แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 82 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
การพัฒนาแบบจำลอง Soft Power Leadership ของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษในยุคดิจิทัล: กรณีศึกษาอำเภอเมืองลำปาง
บริหารการศึกษา
ประถมศึกษา
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ข้อมูลผู้พัฒนา
นายสมโภช จำปาทิพย์
โรงเรียนบ้านปงสนุก
-
0838611674
peterbnn7plus@gmail.com
หลักการและเหตุผล

ในศตวรรษที่ 21 ระบบการศึกษาไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและท้าทายมากมาย ทั้งจากการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลที่รวดเร็ว การแข่งขันในเวทีโลก และการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริม Soft Power เป็นกลยุทธ์หลักในการสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและสังคม โดยรัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายให้ Soft Power สร้างงานได้ 20 ล้านตำแหน่งและมีรายได้ขั้นต่ำ 4 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ครัวเรือนของประชาชนไทยอย่างมีนัยสำคัญ การบรรจบกันของ Soft Power และการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของแผนยุทธศาสตร์นี้ (British Council, 2023) ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับในตำแหน่งที่ 39 จาก 193 ประเทศในดัชนี Global Soft Power Index 2025 ด้วยคะแนน 45.4 จาก 100 คะแนน โดยเลื่อนขึ้นหนึ่งอันดับ (Brand Finance, 2025) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของไทยในการพัฒนา Soft Power แต่ยังคงมีศักยภาพในการพัฒนาต่อไปอีกมาก ในด้านการศึกษา การพัฒนาภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพของผู้บริหารสถานศึกษาถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษที่มีความซับซ้อนทางการบริหารจัดการสูง ความหลากหลายของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และความต้องการในการประสานงานข้ามหน่วยงานมากมาย การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลได้เปิดโอกาสและท้าทายใหม่ ๆ ให้กับการบริหารจัดการการศึกษา ผลการประเมิน PISA ของไทยในด้านการอ่านที่ลดลงในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลที่ส่งผลต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน (Education and Information Technologies, 2025) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการนำที่สามารถรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ Soft Power Leadership เป็นแนวคิดที่เน้นการใช้อำนาจแบบอ่อนหรือการมีอิทธิพลโดยการโน้มน้าวใจ สร้างแรงบันดาลใจ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ มากกว่าการใช้อำนาจบังคับ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาในยุคปัจจุบัน การวิจัยด้านนวัตกรรมทางสังคมเพื่อเสริมสร้าง Soft Power ของไทย รวมถึงการสร้างผู้นำของอนาคตและการขับเคลื่อน Soft Power ของไทยสู่สังคมไทยและโลก (Chulalongkorn University, 2023) ได้รับความสนใจมากขึ้น อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะทางภูมิศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งแตกต่างจากพื้นที่อื่น ๆ ทั้งในด้านของการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมล้านนา ความเป็นเมืองท่องเที่ยว และการเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภาคเหนือตอนบน สถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษในพื้นที่นี้จึงต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนและหลากหลาย ทั้งในด้านการรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม การพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล และการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล

ปัญหาการวิจัย

              การขาดแคลนแบบจำลองการบริหารจัดการที่เหมาะสมสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษในบริบทของประเทศไทย โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ต้องการการผสมผสานระหว่างทักษะ Soft Power และความเข้าใจในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ปัจจุบันผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่ยังคงใช้รูปแบบการบริหารแบบดั้งเดิมที่อาจไม่เหมาะสมกับความซับซ้อนและความท้าทายในยุคปัจจุบัน

ความไม่ชัดเจนของแนวทางในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ Soft Power ในการบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ ทำให้เกิดปัญหาในการสร้างวิสัยทัศน์ร่วม การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กรการศึกษา

วัตถุประสงค์
  1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของการบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษในอำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง
  2. เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบและปัจจัยสำคัญของ Soft Power Leadership ที่เหมาะสมสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษในยุคดิจิทัล
  3. เพื่อพัฒนาแบบจำลอง Soft Power Leadership สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษในยุคดิจิทัล
  4. เพื่อประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำแบบจำลองไปใช้ในสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ
  5. เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบ Soft Power สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

การทบทวนวรรณกรรม

2.1 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ Soft Power

2.1.1 ความหมายและองค์ประกอบของ Soft Power

2.1.2 วิวัฒนาการของแนวคิด Soft Power

2.1.3 Soft Power ในบริบทของประเทศไทย

2.1.4 การวัดและประเมิน Soft Power

2.1.5 ความสัมพันธ์ระหว่าง Soft Power กับ Hard Power

2.2 ทฤษฎีภาวะผู้นำและ Soft Power Leadership

2.2.1 ทฤษฎีภาวะผู้นำสมัยใหม่

2.2.2 ความหมายและลักษณะของ Soft Power Leadership

2.2.3 องค์ประกอบของ Soft Power Leadership

2.2.3.1 การมีอิทธิพลโดยการโน้มน้าวใจ (Influence through Persuasion)

2.2.3.2 การสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration)

2.2.3.3 การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ (Network Building)

2.2.3.4 การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Communication)

2.2.3.5 ความเป็นแบบอย่างทางจริยธรรม (Ethical Role Modeling)

2.2.4 แบบจำลองภาวะผู้นำแบบ Soft Power ที่มีอยู่

2.2.5 การประยุกต์ใช้ Soft Power Leadership ในองค์กรต่าง ๆ

 

 

 

 

 

 

2.3 การบริหารจัดการสถานศึกษาในยุคดิจิทัล

2.3.1 การเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาในยุคดิจิทัล

2.3.2 ความท้าทายของการบริหารจัดการสถานศึกษาในยุคดิจิทัล

2.3.3 ทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล

2.3.4 เทคโนโลยีดิจิทัลกับการบริหารจัดการการศึกษา

2.3.5 Digital Leadership ในการบริหารจัดการสถานศึกษา

2.3.6 การสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลในสถานศึกษา

2.4 ลักษณะเฉพาะของสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ

2.4.1 ความหมายและเกณฑ์การจัดประเภทสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ

2.4.2 โครงสร้างและการบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ

2.4.3 ความซับซ้อนของการบริหารจัดการ

2.4.3.1 การจัดการทรัพยากรมนุษย์จำนวนมาก

2.4.3.2 การประสานงานข้ามหน่วยงาน

2.4.3.3 การจัดการความหลากหลายของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

2.4.4 ความท้าทายและโอกาสของสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ

2.4.5 แนวทางการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ

2.5 บริบทการศึกษาในจังหวัดลำปาง

2.5.1 ภาพรวมการศึกษาในจังหวัดลำปาง

2.5.2 ลักษณะเฉพาะทางภูมิศาสตร์และสังคมของอำเภอเมืองลำปาง

2.5.3 วัฒนธรรมล้านนาและผลกระทบต่อการจัดการศึกษา

2.5.4 สถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษในอำเภอเมืองลำปาง

2.5.5 ความท้าทายและโอกาสของการจัดการศึกษาในบริบทท้องถิ่น

2.5.6 การผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการจัดการศึกษาสมัยใหม่

 

 

 

 

2.6 การผสมผสาน Soft Power Leadership กับการบริหารจัดการดิจิทัล

2.6.1 ความสัมพันธ์ระหว่าง Soft Power และ Digital Leadership

2.6.2 การประยุกต์ใช้ Soft Power ในการนำการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล

2.6.3 การสร้างวิสัยทัศน์ดิจิทัลผ่าน Soft Power

2.6.4 การจัดการความต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงด้วย Soft Power

2.6.5 การสร้างระบบนิเวศดิจิทัลในสถานศึกษา

2.6.6 การพัฒนาทีมงานและเครือข่ายความร่วมมือในยุคดิจิทัล

2.7 แบบจำลองและกรอบแนวคิดที่เกี่ยวข้อง

2.7.1 แบบจำลองการพัฒนาภาวะผู้นำทางการศึกษา

2.7.2 กรอบแนวคิดการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์

2.7.3 แบบจำลองการนำการเปลี่ยนแปลงในองค์กรการศึกษา

2.7.4 กรอบแนวคิดการประเมินประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

2.7.5 แบบจำลองการสร้างและถ่ายทอดความรู้ในองค์กร

2.8 การศึกษาที่เกี่ยวข้องในประเทศและต่างประเทศ

2.8.1 การศึกษาเกี่ยวกับ Soft Power Leadership ในประเทศไทย

2.8.2 การศึกษาเกี่ยวกับ Soft Power Leadership ในต่างประเทศ

2.8.3 การศึกษาเกี่ยวกับการบริหารจัดการสถานศึกษาขนาดใหญ่

2.8.4 การศึกษาเกี่ยวกับ Digital Leadership ในการศึกษา

2.8.5 การศึกษาเชิงเปรียบเทียบระหว่างประเทศ

2.9 ช่องว่างความรู้และความจำเป็นในการวิจัย

2.9.1 ช่องว่างความรู้จากการทบทวนวรรณกรรม

2.9.2 ความจำเป็นในการพัฒนาแบบจำลอง Soft Power Leadership

2.9.3 ความเฉพาะของบริบทไทยและท้องถิ่น

2.9.4 ความท้าทายในการประยุกต์ใช้ทฤษฎีสู่การปฏิบัติ

 

 

2.10 กรอบแนวคิดการวิจัย

2.10.1 การสังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

2.10.2 การพัฒนากรอบแนวคิดเบื้องต้น

2.10.3 ตัวแปรและความสัมพันธ์ที่ศึกษา

2.10.4 ข้อสมมติฐานเบื้องต้นของการวิจัย

2.10.5 แนวทางการพัฒนาแบบจำลองที่เสนอ

 

กรอบแนวคิดการวิจัยที่ชัดเจน โดยแบ่งตัวแปรออกเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ ดังนี้:

ตัวแปรต้น (Independent Variables)

  1. องค์ประกอบ Soft Power Leadership - 5 องค์ประกอบหลัก
  2. สมรรถนะดิจิทัล - ความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยี
  3. บริบทสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ - ลักษณะองค์กรและทรัพยากร
  4. บริบทท้องถิ่นลำปาง - วัฒนธรรมและสภาพแวดล้อม

ตัวแปรตาม (Dependent Variables)

  1. ประสิทธิภาพการบริหารจัดการ - ผลลัพธ์ทางวิชาการและองค์กร
  2. การพัฒนาดิจิทัลของสถานศึกษา - การใช้เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน
  3. การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ - ความสัมพันธ์และพันธมิตร
  4. การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน - วัฒนธรรมและความต่อเนื่อง

ตัวแปรสำคัญอื่น ๆ

  • ตัวแปรกลาง - การรับรู้และกระบวนการสื่อสาร
  • ตัวแปรควบคุม - ลักษณะผู้บริหารและสถานศึกษา

 

 

 

 

วิธีการพัฒนา

รูปแบบการวิจัย

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ที่ใช้ทั้งระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาและพัฒนาแบบจำลอง Soft Power Leadership ของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษในยุคดิจิทัล โดยการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1: การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการพัฒนา Soft Power Leadership

ระยะที่ 2: การพัฒนาแบบจำลอง (Model Development) โดยการสังเคราะห์ข้อมูลจากระยะที่ 1 ร่วมกับการทบทวนวรรณกรรม

ระยะที่ 3: การตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแบบจำลอง (Model Validation) ด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

3.2.1 ประชากร ประชากรของการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย:

  1. ผู้บริหารสถานศึกษา ระดับผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และหัวหน้าแผนกงาน ของสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษในอำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง จำนวน 15 โรงเรียน
  2. ครูผู้สอน ที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษในพื้นที่ดังกล่าว
  3. บุคลากรทางการศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสถานศึกษา
  4. ผู้ปกครองนักเรียน และ ตัวแทนชุมชน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานศึกษา
  5. ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการบริหารการศึกษา Soft Power และเทคโนโลยีดิจิทัล

3.2.2 กลุ่มตัวอย่าง

ระยะที่ 1: การวิจัยเชิงคุณภาพ

กลุ่มตัวอย่างหลัก:

  • ผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ จำนวน 15 คน (จาก 5 โรงเรียน โรงเรียนละ 3 คน)
  • ครูผู้สอน จำนวน 30 คน (โรงเรียนละ 6 คน)
  • บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 15 คน (โรงเรียนละ 3 คน)

กลุ่มตัวอย่างรอง:

  • ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 25 คน (โรงเรียนละ 5 คน)
  • ตัวแทนชุมชน จำนวน 15 คน (โรงเรียนละ 3 คน)
  • ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 10 คน

ระยะที่ 3: การตรวจสอบแบบจำลอง

การวิจัยเชิงปริมาณ:

  • ผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ จำนวน 120 คน
  • ครูผู้สอน จำนวน 360 คน
  • บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 180 คน

การวิจัยเชิงคุณภาพ:

  • ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 15 คน
  • ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ดีเด่น จำนวน 10 คน

3.2.3 วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง

การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยพิจารณาจาก:

  • ประสบการณ์ในการบริหารจัดการสถานศึกษา
  • ความเชี่ยวชาญและความรู้ในด้านที่เกี่ยวข้อง
  • ความเต็มใจและความสามารถในการให้ข้อมูล

การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ โดยแบ่งตามประเภทสถานศึกษาและตำแหน่งงาน

3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

3.3.1 เครื่องมือสำหรับระยะที่ 1 (การวิจัยเชิงคุณภาพ)

3.3.1.1 แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview Guide)

สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วยประเด็นคำถาม 5 ด้านหลัก:

  1. ข้อมูลพื้นฐานและประสบการณ์การบริหารจัดการ
    • ประสบการณ์การทำงานในตำแหน่งบริหาร
    • ความท้าทายในการบริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ
    • การเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการ
  2. การมีอิทธิพลโดยการโน้มน้าวใจ
    • วิธีการสื่อสารกับบุคลากรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
    • การสร้างฉันทามติและความเข้าใจร่วม
    • การจัดการความขัดแย้งและการแก้ไขปัญหา
  3. การสร้างแรงบันดาลใจและวิสัยทัศน์
    • การกำหนดและสื่อสารวิสัยทัศน์องค์กร
    • วิธีการสร้างแรงจูงใจให้กับทีมงาน
    • การเป็นแบบอย่างและการสร้างแรงบันดาลใจ
  4. การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์
    • การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและผู้ปกครอง
    • การประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ
    • การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์
  5. สมรรถนะดิจิทัลและการจัดการในยุคดิจิทัล
    • ความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยี
    • การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการ
    • การสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลในสถานศึกษา

สำหรับครูผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษา ประกอบด้วยประเด็นคำถาม:

  • การรับรู้เกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหาร
  • ความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการ
  • ความต้องการในการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหาร
  • ผลกระทบของการบริหารจัดการต่อการปฏิบัติงาน

สำหรับผู้ปกครองและตัวแทนชุมชน ประกอบด้วยประเด็นคำถาม:

  • ความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการสถานศึกษา
  • การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสถานศึกษา
  • ความต้องการและข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาสถานศึกษา

สำหรับผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วยประเด็นคำถาม:

  • ความเห็นเกี่ยวกับแนวคิด Soft Power Leadership
  • องค์ประกอบสำคัญของภาวะผู้นำในยุคดิจิทัล
  • แนวทางการพัฒนาแบบจำลองที่เหมาะสม

3.3.1.2 แบบสังเกตการณ์ (Observation Form)

เพื่อสังเกตพฤติกรรมการบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษาในสถานการณ์จริง โดยมีรายการสังเกต:

  • วิธีการสื่อสารในการประชุม
  • การโต้ตอบกับบุคลากรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
  • การใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการ
  • การแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจ

3.3.1.3 แบบการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion Guide)

สำหรับการสนทนากลุ่มย่อยกับครูผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับ:

  • ลักษณะภาวะผู้นำที่พึงประสงค์
  • ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการปัจจุบัน
  • แนวทางการพัฒนาที่เหมาะสม

3.3.2 เครื่องมือสำหรับระยะที่ 3 (การตรวจสอบแบบจำลอง)

3.3.2.1 แบบสอบถาม (Questionnaire)

แบบสอบถามสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ แบ่งออกเป็น 5 ส่วน:

ส่วนที่ 1: ข้อมูลส่วนบุคคล

  • อายุ เพศ วุฒิการศึกษา
  • ตำแหน่งงานและประสบการณ์การทำงาน
  • ประสบการณ์ด้านเทคโนโลยี

ส่วนที่ 2: องค์ประกอบ Soft Power Leadership

  • การมีอิทธิพลโดยการโน้มน้าวใจ (10 ข้อ)
  • การสร้างแรงบันดาลใจ (10 ข้อ)
  • การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ (10 ข้อ)
  • การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ (10 ข้อ)
  • ความเป็นแบบอย่างทางจริยธรรม (10 ข้อ)

ส่วนที่ 3: สมรรถนะดิจิทัล

  • ความรู้ด้านเทคโนโลยี (8 ข้อ)
  • ทักษะการบริหารจัดการดิจิทัล (8 ข้อ)

ส่วนที่ 4: ประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

  • ผลลัพธ์ทางวิชาการ (8 ข้อ)
  • ประสิทธิภาพการบริหารองค์กร (8 ข้อ)
  • การพัฒนาดิจิทัลของสถานศึกษา (8 ข้อ)
  • การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ (8 ข้อ)

ส่วนที่ 5: ข้อเสนอแนะ (คำถามปลายเปิด)

3.3.2.2 แบบประเมินความเหมาะสมของแบบจำลอง

สำหรับผู้เชี่ยวชาญในการประเมินแบบจำลองที่พัฒนาขึ้น โดยประเมินใน 5 ด้าน:

  1. ความถูกต้องเหมาะสมของเนื้อหา
  2. ความสอดคล้องกับทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
  3. ความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้
  4. ความเหมาะสมกับบริบทไทย
  5. ความครอบคลุมและความสมบูรณ์

3.4 การพัฒนาเครื่องมือวิจัย

3.4.1 การพัฒนาแบบสัมภาษณ์

  1. การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดกรอบและประเด็นคำถาม
  2. การร่างคำถามเบื้องต้น โดยผู้วิจัยและที่ปรึกษา
  3. การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน
  4. การทดลองใช้ (Pilot Test) กับกลุ่มตัวอย่าง 5 คน
  5. การปรับปรุงและจัดทำเครื่องมือฉบับสมบูรณ์

3.4.2 การพัฒนาแบบสอบถาม

  1. การศึกษาเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
  2. การสร้างข้อคำถามตามกรอบแนวคิดที่กำหนด
  3. การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน คำนวณค่า IOC
  4. การทดลองใช้ กับกลุ่มตัวอย่าง 30 คน
  5. การหาความเชื่อมั่น โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค
  6. การปรับปรุงและจัดทำเครื่องมือฉบับสมบูรณ์

3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล

3.5.1 ระยะที่ 1: การวิจัยเชิงคุณภาพ

3.5.1.1 การสัมภาษณ์เชิงลึก

  • ระยะเวลา: เดือนกันยายน - ธันวาคม 2567
  • วิธีการ: สัมภาษณ์รายบุคคล ใช้เวลาประมาณ 45-60 นาที/คน
  • การบันทึกข้อมูล: บันทึกเสียงและจดบันทึก (ได้รับอนุญาต)
  • สถานที่: สำนักงานของผู้ให้สัมภาษณ์หรือสถานที่ที่เหมาะสม

3.5.1.2 การสังเกตการณ์

  • ระยะเวลา: เดือนตุลาคม - มกราคม 2568
  • วิธีการ: สังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม
  • สถานการณ์: การประชุมผู้บริหาร การประชุมครู กิจกรรมต่าง ๆ
  • การบันทึกข้อมูล: บันทึกภาคสนาม (Field Notes)

3.5.1.3 การสนทนากลุ่ม

  • ระยะเวลา: เดือนพฤศจิกายน 2567 - มกราคม 2568
  • จำนวน: 10 กลุ่ม กลุ่มละ 6-8 คن
  • ระยะเวลา: 90-120 นาที/กลุ่ม
  • การบันทึกข้อมูล: บันทึกเสียงและสรุปประเด็นสำคัญ

3.5.2 ระยะที่ 3: การตรวจสอบแบบจำลอง

 

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

รูปแบบการวิจัย

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ที่ใช้ทั้งระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาและพัฒนาแบบจำลอง Soft Power Leadership ของผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษในยุคดิจิทัล โดยการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1: การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการพัฒนา Soft Power Leadership

ระยะที่ 2: การพัฒนาแบบจำลอง (Model Development) โดยการสังเคราะห์ข้อมูลจากระยะที่ 1 ร่วมกับการทบทวนวรรณกรรม

ระยะที่ 3: การตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแบบจำลอง (Model Validation) ด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

3.2.1 ประชากร ประชากรของการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย:

  1. ผู้บริหารสถานศึกษา ระดับผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และหัวหน้าแผนกงาน ของสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษในอำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง จำนวน 15 โรงเรียน
  2. ครูผู้สอน ที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษในพื้นที่ดังกล่าว
  3. บุคลากรทางการศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสถานศึกษา
  4. ผู้ปกครองนักเรียน และ ตัวแทนชุมชน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานศึกษา
  5. ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการบริหารการศึกษา Soft Power และเทคโนโลยีดิจิทัล

3.2.2 กลุ่มตัวอย่าง

ระยะที่ 1: การวิจัยเชิงคุณภาพ

กลุ่มตัวอย่างหลัก:

  • ผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ จำนวน 15 คน (จาก 5 โรงเรียน โรงเรียนละ 3 คน)
  • ครูผู้สอน จำนวน 30 คน (โรงเรียนละ 6 คน)
  • บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 15 คน (โรงเรียนละ 3 คน)

กลุ่มตัวอย่างรอง:

  • ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 25 คน (โรงเรียนละ 5 คน)
  • ตัวแทนชุมชน จำนวน 15 คน (โรงเรียนละ 3 คน)
  • ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 10 คน

ระยะที่ 3: การตรวจสอบแบบจำลอง

การวิจัยเชิงปริมาณ:

  • ผู้บริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ จำนวน 120 คน
  • ครูผู้สอน จำนวน 360 คน
  • บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 180 คน

การวิจัยเชิงคุณภาพ:

  • ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 15 คน
  • ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีประสบการณ์ดีเด่น จำนวน 10 คน

3.2.3 วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง

การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยพิจารณาจาก:

  • ประสบการณ์ในการบริหารจัดการสถานศึกษา
  • ความเชี่ยวชาญและความรู้ในด้านที่เกี่ยวข้อง
  • ความเต็มใจและความสามารถในการให้ข้อมูล

การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ โดยแบ่งตามประเภทสถานศึกษาและตำแหน่งงาน

3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

3.3.1 เครื่องมือสำหรับระยะที่ 1 (การวิจัยเชิงคุณภาพ)

3.3.1.1 แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview Guide)

สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วยประเด็นคำถาม 5 ด้านหลัก:

  1. ข้อมูลพื้นฐานและประสบการณ์การบริหารจัดการ
    • ประสบการณ์การทำงานในตำแหน่งบริหาร
    • ความท้าทายในการบริหารสถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ
    • การเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการ
  2. การมีอิทธิพลโดยการโน้มน้าวใจ
    • วิธีการสื่อสารกับบุคลากรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
    • การสร้างฉันทามติและความเข้าใจร่วม
    • การจัดการความขัดแย้งและการแก้ไขปัญหา
  3. การสร้างแรงบันดาลใจและวิสัยทัศน์
    • การกำหนดและสื่อสารวิสัยทัศน์องค์กร
    • วิธีการสร้างแรงจูงใจให้กับทีมงาน
    • การเป็นแบบอย่างและการสร้างแรงบันดาลใจ
  4. การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์
    • การสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและผู้ปกครอง
    • การประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ
    • การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์
  5. สมรรถนะดิจิทัลและการจัดการในยุคดิจิทัล
    • ความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยี
    • การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการ
    • การสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลในสถานศึกษา

สำหรับครูผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษา ประกอบด้วยประเด็นคำถาม:

  • การรับรู้เกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหาร
  • ความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการ
  • ความต้องการในการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหาร
  • ผลกระทบของการบริหารจัดการต่อการปฏิบัติงาน

สำหรับผู้ปกครองและตัวแทนชุมชน ประกอบด้วยประเด็นคำถาม:

  • ความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการสถานศึกษา
  • การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสถานศึกษา
  • ความต้องการและข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาสถานศึกษา

สำหรับผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วยประเด็นคำถาม:

  • ความเห็นเกี่ยวกับแนวคิด Soft Power Leadership
  • องค์ประกอบสำคัญของภาวะผู้นำในยุคดิจิทัล
  • แนวทางการพัฒนาแบบจำลองที่เหมาะสม

3.3.1.2 แบบสังเกตการณ์ (Observation Form)

เพื่อสังเกตพฤติกรรมการบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษาในสถานการณ์จริง โดยมีรายการสังเกต:

  • วิธีการสื่อสารในการประชุม
  • การโต้ตอบกับบุคลากรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
  • การใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการ
  • การแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจ

3.3.1.3 แบบการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion Guide)

สำหรับการสนทนากลุ่มย่อยกับครูผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับ:

  • ลักษณะภาวะผู้นำที่พึงประสงค์
  • ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการปัจจุบัน
  • แนวทางการพัฒนาที่เหมาะสม

3.3.2 เครื่องมือสำหรับระยะที่ 3 (การตรวจสอบแบบจำลอง)

3.3.2.1 แบบสอบถาม (Questionnaire)

แบบสอบถามสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ แบ่งออกเป็น 5 ส่วน:

ส่วนที่ 1: ข้อมูลส่วนบุคคล

  • อายุ เพศ วุฒิการศึกษา
  • ตำแหน่งงานและประสบการณ์การทำงาน
  • ประสบการณ์ด้านเทคโนโลยี

ส่วนที่ 2: องค์ประกอบ Soft Power Leadership

  • การมีอิทธิพลโดยการโน้มน้าวใจ (10 ข้อ)
  • การสร้างแรงบันดาลใจ (10 ข้อ)
  • การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ (10 ข้อ)
  • การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ (10 ข้อ)
  • ความเป็นแบบอย่างทางจริยธรรม (10 ข้อ)

ส่วนที่ 3: สมรรถนะดิจิทัล

  • ความรู้ด้านเทคโนโลยี (8 ข้อ)
  • ทักษะการบริหารจัดการดิจิทัล (8 ข้อ)

ส่วนที่ 4: ประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

  • ผลลัพธ์ทางวิชาการ (8 ข้อ)
  • ประสิทธิภาพการบริหารองค์กร (8 ข้อ)
  • การพัฒนาดิจิทัลของสถานศึกษา (8 ข้อ)
  • การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ (8 ข้อ)

ส่วนที่ 5: ข้อเสนอแนะ (คำถามปลายเปิด)

3.3.2.2 แบบประเมินความเหมาะสมของแบบจำลอง

สำหรับผู้เชี่ยวชาญในการประเมินแบบจำลองที่พัฒนาขึ้น โดยประเมินใน 5 ด้าน:

  1. ความถูกต้องเหมาะสมของเนื้อหา
  2. ความสอดคล้องกับทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
  3. ความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้
  4. ความเหมาะสมกับบริบทไทย
  5. ความครอบคลุมและความสมบูรณ์

3.4 การพัฒนาเครื่องมือวิจัย

3.4.1 การพัฒนาแบบสัมภาษณ์

  1. การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดกรอบและประเด็นคำถาม
  2. การร่างคำถามเบื้องต้น โดยผู้วิจัยและที่ปรึกษา
  3. การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน
  4. การทดลองใช้ (Pilot Test) กับกลุ่มตัวอย่าง 5 คน
  5. การปรับปรุงและจัดทำเครื่องมือฉบับสมบูรณ์

3.4.2 การพัฒนาแบบสอบถาม

  1. การศึกษาเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
  2. การสร้างข้อคำถามตามกรอบแนวคิดที่กำหนด
  3. การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน คำนวณค่า IOC
  4. การทดลองใช้ กับกลุ่มตัวอย่าง 30 คน
  5. การหาความเชื่อมั่น โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค
  6. การปรับปรุงและจัดทำเครื่องมือฉบับสมบูรณ์

3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล

3.5.1 ระยะที่ 1: การวิจัยเชิงคุณภาพ

3.5.1.1 การสัมภาษณ์เชิงลึก

  • ระยะเวลา: เดือนกันยายน - ธันวาคม 2567
  • วิธีการ: สัมภาษณ์รายบุคคล ใช้เวลาประมาณ 45-60 นาที/คน
  • การบันทึกข้อมูล: บันทึกเสียงและจดบันทึก (ได้รับอนุญาต)
  • สถานที่: สำนักงานของผู้ให้สัมภาษณ์หรือสถานที่ที่เหมาะสม

3.5.1.2 การสังเกตการณ์

  • ระยะเวลา: เดือนตุลาคม - มกราคม 2568
  • วิธีการ: สังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม
  • สถานการณ์: การประชุมผู้บริหาร การประชุมครู กิจกรรมต่าง ๆ
  • การบันทึกข้อมูล: บันทึกภาคสนาม (Field Notes)

3.5.1.3 การสนทนากลุ่ม

  • ระยะเวลา: เดือนพฤศจิกายน 2567 - มกราคม 2568
  • จำนวน: 10 กลุ่ม กลุ่มละ 6-8 คن
  • ระยะเวลา: 90-120 นาที/กลุ่ม
  • การบันทึกข้อมูล: บันทึกเสียงและสรุปประเด็นสำคัญ

3.5.2 ระยะที่ 3: การตรวจสอบแบบจำลอง

 

การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาย.สมโภช จำปาทิพย์, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=LGI8W00000000080 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ