แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 375 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
การพัฒนาทักษะเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนอนุบาล 3 ด้วย Soft Power ของครูผู้สอนกรณีศึกษา โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง
SoftPower
ปฐมวัย
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
ข้อมูลผู้พัฒนา
นางกัญญา อุ่นผูก
อัสสัมชัญลำปาง
ปฐมวัย
0882520899
kanyaaunpook@gmail.com
บทคัดย่อ/บทสรุป

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการใช้ Soft Power ของครูผู้สอนในการพัฒนาทักษะเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 2) พัฒนาและส่งเสริมความสามารถด้านเทคโนโลยีเบื้องต้น และความคิดสร้างสรรค์ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่ออกแบบโดยใช้ Soft Power และ 3) ประเมินผลการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนหลังจากเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ที่ออกแบบภายใต้กรณีศึกษา โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง

กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 34 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพควบคู่กับเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ Soft Power บันทึกการสังเกตพฤติกรรม แบบประเมินทักษะเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ และการสัมภาษณ์เชิงลึกครูและผู้ปกครอง

ผลการวิจัยพบว่า การใช้ Soft Power ของครูผ่านการออกแบบกิจกรรมที่เน้นการเล่าเรื่อง (Storytelling) ดนตรีและศิลปะ การเสริมแรงทางบวก และการเป็นแบบอย่าง (Role Model) ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีความสนใจ กล้าแสดงออก และสามารถใช้เครื่องมือเทคโนโลยีพื้นฐาน เช่น แท็บเล็ต กล้องถ่ายรูป และแอปวาดภาพได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ นักเรียนแสดงพฤติกรรมคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น เช่น การสร้างผลงานศิลปะด้วยสื่อดิจิทัล การเล่าเรื่องประกอบภาพ และการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนได้อย่างมีจินตนาการ

ผลการประเมินพบว่า นักเรียนร้อยละ 91.18 มีพัฒนาการด้านทักษะเทคโนโลยีอยู่ในระดับดีถึงดีมาก และร้อยละ 88.24 มีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับดีขึ้นหลังจากจบกิจกรรม แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการนำ Soft Power มาใช้ในการเรียนรู้ในระดับปฐมวัยได้อย่างเหมาะสม

คำสำคัญ: ทักษะเทคโนโลยี, ความคิดสร้างสรรค์, Soft Power, อนุบาล 3, โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง

หลักการและเหตุผล

นศตวรรษที่ 21 การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อทุกมิติของการดำเนินชีวิต รวมถึงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ในระดับปฐมวัย เด็กปฐมวัยในปัจจุบันเติบโตมากับสื่อดิจิทัล มีความคุ้นเคยกับอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ เช่น แท็บเล็ต สมาร์ตโฟน และแอปพลิเคชัน ส่งผลให้การพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่ช่วงต้นวัย มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต

องค์การยูเนสโก (UNESCO) และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ในลักษณะที่ส่งเสริมทักษะดิจิทัล ทักษะชีวิต และความคิดสร้างสรรค์ควบคู่กัน โดยเฉพาะในระดับปฐมวัยที่เป็นช่วงวัยแห่งการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงและการเล่นอย่างมีจุดมุ่งหมาย การพัฒนาเด็กให้สามารถใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมจินตนาการ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และการแสดงออกเชิงบวก จะช่วยปูพื้นฐานสู่การเป็นพลเมืองดิจิทัลในอนาคต

“Soft Power” หรือพลังละมุนของครูผู้สอน หมายถึง ความสามารถในการโน้มน้าวและส่งผลต่อพฤติกรรมของนักเรียนอย่างอ่อนโยนผ่านบทบาทผู้นำทางอารมณ์ วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และการเป็นแบบอย่างที่ดี การใช้ Soft Power อย่างมีจิตวิทยาในชั้นเรียนอนุบาลสามารถกระตุ้นแรงจูงใจภายในของนักเรียน เพิ่มความเชื่อมั่น กล้าลองผิดลองถูก และสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างครูกับนักเรียน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเรียนรู้ในระยะยาว

โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง ในฐานะสถานศึกษาที่มุ่งพัฒนาเด็กปฐมวัยตามมาตรฐานคุณภาพ มีแนวทางสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ในห้องเรียน โดยเน้นบทบาทของครูในการออกแบบกิจกรรมที่ใช้ Soft Power เพื่อจุดประกายความคิดและการเรียนรู้ของนักเรียน การวิจัยครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการศึกษากระบวนการพัฒนาทักษะเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ผ่านการใช้ Soft Power ของครู เพื่อให้เกิดรูปแบบแนวทางการจัดกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน และสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาการเรียนการสอนในระดับปฐมวัยอย่างยั่งยืน

วัตถุประสงค์
  1. เพื่อศึกษาผลของ Soft Power ของครูผู้สอนที่มีต่อการพัฒนาทักษะเทคโนโลยีของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง
  2. เพื่อศึกษาผลของ Soft Power ของครูผู้สอนที่มีต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

ความหมายและองค์ประกอบของ Soft Power

Soft Power (อำนาจอ่อน) เป็นแนวคิดที่เสนอโดย Joseph Nye Jr. (1990, 2004) ในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หมายถึง ความสามารถในการดึงดูดและโน้มน้าวใจผู้อื่นให้ต้องการในสิ่งที่เราต้องการ โดยไม่ต้องใช้การบังคับหรือการจ่ายเงิน ซึ่งแตกต่างจาก Hard Power (อำนาจแข็ง) ที่ใช้กำลังทางทหารหรือเศรษฐกิจ Soft Power เกิดจากแรงดึงดูดทางวัฒนธรรม ค่านิยมทางการเมือง และนโยบายต่างประเทศที่น่าชื่นชม

เมื่อนำมาปรับใช้กับบริบททางการศึกษา Soft Power ของครูผู้สอน คือ อิทธิพลที่ครูมีต่อผู้เรียนผ่านคุณลักษณะส่วนบุคคล ท่าที วิธีการสอน และบุคลิกภาพที่น่าดึงดูดใจ ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกอยากเรียนรู้ เกิดความผูกพัน ความเชื่อมั่น และมีทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนรู้ โดยไม่ได้เกิดจากการบังคับหรือการใช้อำนาจตามตำแหน่ง องค์ประกอบของ Soft Power ของครูผู้สอนอาจประกอบด้วย:

  • ความเป็นผู้นำทางวิชาชีพ (Professional Leadership): ความรู้ ความเชี่ยวชาญในเนื้อหา ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ และการเป็นแบบอย่างที่ดีในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง
  • ปฏิสัมพันธ์เชิงบวก (Positive Interaction): การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนักเรียน การสื่อสารที่เข้าใจ การรับฟังอย่างตั้งใจ การแสดงความห่วงใยและเห็นอกเห็นใจ
  • การสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration): ความสามารถในการจุดประกายความสนใจใฝ่รู้ กระตุ้นให้เกิดความกระตือรือร้น และส่งเสริมให้ผู้เรียนค้นพบศักยภาพของตนเอง
  • ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ (Credibility and Trust): การเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ ยุติธรรม น่าเชื่อถือ และสามารถพึ่งพาได้
  • บรรยากาศการเรียนรู้ที่เป็นมิตร (Conducive Learning Environment): การสร้างห้องเรียนที่ปลอดภัย อบอุ่น เปิดกว้าง และส่งเสริมการมีส่วนร่วม

2.1.2 บทบาทของ Soft Power ครูผู้สอนต่อการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย

สำหรับเด็กปฐมวัย ครูผู้สอนเป็นบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อพัฒนาการและทัศนคติในการเรียนรู้ Soft Power ของครูสามารถส่งผลต่อเด็กได้หลายด้าน:

  • ส่งเสริมความผูกพันและความปลอดภัยทางอารมณ์: ครูที่มี Soft Power สูงมักจะสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นกับเด็ก ทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย กล้าแสดงออก และกล้าที่จะลองผิดลองถูก
  • กระตุ้นการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้เชิงรุก: เมื่อเด็กรู้สึกประทับใจและเชื่อมั่นในครู พวกเขาจะมีแนวโน้มที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้มากขึ้น ตั้งใจฟัง และพยายามทำความเข้าใจ
  • หล่อหลอมทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนรู้: Soft Power ของครูช่วยให้เด็กมองว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก น่าตื่นเต้น และคุ้มค่า ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  • เป็นแบบอย่างที่ดี: ครูที่มีคุณลักษณะเชิงบวกจะกลายเป็นแบบอย่างให้เด็กเลียนแบบพฤติกรรมและคุณธรรมที่ดีงาม

2.2 แนวคิดเกี่ยวกับทักษะเทคโนโลยี

2.2.1 ความหมายของทักษะเทคโนโลยีสำหรับเด็กปฐมวัย

ทักษะเทคโนโลยีสำหรับเด็กปฐมวัยไม่ได้หมายถึงการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค แต่หมายถึงความสามารถในการทำความเข้าใจและใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์เทคโนโลยีพื้นฐานอย่างเหมาะสมกับพัฒนาการและวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ รวมถึงการพัฒนาทัศนคติที่ดีต่อการใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ (NAEYC, 2012) สำหรับเด็กอนุบาล 3 ทักษะเทคโนโลยีอาจครอบคลุมถึง:

  • การใช้งานอุปกรณ์พื้นฐาน: การเปิด-ปิด การสัมผัส (touch) การลาก-วาง (drag and drop) บนแท็บเล็ตหรือคอมพิวเตอร์อย่างง่าย
  • การใช้โปรแกรมหรือแอปพลิเคชันเพื่อการเรียนรู้: การเล่นเกมการศึกษา การดูวิดีโอเพื่อการเรียนรู้ การใช้แอปพลิเคชันสำหรับวาดรูปหรือแต่งเรื่อง
  • การเข้าใจแนวคิดพื้นฐาน: การรู้ว่าอุปกรณ์เหล่านี้ทำงานอย่างไร มีประโยชน์อะไร และต้องใช้งานอย่างระมัดระวัง
  • การแก้ปัญหาง่าย ๆ: การแก้ไขปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งานอุปกรณ์ (เช่น แบตเตอรี่หมด, แตะไม่ติด)
  •  

2.2.2 ความสำคัญของทักษะเทคโนโลยีในเด็กปฐมวัย

การพัฒนาทักษะเทคโนโลยีในเด็กปฐมวัยมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก:

  • เตรียมความพร้อมสู่โลกดิจิทัล: เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตยุคใหม่ การให้เด็กได้สัมผัสและเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้น จะช่วยให้พวกเขาสามารถปรับตัวและใช้ชีวิตในสังคมดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ส่งเสริมการเรียนรู้: เทคโนโลยีสามารถเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการส่งเสริมการเรียนรู้ในวิชาต่าง ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน เกม และสื่อมัลติมีเดียที่หลากหลาย
  • พัฒนาทักษะอื่น ๆ: การใช้เทคโนโลยีช่วยพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา การคิดเชิงตรรกะ และการทำงานร่วมกัน
  • เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูล: เด็กสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลและความรู้มากมายผ่านเทคโนโลยี ซึ่งช่วยขยายโลกการเรียนรู้ของพวกเขา

2.3 แนวคิดเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์

2.3.1 ความหมายของความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย

ความคิดสร้างสรรค์คือความสามารถในการคิดนอกกรอบ การสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ ๆ หรือวิธีการแก้ปัญหาที่แปลกใหม่และมีคุณค่า (Torrance, 1966) สำหรับเด็กปฐมวัย ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้หมายถึงการสร้างผลงานชิ้นเอก แต่เน้นที่กระบวนการคิดและแสดงออกอย่างอิสระ ซึ่งรวมถึง:

  • ความริเริ่ม (Originality): การคิดสิ่งที่ไม่ซ้ำใคร ไม่เหมือนใคร หรือแปลกใหม่
  • ความคล่องแคล่วในการคิด (Fluency): การคิดได้หลายแนวทาง หรือคิดคำตอบได้หลากหลายในเวลาอันรวดเร็ว
  • ความยืดหยุ่นในการคิด (Flexibility): การคิดได้หลายประเภท หลายมุมมอง หรือการปรับเปลี่ยนความคิดไปตามสถานการณ์
  • การคิดละเอียดลออ (Elaboration): การคิดรายละเอียด หรือการต่อเติมความคิดเดิมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

2.3.2 ความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย

การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการในภาพรวม:

  • พัฒนาการทางสมอง: การคิดสร้างสรรค์ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนหน้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวางแผน การแก้ปัญหา และการตัดสินใจ
  • ส่งเสริมการแก้ปัญหา: เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์มักจะสามารถหาวิธีแก้ปัญหาที่หลากหลายและยืดหยุ่น
  • เสริมสร้างความมั่นใจในตนเอง: เมื่อเด็กได้แสดงออกถึงความคิดของตนเองและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ พวกเขาจะรู้สึกภาคภูมิใจและมีความมั่นใจ
  • พัฒนาการทางสังคมและอารมณ์: การสร้างสรรค์ร่วมกับผู้อื่นช่วยพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการเข้าใจอารมณ์ผู้อื่น
  • รากฐานของการคิดขั้นสูง: ความคิดสร้างสรรค์เป็นพื้นฐานสำคัญของการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ในระดับที่สูงขึ้น

2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

งานวิจัยทั้งในและต่างประเทศได้ศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาทักษะเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย รวมถึงบทบาทของครูผู้สอน ดังนี้

  • งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power ของครูผู้สอน:
    • Sahlberg (2011) ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของคุณลักษณะครูที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงกับนักเรียนได้ ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดของ Soft Power โดยชี้ว่าครูที่มีความสุข มีพลัง และมีความเข้าใจนักเรียน จะส่งผลดีต่อบรรยากาศการเรียนรู้และการพัฒนาของผู้เรียนอย่างมีนัยสำคัญ
    • งานวิจัยของ [ระบุชื่อนักวิจัย/ปี หากมี เช่น Smith & Jones, 2015] พบว่าการที่ครูใช้ภาษาท่าทางที่เป็นมิตร การแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจ และการสร้างความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับเด็ก มีส่วนช่วยให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ท้าทายมากขึ้น และแสดงออกถึงความสามารถในการคิดริเริ่ม
    • ในบริบทไทย [ระบุชื่อนักวิจัย/ปี หากมี เช่น นันทวัน ศรีรัตน์, 2560] ได้ศึกษาอิทธิพลของบุคลิกภาพครูอนุบาลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็ก พบว่าครูที่มีความเมตตา ใจเย็น และสามารถสร้างความผ่อนคลายในห้องเรียนได้ จะส่งผลให้เด็กมีความกล้าแสดงออกและมีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อนได้ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Soft Power
  • งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะเทคโนโลยีในเด็กปฐมวัย:
    • Plowman and McPake (2013) ได้ศึกษาการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนปฐมวัย พบว่าการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมและมีจุดประสงค์ที่ชัดเจนสามารถส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหา การคิดเชิงตรรกะ และความร่วมมือในเด็กได้ อย่างไรก็ตาม การใช้งานจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลและแนะนำจากครู
    • รายงานจาก NAEYC (2012) และ The Joan Ganz Cooney Center at Sesame Workshop (2014) ระบุว่าเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย หากครูสามารถบูรณาการเข้ากับการเรียนรู้เชิงโต้ตอบและการเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยพัฒนาทักษะทางภาษา คณิตศาสตร์ และทักษะการเรียนรู้เชิงเทคโนโลยีได้
    • งานวิจัยในประเทศไทย [ระบุชื่อนักวิจัย/ปี หากมี เช่น กุลธิดา กุลวิบูลย์ และคณะ, 2562] พบว่าการจัดกิจกรรมโดยใช้สื่อเทคโนโลยีที่ออกแบบมาสำหรับเด็กปฐมวัยโดยเฉพาะ เช่น แอปพลิเคชันเกมการศึกษา สามารถช่วยพัฒนาทักษะการคิดคำนวณและทักษะการแก้ปัญหาเบื้องต้นของเด็กอนุบาลได้
  • งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย:
    • Craft (2001) ชี้ให้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์สามารถพัฒนาได้ตั้งแต่ปฐมวัยผ่านการเปิดโอกาสให้เด็กได้สำรวจ ทดลอง และแสดงออกอย่างอิสระ บทบาทของครูคือการเป็นผู้จัดประสบการณ์ที่หลากหลายและให้การสนับสนุน
    • งานวิจัยของ [ระบุชื่อนักวิจัย/ปี หากมี เช่น Fisher, 2004] พบว่าการที่ครูส่งเสริมบรรยากาศที่ปราศจากการตัดสิน การให้กำลังใจ และการยอมรับในความแตกต่างของความคิด ส่งผลอย่างมากต่อการที่เด็กกล้าที่จะแสดงความคิดสร้างสรรค์และไม่กลัวความผิดพลาด
    • ในการศึกษาในบริบทของประเทศไทย [ระบุชื่อนักวิจัย/ปี หากมี เช่น วิมลรัตน์ บุญชู, 2558] พบว่าการจัดการเรียนรู้แบบเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Activities) การเล่นอิสระ (Free Play) และการใช้สื่อปลายเปิด (Open-ended Materials) ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ด้านการออกแบบและการประดิษฐ์ของเด็กปฐมวัยได้เป็นอย่างดี

โดยสรุปจากวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยพบว่าทั้งทักษะเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กในยุคปัจจุบัน และครูผู้สอนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมทักษะเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ Soft Power ที่จะช่วยสร้างแรงจูงใจและบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการแสดงออกของเด็กอย่างเป็นธรรมชาติ งานวิจัยนี้จึงมุ่งที่จะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง Soft Power ของครูผู้สอนกับทักษะทั้งสองด้านในบริบทของนักเรียนอนุบาล 3 โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาแนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการศึกษาปฐมวัยต่อไป

 

2.5 กรอบแนวคิดในการวิจัย

จากแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องข้างต้น ผู้วิจัยได้กำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย ดังภาพที่ 2.1

ข้อมูลโค้ด  graph LR

A[Soft Power ของครูผู้สอน] --> B[การพัฒนาทักษะเทคโนโลยีของนักเรียนอนุบาล 3]

    A --> C[การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนอนุบาล 3]

คำสำคัญ (Keywords)
คำสำคัญ: ทักษะเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ Soft Power ครูผู้สอน อนุบาล 3 การศึกษาปฐมวัย โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง
วิธีการพัฒนา

1. ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

  • ศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับ ทักษะเทคโนโลยีสำหรับเด็กปฐมวัย (เช่น การใช้แท็บเล็ต, แอปวาดภาพ, กล้องถ่ายรูป)

  • ศึกษาหลักการของ ความคิดสร้างสรรค์ ในเด็กอนุบาล (เช่น Torrance’s Creative Thinking, Guilford’s Divergent Thinking)

  • ศึกษาแนวคิดของ Soft Power โดยเน้นการประยุกต์ใช้ในบทบาทของครู เช่น ความอ่อนโยน ความสามารถในการโน้มน้าว การเป็นแบบอย่าง


2. วิเคราะห์บริบทโรงเรียน

  • สำรวจ สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในโรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง

  • ประเมินความพร้อมของครูผู้สอนและนักเรียนด้านเทคโนโลยี

  • สัมภาษณ์เบื้องต้นครูปฐมวัยเกี่ยวกับการใช้ Soft Power ในห้องเรียน


3. ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้

  • พัฒนาชุดกิจกรรมที่ส่งเสริมทั้ง ทักษะเทคโนโลยี และ ความคิดสร้างสรรค์

  • ใช้ Soft Power ของครู ในการเป็นผู้นำกิจกรรม เช่น การใช้เสียง น้ำเสียง ท่าทาง ศิลปะ ดนตรี และเรื่องเล่า

  • ตัวอย่างกิจกรรม:

    • “วาดภาพด้วยแท็บเล็ตพร้อมการเล่าเรื่อง”

    • “ถ่ายภาพสิ่งแวดล้อมรอบตัวแล้วแต่งเรื่องร่วมกัน”

    • “เล่านิทานแล้วให้เด็กสร้างตัวละครขึ้นใหม่ผ่านแอปวาดภาพ”


4. ดำเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research)

  • วางแผนเป็น 2–3 รอบการทดลอง (Cycle)

    • รอบที่ 1: ทดลองกิจกรรม

    • รอบที่ 2: ปรับปรุงกิจกรรมจากผลสะท้อน

    • รอบที่ 3: สรุปผลและประเมิน

  • ใช้เครื่องมือการวิจัย เช่น:

    • แบบสังเกตพฤติกรรม

    • แบบประเมินผลงานเด็ก (Rubric)

    • แบบสัมภาษณ์ครูและผู้ปกครอง

    • บันทึกอนุทินครูผู้สอน


5. ประเมินผลและสะท้อนผล

  • วัดผลการเปลี่ยนแปลงก่อน–หลัง (Pre-Post Evaluation) ในด้าน:

    • การใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

    • การแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์

  • ใช้ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) จากการสังเกตและบันทึกครู

  • สรุปข้อค้นพบ และเสนอแนะแนวทางการใช้ Soft Power อย่างเป็นระบบในระดับปฐมวัย


6. ข้อเสนอเชิงนวัตกรรม

  • เสนอ คู่มือกิจกรรม Soft Power สำหรับครูอนุบาล

  • พัฒนารูปแบบ (Model) การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีในห้องเรียนปฐมวัย

  • เผยแพร่ผลผ่านบทความวิชาการหรือนิทรรศการระดับโรงเรียน/จังหวัด

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

1. การวิเคราะห์เชิงปริมาณ

ใช้กับข้อมูลจากแบบประเมินทักษะเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน เช่น checklists หรือแบบประเมินระดับพัฒนา (Rubric 4 ระดับ)

???? การวิเคราะห์ก่อน-หลัง (Pre-test / Post-test)

  • ค่าสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics)

    • ค่าเฉลี่ย (Mean)

    • ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: S.D.)

    • ร้อยละ (%)

  • การเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการจัดกิจกรรม

    • หากเป็นกลุ่มเดียว (One Group): ใช้ การทดสอบค่าที (t-test for dependent samples) เพื่อดูว่าหลังจัดกิจกรรมแล้วนักเรียนมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นหรือไม่อย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่างการนำเสนอผล:

นักเรียนมีค่าเฉลี่ยด้านทักษะเทคโนโลยีก่อนจัดกิจกรรม = 2.35 (S.D. = 0.45) และหลังจัดกิจกรรม = 3.72 (S.D. = 0.39) ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


2. การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ

ใช้กับข้อมูลที่ได้จาก

  • แบบสังเกตพฤติกรรม

  • สมุดบันทึกการสอนของครู

  • ผลงานของนักเรียน

  • การสัมภาษณ์เชิงลึกครู/ผู้ปกครอง

???? วิธีวิเคราะห์:

  • วิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)

  • การจัดหมวดหมู่ตามประเด็น (Thematic Coding) เช่น

    • การแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านผลงาน

    • การกล้าใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

    • ปฏิกิริยาตอบสนองต่อ Soft Power ของครู (เช่น ความร่วมมือ ความตั้งใจ)

ตัวอย่างการรายงาน:

นักเรียนแสดงออกถึงความคิดริเริ่มผ่านการสร้างเรื่องราวด้วยภาพวาดในแอปวาดภาพมากขึ้น มีความมั่นใจในการใช้แท็บเล็ต และตอบสนองต่อคำพูดเชิงบวกของครูได้อย่างดี เช่น การช่วยเพื่อนและพูดแสดงความรู้สึก


3. การสังเคราะห์ผลโดยรวม

  • สรุปว่า Soft Power ของครูมีผลต่อการพัฒนาทักษะเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์หรือไม่

  • นำเสนอเป็นตารางเปรียบเทียบก่อน–หลัง

  • ใช้คำบรรยายประกอบภาพผลงานของนักเรียน

  • เสนอข้อค้นพบในรูปแบบ Infographic หรือแผนภาพ

วิธีการใช้งาน
  1. การนำไปใช้ในห้องเรียนอนุบาล

    • ครูผู้สอนใช้ Soft Power เช่น การสร้างบรรยากาศเชิงบวก การเล่าเรื่องอย่างน่าสนใจ การใช้ดนตรีและศิลปะประกอบกิจกรรม เพื่อกระตุ้นความสนใจและความร่วมมือของนักเรียนในการใช้เทคโนโลยี

    • ใช้ชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมทักษะการใช้แท็บเล็ต แอปวาดภาพ กล้องถ่ายรูป พร้อมทั้งฝึกความคิดสร้างสรรค์ผ่านการเล่นและการทดลอง

    • ครูสังเกตและบันทึกพฤติกรรมของนักเรียนเพื่อปรับปรุงกิจกรรมให้เหมาะสมกับพัฒนาการและความต้องการของเด็กแต่ละคน

  2. การอบรมครูและบุคลากรทางการศึกษา

    • นำผลการวิจัยไปใช้เป็นหลักสูตรอบรมหรือเวิร์กช็อปเพื่อพัฒนาทักษะ Soft Power ในการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัลสำหรับครูอนุบาล

    • เสนอแนะแนวทางการออกแบบกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์โดยผสมผสานเทคโนโลยีอย่างเหมาะสมกับวัย

  3. การพัฒนาแผนการเรียนการสอนและสื่อการสอน

    • พัฒนาแผนการสอน (Lesson Plan) ที่มีการบูรณาการ Soft Power และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน

    • สร้างสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลที่เหมาะสมกับเด็กเล็ก เช่น แอปพลิเคชันง่าย ๆ เกมการเรียนรู้ และนิทานดิจิทัล

  4. การขยายผลและการวิจัยเพิ่มเติม

    • โรงเรียนหรือหน่วยงานที่สนใจสามารถนำโมเดล Soft Power นี้ไปทดลองใช้และประเมินผลในกลุ่มเด็กปฐมวัยที่อื่น ๆ

    • พัฒนาต่อยอดเพื่อวิจัยในระดับชั้นเรียนที่สูงขึ้น เช่น ประถมศึกษา

  5. การเผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้

    • นำเสนอผลงานวิจัยในเวทีการประชุมวิชาการ และเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและแนวปฏิบัติที่ดี

    • สร้างชุมชนเรียนรู้ (Professional Learning Community) ของครูอนุบาลที่สนใจใช้ Soft Power ในการจัดการเรียนรู้ยุคใหม่

ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

ของนักเรียนอนุบาล 3 จำนวน 32 คน โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง

ผลที่เกิดจากผู้เรียน
  1. นักเรียนมีพัฒนาการด้านทักษะเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    • นักเรียนสามารถใช้เครื่องมือเทคโนโลยีพื้นฐาน เช่น แท็บเล็ต กล้องถ่ายรูป และแอปพลิเคชันวาดภาพ ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

    • การใช้ Soft Power ของครูช่วยกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจและกล้าเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ

  2. นักเรียนแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ที่เพิ่มขึ้น

    • นักเรียนสามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะผ่านสื่อดิจิทัล เช่น วาดภาพเล่าเรื่อง และแต่งเรื่องราวร่วมกับเพื่อนในกิจกรรมกลุ่ม

    • มีพฤติกรรมกล้าแสดงออก แสดงความคิดเห็น และทดลองสิ่งใหม่ ๆ มากขึ้น

  3. ความสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียนมีความใกล้ชิดและเชิงบวกมากขึ้น

    • การใช้ Soft Power ช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่อบอุ่นและเป็นมิตร

    • นักเรียนมีความมั่นใจในการสื่อสารและร่วมกิจกรรมกับครูและเพื่อน

  4. ครูผู้สอนมีความตระหนักและเข้าใจบทบาทของ Soft Power ในการจัดการเรียนรู้

    • ครูเห็นคุณค่าในการใช้เทคนิคเชิงบวก เช่น การเล่าเรื่อง ดนตรี และศิลปะ เพื่อกระตุ้นความสนใจและพัฒนาทักษะของนักเรียน

    • ครูมีแนวทางการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการเด็กปฐมวัยและบริบทของโรงเรียน

  5. โรงเรียนได้รับแนวทางการจัดกิจกรรมที่บูรณาการเทคโนโลยีและ Soft Power อย่างเหมาะสม

    • สามารถนำไปปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนอย่างยั่งยืน

    • ส่งเสริมการพัฒนาทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 สำหรับเด็กปฐมวัย

การอ้างอิง

ธนิษฐา แจ่มอุทัย, สุพจน์ เกิดสุวรรณ์ & ทองปาน บุญกุศล. (2564). ทักษะทางสังคมและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นปฐมวัยโดยการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยการเล่านิทาน. วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา. so06.tci-thaijo.org+4so06.tci-thaijo.org+4ojs.lib.buu.ac.th+4

Natthiyaporn. (2563). การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ด้วยการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์. วารสารลวะศรี. so01.tci-thaijo.org+5so04.tci-thaijo.org+5so04.tci-thaijo.org+5

ทิพย์อักษร พุทธสริน. (2567). การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยในศตวรรษที่ 21. วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. so01.tci-thaijo.org

กมลวรรณ อังศรีสุรพร. (2567). การพัฒนารูปแบบกระบวนการจัดประสบการณ์เรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิทยาการคำนวณสำหรับเด็กปฐมวัยสู่ชิ้นงานนวัตกรรมสร้างสรรค์. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร. so04.tci-thaijo.org+11so03.tci-thaijo.org+11so06.tci-thaijo.org+11

ศิรประภา สุวรรณรัตน์ & ประภาศ ปานเจี้ยง. (2566). การพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ด้านคิดริเริ่มสำหรับเด็กปฐมวัย โดยการจัดกิจกรรมศิลปะการต่อเติม. วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์. so06.tci-thaijo.org

 

  • นำงานของ Natthiyaporn (2563) หรือ ทิพย์อักษร (2567) มาอ้างอิงเชิงทฤษฎีการเสริมความคิดสร้างสรรค์ในเด็กอนุบาล

  • ใช้ ธนิษฐา ฯ (2564) เป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับการเล่านิทานที่พัฒนา Soft Power ของครู

  • เชื่อมโยงแนวคิด Soft Power กับการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมศิลปะ/เทคโนโลยี โดยใช้ผลงานของ กมลวรรณ (2567) หรือ ศิรประภา (2566) เป็นแหล่งอ้างอิง

  • ถ้าต้องการนำเสนอมิติด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย ให้เสริมด้วยผลงานเรื่องนวัตกรรมในวัยเด็ก (เช่น กมลวรรณ, ศิรประภา)

การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาง.กัญญา อุ่นผูก, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=KQ6ZJ00000000107 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ