แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
1. แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM
การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM เป็นแนวทางการจัดการศึกษาที่เน้นการบูรณาการความรู้ใน 4 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะการคิด การแก้ปัญหา และการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Bybee, 2013)
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) (2559) ได้อธิบายว่า การจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ไม่เน้นเพียงการท่องจำทฤษฎีหรือกฎทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ แต่เป็นการสร้างความเข้าใจทฤษฎีหรือกฎเหล่านั้นผ่านการปฏิบัติให้เห็นจริง ควบคู่กับการพัฒนาทักษะการคิด ตั้งคำถาม แก้ปัญหา และการหาข้อมูลและวิเคราะห์ข้อค้นพบใหม่ๆ
การจัดการเรียนรู้แบบ STEM สามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การบูรณาการภายในวิชา (Disciplinary Integration) การบูรณาการแบบพหุวิทยาการ (Multidisciplinary Integration) การบูรณาการแบบสหวิทยาการ (Interdisciplinary Integration) และการบูรณาการแบบข้ามสาขาวิชา (Transdisciplinary Integration) (Vasquez, Sneider, & Comer, 2013)
2. ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบ STEM
2.1 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ความรู้ (Constructivism)
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ความรู้ตามแนวคิดของ Piaget และ Vygotsky เน้นว่าผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเองจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยประสบการณ์เดิมและการลงมือปฏิบัติ (Active Learning) การจัดการเรียนรู้แบบ STEM สอดคล้องกับทฤษฎีนี้เนื่องจากเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ สำรวจ ค้นคว้า และสร้างความรู้ด้วยตนเอง (ทิศนา แขมมณี, 2560)
2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative Learning Theory)
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือเน้นการเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม โดยสมาชิกในกลุ่มมีเป้าหมายร่วมกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้แบบ STEM มักใช้กิจกรรมกลุ่มที่เน้นการร่วมมือกันแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ผลงาน (Johnson & Johnson, 1999)
2.3 ทฤษฎีการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning)
การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ และเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้เพื่อแก้ปัญหา การจัดการเรียนรู้แบบ STEM มักใช้สถานการณ์ปัญหาที่ท้าทายและเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงเป็นบริบทในการเรียนรู้ (Barrows & Tamblyn, 1980)
3. แนวคิดเกี่ยวกับการสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา
3.1 หลักการสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา
การสอนภาษาไทยในระดับประถมศึกษามีหลักการสำคัญ คือ การสอนจากง่ายไปหายาก จากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวไปสู่สิ่งที่ไกลตัว เน้นการฝึกทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนอย่างสมดุล บูรณาการทักษะทางภาษา และให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง (กรมวิชาการ, 2561)
3.2 แนวคิดเกี่ยวกับการสอนอ่านสะกดคำ
การสอนอ่านสะกดคำเป็นวิธีการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจหลักการประสมอักษรและสระเพื่อให้เกิดเป็นคำ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการอ่าน วิธีการสอนที่นิยมใช้ ได้แก่ วิธีสอนแบบแจกลูกสะกดคำ วิธีสอนแบบเสียงและอักษร (Phonics) และวิธีสอนแบบคำคู่ภาพ (บันลือ พฤกษะวัน, 2557)
3.3 แนวคิดเกี่ยวกับการสอนสระในภาษาไทย
สระในภาษาไทยมีความหลากหลายทั้งรูปและเสียง ซึ่งมักเป็นปัญหาสำหรับผู้เรียนในระดับเริ่มต้น การสอนสระที่มีประสิทธิภาพควรใช้สื่อที่หลากหลาย มีการฝึกซ้ำ และเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในชีวิตจริง (สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์, 2558)
4. แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้
4.1 ความหมายและองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง สื่อการเรียนการสอนที่ครูสร้างขึ้นประกอบด้วยสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาและปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ องค์ประกอบของชุดกิจกรรมประกอบด้วย คู่มือการใช้ชุดกิจกรรม แผนการจัดการเรียนรู้ เนื้อหาสาระ สื่อการเรียนรู้ และแบบประเมินผล (ชัยยงค์ พรหมวงศ์, 2556)
4.2 ขั้นตอนการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การวิเคราะห์หลักสูตรและเนื้อหา การกำหนดหน่วยและหัวเรื่อง การกำหนดวัตถุประสงค์ การสร้างแบบทดสอบ การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ การผลิตสื่อการเรียนรู้ การทดลองใช้และประเมินผล และการปรับปรุงแก้ไข (บุญเกื้อ ควรหาเวช, 2559)
5. แนวคิดเกี่ยวกับความสามารถในการอ่านออกเสียงและเจตคติต่อการเรียน
5.1 ความสามารถในการอ่านออกเสียง
ความสามารถในการอ่านออกเสียง หมายถึง ความสามารถในการแปลงรูปตัวอักษรให้เป็นเสียงได้อย่างถูกต้องตามหลักการอ่านภาษาไทย ประกอบด้วย การอ่านออกเสียงพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และการอ่านคำ (ฐะปะนีย์ นาครทรรพ, 2553)
5.2 เจตคติต่อการเรียน
เจตคติต่อการเรียน หมายถึง ความรู้สึก ความคิดเห็น และพฤติกรรมที่ผู้เรียนแสดงออกต่อการเรียน ซึ่งอาจเป็นไปในทางบวกหรือทางลบ เจตคติต่อการเรียนมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการเรียนการสอน (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2558)
6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
6.1 งานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM
สิริพร ปาณาวงษ์ (2561) ได้ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEM Education มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดแก้ปัญหาสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ
6.2 งานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาไทย
จุฑามาศ แก้วพิจิตร (2562) ได้ศึกษาผลของการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีต่อความสามารถในการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีความสามารถในการอ่านสะกดคำสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
6.3 งานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาเจตคติต่อการเรียน
วรรณา ทองน้อย (2563) ได้ศึกษาการพัฒนาเจตคติต่อการเรียนภาษาไทยโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบเกม ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบเกมมีเจตคติต่อการเรียนภาษาไทยสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ
จากการศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM เป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงและเจตคติต่อการเรียนของนักเรียน โดยเฉพาะเมื่อนำมาบูรณาการกับการสอนสระในภาษาไทย ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย มีความสนุกสนาน และเกิดแรงจูงใจในการเรียน