การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของโมเดล Soft Power ครูผู้สอนเพื่อเสริมสร้างทักษะการสร้างเว็บไซต์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 2) เปรียบเทียบทักษะการสร้างเว็บไซต์และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนก่อนและหลังการใช้โมเดลที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา จำนวน 36 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยมีการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One-Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โมเดล Soft Power ครูผู้สอนและแผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดทักษะการสร้างเว็บไซต์ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test for Dependent Samples)
ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อทุกมิติของสังคมโลก การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในศตวรรษที่ 21 ถือเป็นภารกิจเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะด้านดิจิทัล (Digital Skills) ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม (Value-Based Economy) ทักษะการสร้างและพัฒนาเว็บไซต์เป็นหนึ่งในสมรรถนะดิจิทัลที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างสรรค์ การสื่อสาร และการเป็นผู้ผลิตเนื้อหา (Content Creator) ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (ปัจจุบันอยู่ในสาระเทคโนโลยี วิชาวิทยาการคำนวณ) ที่มุ่งหวังให้นักเรียนสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการสร้างเว็บไซต์ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมักเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งในด้านความซับซ้อนของเนื้อหาที่ต้องอาศัยความเข้าใจในเชิงตรรกะและการออกแบบ และที่สำคัญคือความแตกต่างในด้านความถนัดและความสนใจของผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อแรงจูงใจและความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ จากสภาพการณ์จัดการเรียนการสอนในรายวิชาการสร้างเว็บไซต์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา ผู้วิจัยในฐานะครูผู้สอนได้สังเกตพบสภาพปัญหาเชิงประจักษ์ว่า แม้ผู้เรียนส่วนใหญ่จะสามารถปฏิบัติตามกิจกรรมการเรียนรู้ได้ แต่ยังคงมีนักเรียนประมาณร้อยละ 5 ที่ประสบปัญหาด้านการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน การขาดความกระตือรือร้น และการส่งงานไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงตามกำหนดเวลา ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดจากข้อจำกัดทางสติปัญญาเพียงอย่างเดียว แต่มีแนวโน้มที่จะเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านเจตคติและแรงจูงใจภายในของผู้เรียนเป็นสำคัญ
แนวคิด "Soft Power" หรือ "พลังอำนาจอ่อน" ซึ่งเดิมเป็นแนวคิดในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่หมายถึงความสามารถในการชักจูงหรือโน้มน้าวให้ผู้อื่นคล้อยตามด้วยความเต็มใจผ่านการสร้างแรงดึงดูดใจ (Attraction) แทนการบีบบังคับ (Coercion) ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในหลากหลายบริบท รวมถึงในวงการศึกษา (ทิตินันท์ สุทธินนท์ และคณะ, 2564) ในบริบทของห้องเรียน Soft Power ของครูผู้สอนจึงหมายถึงความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจ สร้างความสัมพันธ์เชิงบวก และเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อให้นักเรียนเกิดความศรัทธา ความไว้วางใจ และมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาที่เรียน ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้อย่างมีความสุขและยั่งยืน ต่างจากการใช้เพียง "Hard Power" เช่น การให้คะแนน หรือการกำหนดบทลงโทษ ซึ่งอาจสร้างผลลัพธ์ในระยะสั้นแต่ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจจากภายในได้ (ธันยวิช วิเชียรพันธ์, 2562) ครูผู้สอนที่มี Soft Power สูงจะสามารถใช้คุณลักษณะส่วนบุคคล อาทิ ความกระตือรือร้น ความเข้าอกเข้าใจ รูปแบบการสื่อสารที่สร้างสรรค์ และการสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนที่ปลอดภัยและท้าทาย เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนก้าวข้ามอุปสรรคทางการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะนำแนวคิด Soft Power มาสังเคราะห์และพัฒนาให้เป็น "โมเดล Soft Power ครูผู้สอน" ที่มีลักษณะเป็นรูปธรรมและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในบริบทของการสอนสร้างเว็บไซต์ โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ซึ่งเป็นกระบวนการศึกษาอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาที่มีคุณภาพและได้รับการตรวจสอบประสิทธิภาพ (สุวิมล ว่องวาณิช, 2558) โดยมุ่งหวังว่าโมเดลที่พัฒนาขึ้นนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับครูผู้สอนในการเข้าถึงและเสริมสร้างศักยภาพของนักเรียนกลุ่มที่มีปัญหาด้านแรงจูงใจให้สามารถพัฒนาทักษะการสร้างเว็บไซต์ได้อย่างเต็มศักยภาพ และส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนเกิดความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยาและเป็นแนวทางสำหรับนักการศึกษาท่านอื่นต่อไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
แนวคิดเกี่ยวกับ Soft Power (พลังอำนาจอ่อน)
การวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เพื่อพัฒนาและประเมินผล “โมเดล Soft Power ครูผู้สอน” โดยมีการทดลองใช้รูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One-Group Pretest-Posttest Design)
สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในการแปลความหมายผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ดังนี้
สัญลักษณ์
ความหมาย
N
แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง
x̄
แทน ค่าเฉลี่ย (Mean)
S.D.
แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
t
แทน ค่าสถิติที่ใช้ในการทดสอบที (t-test)
p
แทน ระดับนัยสำคัญทางสถิติ (p-value)
ระยะที่ 1: การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน (Analysis)
ระยะที่ 2: การออกแบบและสร้างนวัตกรรม (Design and Construction)
ระยะที่ 3: การหาคุณภาพและปรับปรุงนวัตกรรม (Validation and Revision)
ระยะที่ 4: การทดลองใช้และประเมินผลนวัตกรรม (Implementation and Evaluation)
3.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง