรากฐานของปัญหา อาจกล่าวได้ว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เด็กขาดความรู้สึกเชื่อมโยงและผูกพันกับสภาพแวดล้อมรอบตัว ในยุคสมัยที่สื่อดิจิทัลและวัฒนธรรมสมัยนิยมจากภายนอกมีอิทธิพลสูง อาจทำให้เด็กขาดโอกาสในการซึมซับเรื่องราว คุณค่า และความงดงามของท้องถิ่นที่ตนเองเติบโต การขาดรากฐานทางวัฒนธรรมนี้อาจนำไปสู่การขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Sense of Belonging) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอมความภาคภูมิใจในตนเองและทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม (Surat et al., 2022) ดังนั้น การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องอาศัยแนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงกระบวนการที่สามารถสร้างความภาคภูมิใจจากภายใน และส่งเสริมทักษะทางสังคมผ่านกิจกรรมที่มีความหมาย เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายนี้ แนวคิด "ซอฟต์พาวเวอร์" (Soft Power) จึงถูกนำมาพิจารณาเป็นกรอบแนวคิดหลัก ซอฟต์พาวเวอร์ในบริบทของห้องเรียนคือพลังแห่งการดึงดูดที่ครูใช้โน้มน้าวและสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ด้วยความเต็มใจ ผ่านการใช้เสน่ห์ของวัฒนธรรมท้องถิ่น (เช่น นิทาน, เพลง, ศิลปะ), การเป็นแบบอย่างด้านค่านิยม และการออกแบบกิจกรรมเชิงบวก (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2566) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด "การศึกษาฐานถิ่น" (Place-Based Education) ที่เน้นการใช้ชุมชนเป็นห้องเรียนเพื่อสร้างการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและมีความหมาย (Ad-salam, 2021) การบูรณาการสองแนวคิดนี้เข้าด้วยกัน จะช่วยให้ครูสามารถสร้างสรรค์บรรยากาศที่อบอุ่น ปลอดภัย และกระตุ้นให้เด็กอยากมีส่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่ม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาทักษะทางสังคมโดยอัตโนมัติ ขณะเดียวกัน การได้เรียนรู้และซึมซับเรื่องราวอันน่าภาคภูมิใจของ "เมืองลำปาง" จะช่วยเติมเต็มความรู้สึกมีคุณค่าและสร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

วัตถุประสงค์

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

  1. (ด้านผลผลิต - Output): เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ และประเมินความเหมาะสมของรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ
    • คำอธิบาย: วัตถุประสงค์ข้อนี้มุ่งเน้นการออกแบบและสร้างสรรค์ "กระบวนการสอน" หรือ "รูปแบบ (Model)" ที่มีขั้นตอนและองค์ประกอบชัดเจน จากนั้นนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพในด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความสอดคล้องตามหลักการ
  2. (ด้านผลลัพธ์ - Outcome): เพื่อเปรียบเทียบความภาคภูมิใจในท้องถิ่นและทักษะทางสังคมของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ก่อนและหลังได้รับการจัดประสบการณ์ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น
    • คำอธิบาย: วัตถุประสงค์ข้อนี้มุ่งเน้นการวัด "ผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน" หลังจากที่ครูได้นำกระบวนการหรือรูปแบบการสอนใหม่นี้ไปใช้ในชั้นเรียน เพื่อพิสูจน์ว่าแนวทางการสอนที่พัฒนาขึ้นนั้นส่งผลดีต่อเด็กจริง
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
  1. แนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) หรือ "พลังละมุน" ได้รับการนำเสนอและพัฒนาขึ้นครั้งแรกโดย โจเซฟ เอส. ไนย์ จูเนียร์ (Joseph S. Nye, Jr.) ศาสตราจารย์และนักทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชาวอเมริกัน ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ไนย์ได้นิยามซอฟต์พาวเวอร์ว่าเป็นความสามารถในการสร้างอิทธิพลหรือชักจูงให้ผู้อื่นปฏิบัติตามในสิ่งที่ตนต้องการ ผ่านการสร้าง "ความน่าดึงดูดใจ" (Attraction) แทนที่การใช้กำลังบังคับ (Coercion) หรือการให้รางวัล (Payment) ซึ่งเป็นลักษณะของอำนาจแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า "ฮาร์ดพาวเวอร์" (Hard Power) เช่น การใช้กำลังทหารหรืออำนาจทางเศรษฐกิจในการกดดัน ดังนั้น ซอฟต์พาวเวอร์จึงเป็นอำนาจในมิติที่สองที่ไม่ได้เกิดจากการบังคับขู่เข็ญ แต่เกิดจากความสามารถในการทำให้ค่านิยม วัฒนธรรม หรือนโยบายของตนเป็นที่ชื่นชมและยอมรับโดยสมัครใจจากฝ่ายอื่น (Nye, 2004)
  2. ไนย์ (Nye, 2004) ได้จำแนกแหล่งที่มาหลักของซอฟต์พาวเวอร์ที่รัฐหรือองค์กรหนึ่งๆ สามารถสร้างขึ้นได้ ออกเป็น 3 ประการสำคัญ ได้แก่ หนึ่งคือ วัฒนธรรม (Culture) ในแง่มุมที่วัฒนธรรมนั้นสามารถดึงดูดใจผู้อื่นได้ เช่น ศิลปะ ภาพยนตร์ ดนตรี อาหาร และค่านิยมทางสังคม สองคือ ค่านิยมทางการเมือง (Political Values) โดยเฉพาะค่านิยมที่เป็นสากล เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพ เมื่อรัฐใดสามารถยึดมั่นและปฏิบัติตามค่านิยมเหล่านี้ได้อย่างแท้จริงทั้งในและนอกประเทศ ก็จะสร้างความน่าเชื่อถือและความชื่นชมได้ และ สามคือ นโยบายต่างประเทศ (Foreign Policy) เมื่อนโยบายต่างประเทศของรัฐถูกมองว่ามีความชอบธรรมและมีศีลธรรม ก็จะสร้างความร่วมมือและความไว้วางใจจากนานาชาติได้ง่ายขึ้น องค์ประกอบทั้งสามนี้ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกและแรงดึงดูดที่ทรงพลัง
  3. หัวใจสำคัญของซอฟต์พาวเวอร์ไม่ได้อยู่ที่การสั่งการ (Command) แต่อยู่ที่การโน้มน้าวให้คล้อยตาม (Co-option) และการสร้างแรงดึงดูด (Attraction) เป็นหลัก กล่าวคือ แทนที่จะบังคับให้ผู้อื่นเปลี่ยนพฤติกรรม ซอฟต์พาวเวอร์จะทำงานโดยการเข้าไปปรับเปลี่ยน "ความพึงพอใจ" (Preferences) ของฝ่ายอื่นอย่างแนบเนียน ทำให้พวกเขามองเห็นผลประโยชน์ร่วมกันและต้องการในสิ่งเดียวกับที่เราต้องการในที่สุด (กิตติ ประเสริฐสุข, 2566) กระบวนการนี้มักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ผ่านการสื่อสาร การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการทูตสาธารณะ (Public Diplomacy) เพื่อสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์อันดีในระยะยาว อำนาจในลักษณะนี้จึงมีความยั่งยืนมากกว่าการใช้อำนาจบังคับซึ่งมักก่อให้เกิดแรงต่อต้านได้ง่าย
  4. ประสิทธิผลของซอฟต์พาวเวอร์นั้นไม่ได้เป็นสิ่งสากลที่ตายตัว แต่มีลักษณะเป็น "ความสัมพันธ์" (Relational) และขึ้นอยู่กับบริบทอย่างยิ่งยวด หมายความว่าสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมหรือค่านิยมอย่างหนึ่งอาจสร้างแรงดึงดูดให้กับคนกลุ่มหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันอาจไม่สร้างผลกระทบหรืออาจถูกต่อต้านโดยคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้ ความสำเร็จของซอฟต์พาวเวอร์จึงขึ้นอยู่กับ "ผู้รับสาร" (Receiver) ว่าจะตีความและยอมรับสารนั้นอย่างไร ความน่าเชื่อถือของ "ผู้ส่งสาร" (Sender) จึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง หากนโยบายหรือการกระทำขัดแย้งกับค่านิยมที่พยายามนำเสนอ ซอฟต์พาวเวอร์ก็จะเสื่อมลงทันที (วิมลรักษ์ อุปถัมภ์, 2566) ดังนั้น การสร้างซอฟต์พาวเวอร์จึงต้องอาศัยความสม่ำเสมอและความจริงใจในการสื่อสารและการปฏิบัติ
  5. ในโลกยุคปัจจุบันที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ไนย์ได้พัฒนาแนวคิดต่อยอดไปสู่ "พาวเวอร์อัจฉริยะ" (Smart Power) ซึ่งหมายถึงความสามารถในการบูรณาการและผสมผสานระหว่างฮาร์ดพาวเวอร์และซอฟต์พาวเวอร์เข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด (Nye, 2021) แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่าการเลือกใช้แต่อำนาจด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ผู้นำหรือองค์กรที่ประสบความสำเร็จต้องรู้ว่าเมื่อใดควรใช้การทหารหรือเศรษฐกิจในการกดดัน และเมื่อใดควรใช้การทูต วัฒนธรรม และค่านิยมในการสร้างแรงดึงดูดและพันธมิตร การทำความเข้าใจองค์ประกอบพื้นฐานของซอฟต์พาวเวอร์จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนายุทธศาสตร์การใช้อำนาจที่สมดุลและเหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไป
คำสำคัญ (Keywords)
คำสำคัญ: รูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้, ซอฟต์พาวเวอร์, ความภาคภูมิใจในท้องถิ่น, ทักษะทางสังคม, เด็กปฐมวัย
วิธีการพัฒนา

ใช้รูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อส่งเสริมความภาคภูมิใจในท้องถิ่นและทักษะทางสังคมของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3

ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

ประชากร (Population) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลลำปาง (เขลางค์รัตน์อนุสรณ์) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 (หรือภาคเรียน/ปีการศึกษาที่คุณครูจะดำเนินการจริง)
 กลุ่มตัวอย่าง (Sample) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3/7 โรงเรียนอนุบาลลำปาง (เขลางค์รัตน์อนุสรณ์) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดย การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากผู้วิจัยเป็นครูประจำชั้นของห้องเรียนดังกล่าว

ผลที่เกิดจากผู้เรียน

รูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ที่พัฒนาขึ้น มีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.84) ภายหลังได้รับการจัดประสบการณ์ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น นักเรียนมีความภาคภูมิใจในท้องถิ่นและทักษะทางสังคมสูงกว่าก่อนได้รับการจัดประสบการณ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นางสาว.เกศริน มีบุญ, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=F6ESI00000000094 ค้นเมื่อ 28 กรกฏาคม, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ