ในยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารมีการเผยแพร่อย่างรวดเร็วและกว้างขวางผ่านช่องทางที่
หลากหลาย ทักษะการอ่านจับใจความสำคัญถือเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้เรียนในทุกระดับชั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาและการประกอบอาชีพในอนาคต การอ่านจับใจความสำคัญเป็นกระบวนการที่ผู้อ่านต้องทำความเข้าใจเนื้อหา วิเคราะห์ และสรุปสาระสำคัญของเรื่องที่อ่านได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจสภาพปัญหาในชั้นเรียนและการทบทวนผลการทดสอบทาง
การศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (N-NET) ในวิชาภาษาไทยของนักศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่านักศึกษาจำนวนมากยังประสบปัญหาในการอ่านจับใจความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการระบุใจความสำคัญ การแยกแยะระหว่างใจความสำคัญและรายละเอียดสนับสนุน ตลอดจนการสรุปความจากเรื่องที่อ่านได้อย่างกระชับและตรงประเด็น ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาภาษาไทยและวิชาอื่นๆ ที่ต้องอาศัยทักษะการอ่านเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้สาเหตุของปัญหาดังกล่าวมีหลายประการ ประการแรก คือ การขาดกลยุทธ์ในการอ่านที่มีประสิทธิภาพ นักเรียนส่วนใหญ่มักอ่านแบบผ่านๆ โดยไม่มีการจดบันทึกหรือทำเครื่องหมายใดๆ ทำให้ไม่สามารถจับประเด็นสำคัญได้ครบถ้วน ประการที่สอง คือ การขาดทักษะในการวิเคราะห์โครงสร้างของเนื้อหา ทำให้ไม่สามารถแยกแยะระหว่างใจความสำคัญและรายละเอียดสนับสนุนได้อย่างชัดเจน ประการที่สาม คือ การขาดความเข้าใจในความสัมพันธ์ของข้อมูลในเนื้อหา ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงความคิดและสรุปใจความสำคัญได้อย่างครอบคลุม และประการสุดท้าย คือ การขาดแรงจูงใจและความสนใจในการอ่าน ซึ่งเป็นผลมาจากวิธีการสอนที่ไม่น่าสนใจและไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว นักการศึกษาและนักวิจัยได้เสนอแนวทางและเทคนิคการสอนที่หลากหลาย หนึ่งในเทคนิคที่ได้รับความสนใจและมีงานวิจัยรองรับถึงประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ คือ เทคนิคแผนที่ความคิด (Mind Mapping) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการจัดระบบความคิดและข้อมูลที่พัฒนาขึ้นโดย Tony Buzan นักการศึกษาชาวอังกฤษ ในช่วงทศวรรษ 1970
แผนที่ความคิดเป็นเทคนิคการจดบันทึกและการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบแผนภาพ ที่ใช้การเชื่อมโยงความคิดหลักและความคิดรองด้วยเส้น สี และรูปภาพ ทำให้เห็นภาพรวมของเนื้อหาและความสัมพันธ์ของข้อมูลได้อย่างชัดเจน การใช้เทคนิคแผนที่ความคิดในการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญมีข้อดีหลายประการ ดังนี้
1. ช่วยในการจัดระบบข้อมูล: แผนที่ความคิดช่วยให้ผู้เรียนสามารถจัดระบบข้อมูลที่ได้จากการอ่านได้อย่างเป็นระบบ โดยแยกแยะใจความสำคัญและรายละเอียดสนับสนุนได้ชัดเจนขึ้น
2. ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์: การสร้างแผนที่ความคิดกระตุ้นให้ผู้เรียนต้องวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของข้อมูลและจัดลำดับความสำคัญของเนื้อหา ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการจับใจความสำคัญ
3. พัฒนาความคิดสร้างสรรค์: การใช้สี รูปภาพ และสัญลักษณ์ในการสร้างแผนที่ความคิดช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และทำให้การเรียนรู้มีความสนุกสนานมากขึ้น
4. เพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำ: การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบแผนภาพช่วยให้สมองสามารถจดจำข้อมูลได้ดีขึ้น เนื่องจากสอดคล้องกับการทำงานตามธรรมชาติของสมอง
5. ส่งเสริมการเรียนรู้แบบองค์รวม: แผนที่ความคิดช่วยให้ผู้เรียนเห็นภาพรวมของเนื้อหาและความเชื่อมโยงระหว่างประเด็นต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสรุปใจความสำคัญ
6. เป็นเครื่องมือในการทบทวนและสรุปความ: แผนที่ความคิดสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการทบทวนเนื้อหาและสรุปความได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดเวลาในการอ่านซ้ำ
จากการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีหลักฐานสนับสนุนประสิทธิภาพของการใช้
เทคนิคแผนที่ความคิดในการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญในหลายบริบท ตัวอย่างเช่น งานวิจัยของ สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2556) ที่ศึกษาผลของการใช้แผนที่ความคิดในการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย พบว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนโดยใช้แผนที่ความคิดมีความสามารถด้านการอ่านจับใจความสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
นอกจากนี้ งานวิจัยของ ชลธิชา จันทร์แก้ว (2560) ที่ศึกษาการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิคแผนที่ความคิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่านักเรียนมีคะแนนความสามารถในการอ่านจับใจความหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยเทคนิคแผนที่ความคิดในระดับมากอย่างไรก็ตาม แม้จะมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเทคนิคแผนที่ความคิดในการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ แต่ยังมีช่องว่างในการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้เทคนิคนี้ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการเรียนการสอนภาษาไทยในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจในการศึกษาเพิ่มเติม เช่น การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลในการสร้างแผนที่ความคิด ผลของการใช้เทคนิคแผนที่ความคิดต่อการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง และการประยุกต์ใช้เทคนิคแผนที่ความคิดในการพัฒนาทักษะการเขียนสรุปความด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาผลของการใช้เทคนิคแผนที่ความคิดในการพัฒนาทักษะการจับใจความสำคัญสำหรับนักศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
การวิจัยที่ครอบคลุมทั้งด้านทักษะและเจตคติสำหรับงานวิจัยเรื่อง "การพัฒนาทักษะการจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคแผนที่ความคิดสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมปลาย" ดังนี้:
1. เพื่อพัฒนาทักษะการจับใจความสำคัญของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายโดยใช้เทคนิคแผนที่ความคิด
2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการจับใจความสำคัญของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนและหลังการใช้เทคนิคแผนที่ความคิด
3. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการจับใจความสำคัญระหว่างนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิคแผนที่ความคิดกับนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบปกติ
4. เพื่อศึกษาเจตคติต่อการอ่านจับใจความสำคัญของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหลังการใช้เทคนิคแผนที่ความคิด
5. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายต่อการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคแผนที่ความคิดในการพัฒนาทักษะการจับใจความสำคัญ
. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการจับใจความสำคัญ
1.1 ความหมายและความสำคัญของการจับใจความสำคัญ
1.2 องค์ประกอบของการจับใจความสำคัญ
- ประชากร: นักศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ของ ศกร.ระดับตำบลแม่ถอด สังกัด สกร.ระดับอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง
- กลุ่มตัวอย่าง: นักศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 15 คน และกลุ่มควบคุม 15 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)