แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 121 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
การพัฒนาโมเดล Soft Power ครูผู้สอนเพื่อเสริมสร้างทักษะการสร้างเว็บไซต์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา
SoftPower
มัธยมศึกษา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ข้อมูลผู้พัฒนา
นางสาวกรรณิการ์ สิงห์กาศ
ครู
โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
0918525496
kannika@wjd.ac.th
บทคัดย่อ/บทสรุป

การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของโมเดล Soft Power ครูผู้สอนเพื่อเสริมสร้างทักษะการสร้างเว็บไซต์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 2) เปรียบเทียบทักษะการสร้างเว็บไซต์และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนก่อนและหลังการใช้โมเดลที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา จำนวน 36 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยมีการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One-Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โมเดล Soft Power ครูผู้สอนและแผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดทักษะการสร้างเว็บไซต์ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test for Dependent Samples)

หลักการและเหตุผล

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อทุกมิติของสังคมโลก การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในศตวรรษที่ 21 ถือเป็นภารกิจเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะด้านดิจิทัล (Digital Skills) ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม (Value-Based Economy) ทักษะการสร้างและพัฒนาเว็บไซต์เป็นหนึ่งในสมรรถนะดิจิทัลที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างสรรค์ การสื่อสาร และการเป็นผู้ผลิตเนื้อหา (Content Creator) ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (ปัจจุบันอยู่ในสาระเทคโนโลยี วิชาวิทยาการคำนวณ) ที่มุ่งหวังให้นักเรียนสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการสร้างเว็บไซต์ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมักเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งในด้านความซับซ้อนของเนื้อหาที่ต้องอาศัยความเข้าใจในเชิงตรรกะและการออกแบบ และที่สำคัญคือความแตกต่างในด้านความถนัดและความสนใจของผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อแรงจูงใจและความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ จากสภาพการณ์จัดการเรียนการสอนในรายวิชาการสร้างเว็บไซต์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา ผู้วิจัยในฐานะครูผู้สอนได้สังเกตพบสภาพปัญหาเชิงประจักษ์ว่า แม้ผู้เรียนส่วนใหญ่จะสามารถปฏิบัติตามกิจกรรมการเรียนรู้ได้ แต่ยังคงมีนักเรียนประมาณร้อยละ 5 ที่ประสบปัญหาด้านการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน การขาดความกระตือรือร้น และการส่งงานไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงตามกำหนดเวลา ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดจากข้อจำกัดทางสติปัญญาเพียงอย่างเดียว แต่มีแนวโน้มที่จะเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านเจตคติและแรงจูงใจภายในของผู้เรียนเป็นสำคัญ

แนวคิด "Soft Power" หรือ "พลังอำนาจอ่อน" ซึ่งเดิมเป็นแนวคิดในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่หมายถึงความสามารถในการชักจูงหรือโน้มน้าวให้ผู้อื่นคล้อยตามด้วยความเต็มใจผ่านการสร้างแรงดึงดูดใจ (Attraction) แทนการบีบบังคับ (Coercion) ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในหลากหลายบริบท รวมถึงในวงการศึกษา (ทิตินันท์ สุทธินนท์ และคณะ, 2564) ในบริบทของห้องเรียน Soft Power ของครูผู้สอนจึงหมายถึงความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจ สร้างความสัมพันธ์เชิงบวก และเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อให้นักเรียนเกิดความศรัทธา ความไว้วางใจ และมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาที่เรียน ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้อย่างมีความสุขและยั่งยืน ต่างจากการใช้เพียง "Hard Power" เช่น การให้คะแนน หรือการกำหนดบทลงโทษ ซึ่งอาจสร้างผลลัพธ์ในระยะสั้นแต่ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจจากภายในได้ (ธันยวิช วิเชียรพันธ์, 2562) ครูผู้สอนที่มี Soft Power สูงจะสามารถใช้คุณลักษณะส่วนบุคคล อาทิ ความกระตือรือร้น ความเข้าอกเข้าใจ รูปแบบการสื่อสารที่สร้างสรรค์ และการสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนที่ปลอดภัยและท้าทาย เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนก้าวข้ามอุปสรรคทางการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะนำแนวคิด Soft Power มาสังเคราะห์และพัฒนาให้เป็น "โมเดล Soft Power ครูผู้สอน" ที่มีลักษณะเป็นรูปธรรมและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในบริบทของการสอนสร้างเว็บไซต์ โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ซึ่งเป็นกระบวนการศึกษาอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาที่มีคุณภาพและได้รับการตรวจสอบประสิทธิภาพ (สุวิมล ว่องวาณิช, 2558) โดยมุ่งหวังว่าโมเดลที่พัฒนาขึ้นนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับครูผู้สอนในการเข้าถึงและเสริมสร้างศักยภาพของนักเรียนกลุ่มที่มีปัญหาด้านแรงจูงใจให้สามารถพัฒนาทักษะการสร้างเว็บไซต์ได้อย่างเต็มศักยภาพ และส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนเกิดความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยาและเป็นแนวทางสำหรับนักการศึกษาท่านอื่นต่อไป

วัตถุประสงค์
  1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย

  2. (ผลผลิต) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของโมเดล Soft Power ครูผู้สอนเพื่อเสริมสร้างทักษะการสร้างเว็บไซต์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด
  3. (ผลลัพธ์) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการสร้างเว็บไซต์และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 ก่อนและหลังการใช้โมเดล Soft Power ครูผู้สอนที่พัฒนาขึ้น
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

แนวคิดเกี่ยวกับ Soft Power (พลังอำนาจอ่อน)

  1. ความหมายและองค์ประกอบของ Soft Power Soft Power เป็นแนวคิดที่พัฒนาโดย โจเซฟ ไนย์ (Joseph S. Nye, Jr.) นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน หมายถึง ความสามารถในการชักจูงหรือโน้มน้าวใจผู้อื่นให้ปฏิบัติตามสิ่งที่ตนต้องการได้โดยใช้ "ความดึงดูดใจ" (Attraction) แทนการใช้กำลังบังคับ (Coercion) หรือการให้รางวัล (Payment) ซึ่งเป็นลักษณะของ Hard Power โดยแหล่งที่มาของ Soft Power ประกอบด้วย 3 แหล่งหลัก ได้แก่ วัฒนธรรม (Culture), ค่านิยมทางการเมือง (Political Values), และ นโยบายต่างประเทศ (Foreign Policies) (Nye, 2004)
  2. การประยุกต์ใช้ Soft Power ในบริบทการศึกษาและบทบาทครู เมื่อนำแนวคิด Soft Power มาประยุกต์ใช้ในบริบทของห้องเรียน สามารถเทียบเคียงได้ดังนี้ (ธันยวิช วิเชียรพันธ์, 2562; ทิตินันท์ สุทธินนท์ และคณะ, 2564)
    • วัฒนธรรม (Culture): เปรียบได้กับ "วัฒนธรรมและบรรยากาศในชั้นเรียน" ที่ครูสร้างขึ้น เช่น บรรยากาศที่เปิดกว้าง ปลอดภัย ให้เกียรติซึ่งกันและกัน และส่งเสริมการเรียนรู้ รวมถึงคุณลักษณะส่วนตัวของครู (บุคลิกภาพ ความกระตือรือร้น ความเชี่ยวชาญ) ที่ทำให้นักเรียนรู้สึกชื่นชมและอยากเอาเป็นแบบอย่าง
    • ค่านิยม (Values): เปรียบได้กับ "ค่านิยมและทัศนคติที่ครูยึดถือและถ่ายทอด" เช่น ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความมุ่งมั่นในการสอน ความยุติธรรมในการประเมินผล และความเชื่อมั่นในศักยภาพของนักเรียนทุกคน ค่านิยมเหล่านี้เมื่อนักเรียนสัมผัสได้ จะก่อให้เกิดความศรัทธาและความไว้วางใจ
    • นโยบาย (Policies): เปรียบได้กับ "รูปแบบการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ของครู" ซึ่งเปรียบเสมือนนโยบายส่วนตัวของครูในการจัดการชั้นเรียน เช่น การใช้การสื่อสารเชิงบวก การให้ข้อมูลป้อนกลับที่สร้างสรรค์ (Constructive Feedback) การตั้งคำถามที่กระตุ้นความคิด และการสร้างเป้าหมายการเรียนรู้ร่วมกัน สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีการที่สร้างแรงดึงดูดให้นักเรียนอยากมีส่วนร่วมด้วยความเต็มใจ
วิธีการพัฒนา

การวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เพื่อพัฒนาและประเมินผล “โมเดล Soft Power ครูผู้สอน” โดยมีการทดลองใช้รูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One-Group Pretest-Posttest Design)

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในการแปลความหมายผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ดังนี้

สัญลักษณ์

ความหมาย

N

แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง

x̄

แทน ค่าเฉลี่ย (Mean)

S.D.

แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

t

แทน ค่าสถิติที่ใช้ในการทดสอบที (t-test)

p

แทน ระดับนัยสำคัญทางสถิติ (p-value)

วิธีการใช้งาน

ระยะที่ 1: การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน (Analysis)

ระยะที่ 2: การออกแบบและสร้างนวัตกรรม (Design and Construction)

ระยะที่ 3: การหาคุณภาพและปรับปรุงนวัตกรรม (Validation and Revision)

ระยะที่ 4: การทดลองใช้และประเมินผลนวัตกรรม (Implementation and Evaluation)

3.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

  1. นวัตกรรมที่ใช้ในการทดลอง คือ โมเดล Soft Power ครูผู้สอนและแผนการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับโมเดล
  2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย
    • แบบทดสอบวัดทักษะการสร้างเว็บไซต์ เป็นแบบทดสอบภาคปฏิบัติ (Practical Test) จำนวน 1 ฉบับ เพื่อวัดทักษะก่อนและหลังเรียน มีเกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค (Rubric Score)
    • แบบสอบถามความพึงพอใจ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับของลิเคิร์ท (Likert Scale) เพื่อสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน

 

 

ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

  1. ประชากร (Population) ที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา ภาคเรียนที่ [ระบุภาคเรียน] ปีการศึกษา [ระบุปีการศึกษา]
  2. กลุ่มตัวอย่าง (Sample) ที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา ภาคเรียนที่ [ระบุภาคเรียน] ปีการศึกษา [ระบุปีการศึกษา] จำนวน 36 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ผู้วิจัยรับผิดชอบการสอนและต้องการพัฒนานักเรียนกลุ่มดังกล่าวโดยตรง
การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นางสาว.กรรณิการ์ สิงห์กาศ, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=HXB7S00000000096 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ