![]() |
||
ข้อมูลนวัตกรรม
การพัฒนากิจกรรม 'กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก' เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมและภูมิคุ้มกันตนเองของเด็กและเยาวชนในยุคดิจิทัล
Routine to Research
ประถมศึกษา
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
บทคัดย่อ/บทสรุป
บทนำ (Introduction)
ในปัจจุบัน เด็กและเยาวชนเติบโตขึ้นในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกมิติของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การสื่อสาร หรือแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งส่งผลให้เกิดทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ การใช้สื่อดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการแก้ปัญหา และทักษะการทำงานร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงข้อมูลที่ไร้ขีดจำกัดยังนำมาซึ่งความเสี่ยงใหม่ๆ เช่น ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ข่าวปลอม และการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน (ธนา ฐิตาภรณ์ และคณะ, 2568; ดูเพิ่มเติมที่: https://www.e-book.com/article/cybersecurity-and-youth) ดังนั้น การสร้างความตระหนักและภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชนจึงไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่ของสถาบันครอบครัวและโรงเรียน แต่ยังรวมถึงหน่วยงานภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีความ "กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก" อย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์จึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของพวกเขาให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ จากการศึกษาของ สุวรรณี คำแก้ว และ จิรวัฒน์ ศรีหริ่ง (2567) ในบทความวิจัยเรื่อง "การพัฒนาทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ผ่านกิจกรรมนอกห้องเรียนสำหรับเยาวชน" ได้ชี้ให้เห็นว่า กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกตามความสนใจจะช่วยกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่แตกต่างกันไปตามพื้นที่และสังคม กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เด็กและเยาวชนค้นพบความถนัดของตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาสามารถแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาต่างๆ ในชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ การสร้างภูมิคุ้มกันตนเองให้ห่างไกลจากภัยคุกคามในยุคดิจิทัลยังเป็นอีกหนึ่งภารกิจเร่งด่วน การวิจัยของ ศูนย์ความปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ (NCSA) ที่ตีพิมพ์ในหนังสือ "คู่มือความปลอดภัยไซเบอร์สำหรับเด็กและเยาวชน" ในปี 2566 (ดูเพิ่มเติมที่: https://www.ncsa.go.th/publication/cyber-safety-manual) ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการให้ความรู้เกี่ยวกับภัยออนไลน์ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้จริง การให้ความรู้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องควบคู่ไปกับการฝึกปฏิบัติให้เด็กและเยาวชนรู้จักวิเคราะห์สถานการณ์และตัดสินใจด้วยตนเองเมื่อต้องเผชิญกับข้อมูลที่อาจเป็นอันตราย การพัฒนาศักยภาพในการเป็นผู้ใช้สื่ออย่างรู้เท่าทันจึงเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันนี้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมกิจกรรมที่ส่งเสริมทั้งการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์และการสร้างภูมิคุ้มกันในยุคดิจิทัลจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โครงการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและออกแบบกิจกรรม 'กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก' ที่สอดคล้องกับความสามารถและความสนใจของเด็กและเยาวชนในจังหวัดลำปาง และประเมินประสิทธิผลของกิจกรรมดังกล่าวในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสร้างภูมิคุ้มกันตนเอง เพื่อนำผลที่ได้ไปเป็นแนวทางในการพัฒนาต่อยอดและขยายผลไปยังหน่วยงานอื่นๆ ต่อไปในอนาคต หลักการและเหตุผล
หลักการและเหตุผล
ในปัจจุบัน เด็กและเยาวชนเติบโตในสังคมที่เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน การเข้าถึงข้อมูลและสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวางได้สร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเรียนรู้และการแสดงออก แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดความเสี่ยงและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) และข่าวปลอม (Fake News) ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ธนา ฐิตาภรณ์ และคณะ, 2568; สุวรรณี คำแก้ว และ จิรวัฒน์ ศรีหริ่ง, 2567) การสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชนจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดลำปาง ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กและเยาวชนในยุคนี้ การจัดกิจกรรมงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 จึงไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อส่งเสริมความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ให้เด็กได้ "กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก" อย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ รวมถึงการสร้างภูมิคุ้มกันตนเองให้ห่างไกลจากภัยรูปแบบใหม่ๆ โดยผ่านกิจกรรมที่หลากหลายตามความสามารถและความสนใจของเด็ก ดังนั้น เพื่อให้การจัดกิจกรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาและวิจัยอย่างเป็นระบบ การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลกิจกรรมในงานวันเด็กดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ถึงการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน รวมถึงระดับความรู้ความเข้าใจและภูมิคุ้มกันที่พวกเขาได้รับจากกิจกรรม เพื่อนำผลที่ได้มาใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการพัฒนาต่อยอดเป็นนวัตกรรมการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กและเยาวชนในอนาคต ทำให้งานประจำกลายเป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง
วัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์เชิงปริมาณ (Quantitative Objectives)
การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาง.อุษณีย์ เป็งเมืองลอง, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=LNXAQ00000000143 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.
ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
|
||