แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 402 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
ผลของชุดกิจกรรมบูรณาการ STEM กับการสอนสระในภาษาไทยที่มีต่อความสามารถในการอ่านออกเสียงและเจตคติต่อการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านห้วยก้อด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง
STEM Education
ประถมศึกษา
ภาษาไทย
ข้อมูลผู้พัฒนา
นายศักดิ์กรินทร์ จันทร์บูรณ์
ครู
บ้านห้วยก้อด
ภาษาไทย สังคม ประวัติศาสตร์
0971459919
sa.karinjanboon99@gmail.com
บทคัดย่อ/บทสรุป

บทนำ

การจัดการเรียนรู้ภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ในทุกกลุ่มสาระ จากการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านห้วยก้อด พบว่านักเรียนมีปัญหาด้านการอ่านออกเสียงสระในภาษาไทย (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2564) สอดคล้องกับงานวิจัยของ ปิยวรรณ ตาคำ (2563) ที่พบว่าการจัดการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมไม่สามารถกระตุ้นความสนใจและพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การบูรณาการแนวคิด STEM Education เข้ากับการเรียนการสอนภาษาไทยจึงเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ พรทิพย์ ศิริภัทราชัย (2565) กล่าวว่าการจัดการเรียนรู้แบบ STEM ช่วยส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาซึ่งส่งผลดีต่อการเรียนรู้ภาษา เช่นเดียวกับ สมศักดิ์ ภู่วิภาดาวรรธน์ (2562) ที่พบว่าการเรียนรู้แบบบูรณาการช่วยเพิ่มแรงจูงใจและสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียน ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงสนใจพัฒนาชุดกิจกรรมบูรณาการ STEM กับการสอนสระในภาษาไทย เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงและเจตคติต่อการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระดับพื้นฐานต่อไป

หลักการและเหตุผล

หลักการและเหตุผล

การอ่านออกเสียงถือเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ภาษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการเรียนรู้การอ่านและการเขียน ความสามารถในการอ่านออกเสียงที่ถูกต้องจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้ในวิชาอื่นๆ ต่อไป

จากการสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านห้วยก้อด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีปัญหาในการอ่านออกเสียงสระในภาษาไทย ทั้งในด้านการจำแนกเสียงสระ การออกเสียงสระที่ถูกต้อง และการประสมคำ ซึ่งส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยอยู่ในระดับที่ไม่น่าพอใจ นอกจากนี้ยังพบว่านักเรียนมีเจตคติที่ไม่ดีต่อการเรียนภาษาไทย เนื่องจากขาดความสนุกสนานและแรงจูงใจในการเรียน

การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM (Science, Technology, Engineering, Mathematics) เป็นแนวทางการจัดการศึกษาที่เน้นการเชื่อมโยงความรู้จากศาสตร์ทั้ง 4 ด้านเข้าด้วยกัน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการคิด การแก้ปัญหา และการสร้างสรรค์นวัตกรรม ซึ่งแนวคิดนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสระในภาษาไทยได้ โดยการสร้างชุดกิจกรรมที่นำหลักการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์มาบูรณาการกับการสอนสระในภาษาไทย

ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาชุดกิจกรรมบูรณาการ STEM กับการสอนสระในภาษาไทย เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงและเจตคติต่อการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านห้วยก้อด โดยคาดหวังว่าการจัดการเรียนรู้ในลักษณะนี้จะช่วยให้นักเรียนเกิดความสนุกสนาน มีความกระตือรือร้น และมีแรงจูงใจในการเรียนภาษาไทยมากขึ้น อันจะส่งผลให้นักเรียนมีความสามารถในการอ่านออกเสียงสระในภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทย ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาทักษะทางภาษาในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

ผลการวิจัยนี้จะเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และอาจนำไปประยุกต์ใช้กับการสอนในรายวิชาอื่นๆ หรือในระดับชั้นอื่นๆ ต่อไป

วัตถุประสงค์

เพื่อศึกษาผลของการใช้ชุดกิจกรรมบูรณาการ STEM กับการสอนสระในภาษาไทยที่มีต่อความสามารถในการอ่านออกเสียงและเจตคติต่อการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านห้วยก้อด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

1. แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM

การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM เป็นแนวทางการจัดการศึกษาที่เน้นการบูรณาการความรู้ใน 4 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะการคิด การแก้ปัญหา และการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Bybee, 2013)

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) (2559) ได้อธิบายว่า การจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ไม่เน้นเพียงการท่องจำทฤษฎีหรือกฎทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ แต่เป็นการสร้างความเข้าใจทฤษฎีหรือกฎเหล่านั้นผ่านการปฏิบัติให้เห็นจริง ควบคู่กับการพัฒนาทักษะการคิด ตั้งคำถาม แก้ปัญหา และการหาข้อมูลและวิเคราะห์ข้อค้นพบใหม่ๆ

การจัดการเรียนรู้แบบ STEM สามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การบูรณาการภายในวิชา (Disciplinary Integration) การบูรณาการแบบพหุวิทยาการ (Multidisciplinary Integration) การบูรณาการแบบสหวิทยาการ (Interdisciplinary Integration) และการบูรณาการแบบข้ามสาขาวิชา (Transdisciplinary Integration) (Vasquez, Sneider, & Comer, 2013)

2. ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบ STEM

2.1 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ความรู้ (Constructivism)

ทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ความรู้ตามแนวคิดของ Piaget และ Vygotsky เน้นว่าผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเองจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยประสบการณ์เดิมและการลงมือปฏิบัติ (Active Learning) การจัดการเรียนรู้แบบ STEM สอดคล้องกับทฤษฎีนี้เนื่องจากเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ สำรวจ ค้นคว้า และสร้างความรู้ด้วยตนเอง (ทิศนา แขมมณี, 2560)

2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative Learning Theory)

ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือเน้นการเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม โดยสมาชิกในกลุ่มมีเป้าหมายร่วมกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้แบบ STEM มักใช้กิจกรรมกลุ่มที่เน้นการร่วมมือกันแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ผลงาน (Johnson & Johnson, 1999)

2.3 ทฤษฎีการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning)

การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ และเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้เพื่อแก้ปัญหา การจัดการเรียนรู้แบบ STEM มักใช้สถานการณ์ปัญหาที่ท้าทายและเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงเป็นบริบทในการเรียนรู้ (Barrows & Tamblyn, 1980)

3. แนวคิดเกี่ยวกับการสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา

3.1 หลักการสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา

การสอนภาษาไทยในระดับประถมศึกษามีหลักการสำคัญ คือ การสอนจากง่ายไปหายาก จากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวไปสู่สิ่งที่ไกลตัว เน้นการฝึกทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนอย่างสมดุล บูรณาการทักษะทางภาษา และให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง (กรมวิชาการ, 2561)

3.2 แนวคิดเกี่ยวกับการสอนอ่านสะกดคำ

การสอนอ่านสะกดคำเป็นวิธีการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจหลักการประสมอักษรและสระเพื่อให้เกิดเป็นคำ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการอ่าน วิธีการสอนที่นิยมใช้ ได้แก่ วิธีสอนแบบแจกลูกสะกดคำ วิธีสอนแบบเสียงและอักษร (Phonics) และวิธีสอนแบบคำคู่ภาพ (บันลือ พฤกษะวัน, 2557)

3.3 แนวคิดเกี่ยวกับการสอนสระในภาษาไทย

สระในภาษาไทยมีความหลากหลายทั้งรูปและเสียง ซึ่งมักเป็นปัญหาสำหรับผู้เรียนในระดับเริ่มต้น การสอนสระที่มีประสิทธิภาพควรใช้สื่อที่หลากหลาย มีการฝึกซ้ำ และเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในชีวิตจริง (สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์, 2558)

4. แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้

4.1 ความหมายและองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง สื่อการเรียนการสอนที่ครูสร้างขึ้นประกอบด้วยสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาและปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ องค์ประกอบของชุดกิจกรรมประกอบด้วย คู่มือการใช้ชุดกิจกรรม แผนการจัดการเรียนรู้ เนื้อหาสาระ สื่อการเรียนรู้ และแบบประเมินผล (ชัยยงค์ พรหมวงศ์, 2556)

4.2 ขั้นตอนการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้

การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การวิเคราะห์หลักสูตรและเนื้อหา การกำหนดหน่วยและหัวเรื่อง การกำหนดวัตถุประสงค์ การสร้างแบบทดสอบ การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ การผลิตสื่อการเรียนรู้ การทดลองใช้และประเมินผล และการปรับปรุงแก้ไข (บุญเกื้อ ควรหาเวช, 2559)

5. แนวคิดเกี่ยวกับความสามารถในการอ่านออกเสียงและเจตคติต่อการเรียน

5.1 ความสามารถในการอ่านออกเสียง

ความสามารถในการอ่านออกเสียง หมายถึง ความสามารถในการแปลงรูปตัวอักษรให้เป็นเสียงได้อย่างถูกต้องตามหลักการอ่านภาษาไทย ประกอบด้วย การอ่านออกเสียงพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และการอ่านคำ (ฐะปะนีย์ นาครทรรพ, 2553)

5.2 เจตคติต่อการเรียน

เจตคติต่อการเรียน หมายถึง ความรู้สึก ความคิดเห็น และพฤติกรรมที่ผู้เรียนแสดงออกต่อการเรียน ซึ่งอาจเป็นไปในทางบวกหรือทางลบ เจตคติต่อการเรียนมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการเรียนการสอน (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2558)

6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

6.1 งานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM

สิริพร ปาณาวงษ์ (2561) ได้ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดแก้ปัญหาสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ

6.2 งานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาไทย

จุฑามาศ แก้วพิจิตร (2562) ได้ศึกษาผลของการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีต่อความสามารถในการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีความสามารถในการอ่านสะกดคำสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

6.3 งานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาเจตคติต่อการเรียน

วรรณา ทองน้อย (2563) ได้ศึกษาการพัฒนาเจตคติต่อการเรียนภาษาไทยโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบเกม ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบเกมมีเจตคติต่อการเรียนภาษาไทยสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ

จากการศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM เป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงและเจตคติต่อการเรียนของนักเรียน โดยเฉพาะเมื่อนำมาบูรณาการกับการสอนสระในภาษาไทย ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย มีความสนุกสนาน และเกิดแรงจูงใจในการเรียน

คำสำคัญ (Keywords)
# คำสำคัญ 1. **ชุดกิจกรรมบูรณาการ STEM** (STEM Integrated Activity Package) หมายถึง สื่อการเรียนการสอนที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นโดยนำแนวคิดการบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) มาผสมผสานกับการสอนสระในภาษาไทย ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และแบบประเมินผล ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ การแก้ปัญหา และการสร้างสรรค์ชิ้นงาน 2. **การสอนสระในภาษาไทย** (Thai Vowel Teaching) หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับสระในภาษาไทยทั้งสระเดี่ยว สระประสม สระเกิน และสระลดรูป โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถจดจำรูปสระ การวางตำแหน่งของสระกับพยัญชนะ และการออกเสียงสระที่ถูกต้อง รวมทั้งสามารถนำไปใช้ในการอ่านและเขียนคำได้อย่างถูกต้อง 3. **ความสามารถในการอ่านออกเสียง** (Reading Pronunciation Ability) หมายถึง ทักษะของนักเรียนในการอ่านออกเสียงสระในภาษาไทยได้อย่างถูกต้องตามหลักการอ่าน ประกอบด้วย การออกเสียงสระเดี่ยว สระประสม สระเกิน และสระลดรูป รวมทั้งความสามารถในการประสมเสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์เพื่อเป็นคำที่มีความหมาย โดยวัดจากคะแนนที่ได้จากแบบทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียงที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 4. **เจตคติต่อการเรียน** (Attitude toward Learning) หมายถึง ความรู้สึก ความคิดเห็น และแนวโน้มพฤติกรรมของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาไทย ซึ่งอาจเป็นไปในทางบวกหรือทางลบ โดยวัดจากคะแนนที่ได้จากแบบวัดเจตคติต่อการเรียนภาษาไทยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ครอบคลุมด้านความรู้สึกและความสนใจ ด้านการเห็นประโยชน์และคุณค่า และด้านความตั้งใจและความพร้อมในการเรียน 5. **นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1** (Prathom Suksa 1 Students) หมายถึง ผู้เรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนบ้านห้วยก้อด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง
วิธีการพัฒนา

วิธีการพัฒนา 

การวิจัยเรื่อง "ผลของชุดกิจกรรมบูรณาการ STEM กับการสอนสระในภาษาไทยที่มีต่อความสามารถในการอ่านออกเสียงและเจตคติต่อการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านห้วยก้อด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง" มีวิธีการพัฒนาดังนี้

1. รูปแบบการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pretest-Posttest Design) โดยมีแบบแผนการทดลองดังนี้

ทดสอบก่อนการทดลอง ดำเนินการทดลอง ทดสอบหลังการทดลอง
O₁ X O₂

โดยที่

  • O₁ คือ การทดสอบก่อนการทดลอง (Pretest) ได้แก่ แบบทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียงสระในภาษาไทย และแบบวัดเจตคติต่อการเรียนภาษาไทย
  • X คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมบูรณาการ STEM กับการสอนสระในภาษาไทย
  • O₂ คือ การทดสอบหลังการทดลอง (Posttest) ได้แก่ แบบทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียงสระในภาษาไทย และแบบวัดเจตคติต่อการเรียนภาษาไทย

2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ปีการศึกษา 2567 จำนวน 2 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 32 คน

กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านห้วยก้อด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 24 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากเป็นโรงเรียนที่ผู้วิจัยปฏิบัติงานอยู่ และนักเรียนมีปัญหาในการอ่านออกเสียงสระในภาษาไทย

3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย

3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง

  • ชุดกิจกรรมบูรณาการ STEM กับการสอนสระในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 5 ชุด ได้แก่
    1. ชุดกิจกรรมที่ 1 สระอา สระอี สระอู (เน้นการสร้างแบบจำลองเสียงสระด้วยวัสดุต่างๆ)
    2. ชุดกิจกรรมที่ 2 สระเอ สระแอ สระโอ (เน้นการออกแบบและสร้างเกมการศึกษาเกี่ยวกับสระ)
    3. ชุดกิจกรรมที่ 3 สระเอะ สระแอะ สระเอาะ (เน้นการทดลองทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการเปล่งเสียงสระ)
    4. ชุดกิจกรรมที่ 4 สระประสม (เน้นการออกแบบและสร้างสื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้สระประสม)
    5. ชุดกิจกรรมที่ 5 สระเกินและสระลดรูป (เน้นการประยุกต์ใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์ในการจัดหมวดหมู่และจำแนกสระ)

3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

  1. แบบทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียงสระในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แบ่งเป็น 2 ตอน คือ

    • ตอนที่ 1 การอ่านออกเสียงสระเดี่ยว จำนวน 20 ข้อ
    • ตอนที่ 2 การอ่านออกเสียงคำที่ประกอบด้วยสระต่างๆ จำนวน 30 ข้อ
  2. แบบวัดเจตคติต่อการเรียนภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 3 ระดับ จำนวน 15 ข้อ แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ

    • ด้านความรู้สึกและความสนใจ จำนวน 5 ข้อ
    • ด้านการเห็นประโยชน์และคุณค่า จำนวน 5 ข้อ
    • ด้านความตั้งใจและความพร้อมในการเรียน จำนวน 5 ข้อ
  3. แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) ประกอบด้วยพฤติกรรมการเรียนรู้ 5 ด้าน ได้แก่ ความสนใจในการเรียน การมีส่วนร่วมในกิจกรรม การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความรับผิดชอบในการทำงาน และความคิดสร้างสรรค์

4. การสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ

4.1 การสร้างและตรวจสอบคุณภาพชุดกิจกรรมบูรณาการ STEM กับการสอนสระในภาษาไทย

  1. ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2560 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM
  2. วิเคราะห์เนื้อหาเกี่ยวกับสระในภาษาไทยที่ปรากฏในหลักสูตร และกำหนดขอบเขตเนื้อหาที่จะนำมาสร้างชุดกิจกรรม
  3. กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ของชุดกิจกรรม
  4. ออกแบบและสร้างชุดกิจกรรมบูรณาการ STEM กับการสอนสระในภาษาไทย โดยแต่ละชุดกิจกรรมประกอบด้วย
    • คู่มือการใช้ชุดกิจกรรม
    • แผนการจัดการเรียนรู้
    • ใบความรู้และใบกิจกรรม
    • สื่อและอุปกรณ์การเรียนรู้
    • แบบประเมินผลการเรียนรู้
  5. นำชุดกิจกรรมที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาไทย จำนวน 2 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนรู้แบบ STEM จำนวน 2 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและประเมินผล จำนวน 1 ท่าน เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยใช้แบบประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ
  6. วิเคราะห์ผลการประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยคำนวณค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) และปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
  7. นำชุดกิจกรรมที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ (Try Out) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 15 คน เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของเนื้อหา กิจกรรม และเวลาที่ใช้
  8. ปรับปรุงแก้ไขชุดกิจกรรมให้มีความสมบูรณ์เพื่อนำไปใช้ในการวิจัยต่อไป

4.2 การสร้างและตรวจสอบคุณภาพแบบทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียงสระในภาษาไทย

  1. ศึกษาหลักการและวิธีการสร้างแบบทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียง
  2. วิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาเกี่ยวกับสระในภาษาไทย
  3. สร้างแบบทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียงสระในภาษาไทย
  4. นำแบบทดสอบเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา
  5. ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
  6. นำแบบทดสอบไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 15 คน
  7. นำผลการทดสอบมาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r)
  8. คัดเลือกข้อสอบที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ และหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบโดยใช้สูตร KR-20 ของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson)
  9. จัดทำแบบทดสอบฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปใช้ในการวิจัย

4.3 การสร้างและตรวจสอบคุณภาพแบบวัดเจตคติต่อการเรียนภาษาไทย

  1. ศึกษาหลักการและวิธีการสร้างแบบวัดเจตคติ
  2. กำหนดขอบเขตและโครงสร้างของแบบวัดเจตคติ
  3. สร้างแบบวัดเจตคติต่อการเรียนภาษาไทย
  4. นำแบบวัดเจตคติเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา
  5. ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
  6. นำแบบวัดเจตคติไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 15 คน
  7. นำผลการทดลองมาวิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนกรายข้อโดยใช้วิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item-Total Correlation)
  8. คัดเลือกข้อคำถามที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเจตคติโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient)
  9. จัดทำแบบวัดเจตคติฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปใช้ในการวิจัย

5. การดำเนินการทดลอง

การดำเนินการทดลองแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้

5.1 ขั้นก่อนการทดลอง

  1. ขออนุญาตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยก้อดเพื่อดำเนินการวิจัย
  2. ชี้แจงวัตถุประสงค์และวิธีการดำเนินการวิจัยให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทราบ
  3. ทดสอบก่อนการทดลอง (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียงสระในภาษาไทย และแบบวัดเจตคติต่อการเรียนภาษาไทย

5.2 ขั้นดำเนินการทดลอง

ดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมบูรณาการ STEM กับการสอนสระในภาษาไทย จำนวน 5 ชุด ชุดละ 3 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 15 ชั่วโมง โดยจัดกิจกรรมสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวมระยะเวลา 5 สัปดาห์ ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในแต่ละชุดกิจกรรม

ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้แบ่งนักเรียนออกเป็น 6 กลุ่ม กลุ่มละ 4 คน โดยคละความสามารถ เพื่อให้นักเรียนได้ร่วมมือกันในการเรียนรู้และทำกิจกรรมตามแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM โดยมีขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละชุดกิจกรรม ดังนี้

  1. ขั้นระบุปัญหา (Problem Identification): นักเรียนเรียนรู้เกี่ยวกับสระในภาษาไทยและร่วมกันระบุปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการอ่านออกเสียงสระ
  2. ขั้นรวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้อง (Related Information Search): นักเรียนศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับเสียงและรูปของสระในภาษาไทย
  3. ขั้นออกแบบวิธีการแก้ปัญหา (Solution Design): นักเรียนร่วมกันออกแบบวิธีการหรือสร้างชิ้นงานที่ช่วยในการเรียนรู้สระในภาษาไทย
  4. ขั้นวางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา (Planning and Development): นักเรียนวางแผนและลงมือปฏิบัติตามที่ได้ออกแบบไว้
  5. ขั้นทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน (Testing, Evaluation and Design Improvement): นักเรียนทดสอบและประเมินผลชิ้นงานหรือวิธีการที่สร้างขึ้น พร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไข
  6. ขั้นนำเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน (Presentation): นักเรียนนำเสนอวิธีการและผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงานที่สร้างขึ้น

ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้วิจัยบันทึกพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้

5.3 ขั้นหลังการทดลอง

ทดสอบหลังการทดลอง (Posttest) โดยใช้แบบทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียงสระในภาษาไทย และแบบวัดเจตคติต่อการเรียนภาษาไทย ชุดเดียวกับที่ใช้ในการทดสอบก่อนการทดลอง

6. การวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย

  1. วิเคราะห์เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงสระในภาษาไทยของนักเรียนก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้สถิติทดสอบที (t-test for Dependent Samples)

  2. วิเคราะห์เปรียบเทียบเจตคติต่อการเรียนภาษาไทยของนักเรียนก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้สถิติทดสอบที (t-test for Dependent Samples)

  3. วิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้การวิเคราะห์ค่าความถี่ ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)

ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการพัฒนาชุดกิจกรรมบูรณาการ STEM กับการสอนสระในภาษาไทยนี้ คือ นักเรียนจะมีความสามารถในการอ่านออกเสียงสระในภาษาไทยสูงขึ้น และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทย ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาทักษะการอ่านและการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นต่อไป นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังสามารถนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และอาจนำไปประยุกต์ใช้กับการสอนในรายวิชาอื่นๆ หรือในระดับชั้นอื่นๆ ต่อไป

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

 

การวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยชุดกิจกรรมบูรณาการ STEM กับการสอนสระในภาษาไทย

1. การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง

1.1 ลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง

  • จำนวนนักเรียนทั้งหมด: 24 คน
  • ระดับชั้น: ประถมศึกษาปีที่ 1
  • โรงเรียน: บ้านห้วยก้อด สังกัด อบต.ร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง
  • ภาคเรียน/ปีการศึกษา: ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567
  • วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง: การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากมีนักเรียนชั้น ป.1 เพียง 1 ห้องเรียน

1.2 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์ (ควรเก็บเพิ่มเติม)

  • การแจกแจงเพศของนักเรียน (จำนวนและร้อยละของนักเรียนชายและหญิง)
  • อายุเฉลี่ยของนักเรียน
  • ภูมิหลังทางภาษา (เช่น ภาษาที่ใช้ที่บ้าน)
  • ความรู้พื้นฐานด้านภาษาไทยก่อนเข้าร่วมกิจกรรม

2. การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ด้านความสามารถในการอ่านออกเสียง

2.1 การเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน

  • ค่าเฉลี่ย (Mean) ของคะแนนก่อนและหลังการทดลอง
  • ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของคะแนนก่อนและหลังการทดลอง
  • ผลต่างของค่าเฉลี่ยคะแนน (Mean Difference)
  • การทดสอบนัยสำคัญทางสถิติด้วย t-test แบบ Dependent Samples
  • การคำนวณขนาดอิทธิพล (Effect Size) เพื่อวัดระดับของผลกระทบ

2.2 การวิเคราะห์ความก้าวหน้าด้านการอ่านออกเสียง

  • การวิเคราะห์คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ (Relative Gain Score)
  • การจำแนกนักเรียนตามระดับความสามารถ (กลุ่มเก่ง ปานกลาง อ่อน) และวิเคราะห์พัฒนาการในแต่ละกลุ่ม
  • การเปรียบเทียบผลการพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงสระแต่ละประเภท

3. การวิเคราะห์เจตคติต่อการเรียน

3.1 การเปรียบเทียบเจตคติก่อนและหลังเรียน

  • ค่าเฉลี่ยระดับเจตคติก่อนและหลังการทดลอง
  • ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับเจตคติ
  • การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยด้วย t-test
  • การวิเคราะห์ขนาดอิทธิพล (Effect Size) ของการเปลี่ยนแปลงเจตคติ

3.2 การวิเคราะห์เจตคติรายด้าน

  • การวิเคราะห์เจตคติต่อเนื้อหาสาระ
  • การวิเคราะห์เจตคติต่อวิธีการสอนแบบบูรณาการ STEM
  • การวิเคราะห์เจตคติต่อการนำความรู้ไปใช้
  • การวิเคราะห์เจตคติต่อบรรยากาศการเรียนรู้

4. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร

4.1 ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการอ่านออกเสียงกับเจตคติ

  • การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ (Correlation Analysis) ระหว่างคะแนนความสามารถในการอ่านออกเสียงกับระดับเจตคติต่อการเรียน
  • การวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียง

4.2 การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ

  • วิเคราะห์ลักษณะของนักเรียนที่มีพัฒนาการสูง
  • วิเคราะห์องค์ประกอบของชุดกิจกรรมที่ส่งผลต่อการพัฒนา

5. การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ

5.1 การวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้

  • สังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในกิจกรรม
  • บันทึกพัฒนาการรายบุคคล
  • บันทึกปัญหาและอุปสรรคระหว่างการจัดกิจกรรม

5.2 การวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์

  • ความคิดเห็นของนักเรียนต่อกิจกรรม
  • ความคิดเห็นของผู้ปกครอง/ครูผู้เกี่ยวข้อง

6. การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่างๆ

6.1 การนำเสนอในรูปแบบตาราง

  • ตารางแสดงค่าสถิติพื้นฐาน (ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน)
  • ตารางเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการทดลอง
  • ตารางแสดงผลการทดสอบทางสถิติ

6.2 การนำเสนอในรูปแบบแผนภูมิและกราฟ

  • แผนภูมิแท่งแสดงการเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน
  • กราฟแสดงพัฒนาการของนักเรียนรายบุคคล
  • แผนภูมิวงกลมแสดงสัดส่วนนักเรียนตามระดับพัฒนาการ

7. การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมบูรณาการ STEM

7.1 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E1/E2

  • E1 (ประสิทธิภาพของกระบวนการ) = ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากการทำกิจกรรมระหว่างเรียน
  • E2 (ประสิทธิภาพของผลลัพธ์) = ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบหลังเรียน
  • เปรียบเทียบกับเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนด (เช่น 80/80)

7.2 การวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิผล (E.I.)

  • คำนวณจากอัตราส่วนระหว่างผลต่างของคะแนนทดสอบหลังเรียนกับก่อนเรียน ต่อผลต่างระหว่างคะแนนเต็มกับคะแนนทดสอบก่อนเรียน

8. การสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล

8.1 สรุปผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงก่อนและหลังเรียน

8.2 สรุปผลการเปรียบเทียบเจตคติต่อการเรียนก่อนและหลังเรียน

8.3 สรุปความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ศึกษา

8.4 สรุปประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมบูรณาการ STEM

 

วิธีการใช้งาน

วิธีการใช้งานชุดกิจกรรมบูรณาการ STEM กับการสอนสระในภาษาไทย

สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านห้วยก้อด ตำบลร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง

ขั้นตอนการใช้งานชุดกิจกรรม

1. การเตรียมความพร้อม

  • จัดเตรียมชุดกิจกรรมบูรณาการ STEM ให้ครบถ้วนสำหรับนักเรียน 24 คน
  • จัดห้องเรียนให้เหมาะสมกับการทำกิจกรรมกลุ่มย่อย โดยจัดโต๊ะเป็นกลุ่มละ 4-6 คน
  • เตรียมสื่อการสอนที่เกี่ยวกับสระในภาษาไทยให้พร้อม

2. การแนะนำกิจกรรม

  • อธิบายวัตถุประสงค์ของชุดกิจกรรมให้นักเรียนเข้าใจ
  • แนะนำองค์ประกอบของ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์) อย่างง่ายๆ
  • สาธิตการใช้อุปกรณ์ในชุดกิจกรรมอย่างปลอดภัย

3. การดำเนินกิจกรรม

กิจกรรมที่ 1: สำรวจและรู้จักสระในภาษาไทย

  • ให้นักเรียนสังเกตและสำรวจสระในภาษาไทยผ่านเกมจับคู่ภาพกับสระ
  • ฝึกออกเสียงสระแต่ละตัวตามแบบ
  • บันทึกเสียงการอ่านสระของนักเรียนด้วยเทคโนโลยีง่ายๆ (แท็บเล็ตหรือโทรศัพท์)

กิจกรรมที่ 2: สร้างสรรค์แบบจำลองสระ

  • แบ่งกลุ่มนักเรียนให้ออกแบบและสร้างแบบจำลองสระด้วยวัสดุที่เตรียมไว้
  • ให้นักเรียนคิดวิธีนำเสนอสระในรูปแบบที่สร้างสรรค์
  • ฝึกการทำงานร่วมกันเป็นทีม

กิจกรรมที่ 3: ประดิษฐ์สื่อการเรียนรู้สระ

  • ให้นักเรียนประดิษฐ์อุปกรณ์หรือเกมการเรียนรู้สระที่ตนเองสนใจ
  • ฝึกการนับจำนวนคำที่มีสระต่างๆ (บูรณาการคณิตศาสตร์)
  • แลกเปลี่ยนผลงานระหว่างกลุ่ม

กิจกรรมที่ 4: นำเสนอและประเมินผล

  • ให้แต่ละกลุ่มนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน
  • เพื่อนร่วมชั้นให้ข้อเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์
  • ครูประเมินความสามารถในการอ่านออกเสียงสระ

4. การประเมินผล

  • ประเมินความสามารถในการอ่านออกเสียงสระก่อนและหลังใช้ชุดกิจกรรม
  • สำรวจเจตคติต่อการเรียนภาษาไทยผ่านแบบสอบถามที่เหมาะสมกับวัย
  • สังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในกิจกรรม

ข้อแนะนำสำหรับครูผู้สอน

  1. จัดสรรเวลาให้เหมาะสมกับแต่ละกิจกรรม ควรใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน
  2. เน้นการเรียนรู้แบบสนุกสนาน ไม่กดดันนักเรียน
  3. ปรับความยากง่ายของกิจกรรมตามระดับความสามารถของนักเรียน
  4. ให้การเสริมแรงทางบวกเมื่อนักเรียนมีพัฒนาการที่ดีขึ้น
  5. บันทึกพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคนเพื่อติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

ชุดกิจกรรมนี้จะช่วยพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงสระในภาษาไทยควบคู่ไปกับการสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียน ผ่านการบูรณาการแนวคิด STEM อย่างเหมาะสมกับวัยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านห้วยก้อด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 24 คน

ผลที่เกิดจากผู้เรียน

ผลที่คาดว่าจะเกิดกับนักเรียนจากการใช้ชุดกิจกรรมดังกล่าว มีดังนี้:

  1. ด้านความสามารถในการอ่านออกเสียง

    • นักเรียนมีความสามารถในการอ่านออกเสียงสระในภาษาไทยได้ถูกต้องมากขึ้น
    • นักเรียนสามารถแยกแยะเสียงสระประเภทต่างๆ ได้ชัดเจน
    • นักเรียนมีความคล่องแคล่วในการอ่านคำที่ประสมด้วยสระต่างๆ
    • นักเรียนมีพัฒนาการด้านการอ่านที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับก่อนใช้ชุดกิจกรรม
  2. ด้านเจตคติต่อการเรียน

    • นักเรียนมีความสนใจและกระตือรือร้นในการเรียนภาษาไทยมากขึ้น
    • นักเรียนมีความสุขและสนุกกับการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม STEM
    • นักเรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียนมากขึ้น เนื่องจากรูปแบบกิจกรรมที่เน้นการลงมือปฏิบัติ
    • นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทยและวิชาอื่นๆ ที่บูรณาการ
  3. ด้านทักษะกระบวนการ STEM

    • นักเรียนได้พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
    • นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ในการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนสระ
    • นักเรียนได้พัฒนาทักษะการทำงานร่วมกันเป็นทีม
    • นักเรียนมีความเข้าใจในหลักการพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม
  4. ด้านการเชื่อมโยงความรู้

    • นักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้เรื่องสระในภาษาไทยกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันได้
    • นักเรียนเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ภาษาไทยมากขึ้น
    • นักเรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ข้ามศาสตร์ได้อย่างเหมาะสมกับวัย
  5. ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน

    • นักเรียนมีพื้นฐานการอ่านที่แข็งแรง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้น
    • นักเรียนมีความมั่นใจในการใช้ภาษาไทยมากขึ้น
    • นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต

 

การอ้างอิง

บรรณานุกรม

กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

กรมวิชาการ. (2546). การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.

กิดานันท์ มลิทอง. (2543). เทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรม. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2551). นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษากับการสอนระดับอนุบาล. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.

ทิศนา แขมมณี. (2551). รูปแบบการเรียนการสอน: ทางเลือกที่หลากหลาย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ทิศนา แขมมณี. (2555). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

บันลือ พฤกษะวัน. (2545). แนวพัฒนาการอ่านเร็ว คิดเป็น. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.

บุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวิจัยเบื้องต้น. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.

พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2557). การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

มธุรส จงชัยกิจ. (2562). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 21(2), 286-301.

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2560). คู่มือการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษา. กรุงเทพฯ: สสวท.

สมนึก ภัททิยธนี. (2546). การวัดผลการศึกษา. กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์.

สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์. (2544). การเรียนการสอนภาษาไทยในระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์. (2545). หลักและวิธีสอนอ่านภาษาไทย. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.

สุรางค์ โค้วตระกูล. (2553). จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

Bandura, A. (1977). Social learning theory. Prentice Hall.

Bybee, R. W. (2013). The case for STEM education: Challenges and opportunities. NSTA press.

Connor, C. M., Morrison, F. J., & Katch, L. E. (2004). Beyond the reading wars: Exploring the effect of child-instruction interactions on growth in early reading. Scientific Studies of Reading, 8(4), 305-336.

Cunningham, C. M., & Carlsen, W. S. (2014). Teaching engineering practices. Journal of Science Teacher Education, 25(2), 197-210.

National Reading Panel. (2000). Teaching children to read: An evidence-based assessment of the scientific research literature on reading and its implications for reading instruction. National Institute of Child Health and Human Development.

Vasquez, J. A., Sneider, C., & Comer, M. (2013). STEM lesson essentials, grades 3-8: Integrating science, technology, engineering, and mathematics. Heinemann.

การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาย.ศักดิ์กรินทร์ จันทร์บูรณ์, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=G8R4O00000000013 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ