ในปัจจุบัน การจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education (Science, Technology, Engineering, and Mathematics) ได้รับการส่งเสริมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นแนวทางที่ช่วยพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ให้กับผู้เรียน อาทิ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกัน (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2021) อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ STEM Education ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจำเป็นต้องอาศัยครูที่มีสมรรถนะสูง ทั้งในด้านความรู้ ความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ และทักษะการประเมินผลการเรียนการสอนอย่างเหมาะสม (ธนกฤต วิริยะ, 2022) โดยเฉพาะในบริบทของโรงเรียนเอกชน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะทางด้านโครงสร้างการบริหารและข้อจำกัดด้านทรัพยากร จึงยิ่งจำเป็นต้องมีการพัฒนาศักยภาพครูอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ การนิเทศการสอนเป็นกระบวนการหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพครู แต่การนิเทศในรูปแบบเดิมที่เน้นการสั่งการหรือการประเมินเพียงอย่างเดียว อาจไม่ตอบสนองต่อการพัฒนาสมรรถนะครูในยุคปัจจุบัน (จิราภรณ์ ศรีคำ, 2023) แนวทางการนิเทศแบบมีส่วนร่วม (Participatory Supervision) ซึ่งเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้บริหาร นักวิชาการนิเทศ และครู จึงถูกเสนอให้เป็นทางเลือกหนึ่งในการเสริมสร้างสมรรถนะครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การร่วมวางแผน และการพัฒนาร่วมกันในทุกขั้นตอน (ศศิธร พลเยี่ยม, 2024) จังหวัดลำปางในฐานะพื้นที่ศึกษา มีลักษณะเฉพาะทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่หลากหลาย โรงเรียนเอกชนในพื้นที่จำนวนมากประสบปัญหาขาดแคลนครูที่มีความเชี่ยวชาญด้าน STEM และขาดกลไกการพัฒนาครูที่เป็นระบบ (สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดลำปาง, 2023) จากบริบทดังกล่าว จึงเกิดแนวคิดในการพัฒนานวัตกรรมการนิเทศแบบมีส่วนร่วม เพื่อเป็นเครื่องมือส่งเสริมการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์จริงของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดลำปาง การพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวจะอิงแนวคิดหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) แนวคิดการนิเทศการสอนเพื่อการพัฒนาคุณภาพครู (Glatthorn, 2021) 2) แนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Vygotsky, 1978, อ้างถึงใน ศุภลักษณ์ สุขเกษม, 2022) และ 3) แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education (Bybee, 2022) เพื่อให้การนิเทศไม่เป็นเพียงการติดตามตรวจสอบ แต่เป็นกระบวนการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันอย่างแท้จริง พร้อมทั้งสร้างบรรยากาศแห่งการมีส่วนร่วม และการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทโรงเรียนเอกชนของจังหวัดลำปาง
1. เพื่อพัฒนานวัตกรรมการนิเทศแบบมีส่วนร่วมที่ส่งเสริมสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ในโรงเรียนเอกชน จังหวัดลำปาง 2. เพื่อศึกษาผลของนวัตกรรมการนิเทศแบบมีส่วนร่วมที่มีต่อสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education 3. 3. เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ก่อนและหลังการใช้กระบวนการนิเทศแบบมีส่วนร่วม 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อการใช้นวัตกรรมการนิเทศแบบมีส่วนร่วมในโรงเรียนเอกชน จังหวัดลำปาง
1. แนวคิดและทฤษฎีหลักที่ใช้ในการวิจัย 1.1 ทฤษฎีการนิเทศทางการศึกษา (Educational Supervision Theory) 1.2 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning Theory) 1.3 แนวคิดการเรียนรู้โดยใช้สมรรถนะเป็นฐาน (Competency-Based Education) 1.4 แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ (Integrated Instruction Theory) 2. แนวคิด/ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรต้น (นวัตกรรมการนิเทศแบบมีส่วนร่วม) 2.1 ความหมายและองค์ประกอบของนวัตกรรมทางการศึกษา 2.2 แนวคิดเกี่ยวกับการนิเทศการสอน (Supervision in Education) 2.3 แนวคิดการนิเทศแบบมีส่วนร่วม (Participatory Supervision) 2.4 ขั้นตอนและกระบวนการพัฒนานวัตกรรมการนิเทศ 2.5 บทบาทของผู้บริหารและครูในกระบวนการนิเทศแบบมีส่วนร่วม 3. แนวคิด/ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรตาม (สมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education) 3.1 ความหมายและองค์ประกอบของสมรรถนะครู 3.2 แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาสมรรถนะครู 3.3 แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education 3.4 สมรรถนะที่จำเป็นสำหรับครูในการจัดการเรียนรู้แบบ STEM (STEM Teaching Competencies) 3.5 ปัจจัยที่มีผลต่อสมรรถนะของครูในการจัดการเรียนรู้ STEM
ขั้นตอนการดำเนินงานวิจัย ระยะที่ 1: การพัฒนาเครื่องมือและนวัตกรรมการนิเทศ (พฤษภาคม - มิถุนายน 2568) 1. ศึกษาทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. STEM Education 2. การนิเทศการสอน 3. การพัฒนาสมรรถนะครู 4. การนิเทศแบบมีส่วนร่วม 2. กำหนดกรอบแนวคิด และออกแบบนวัตกรรมการนิเทศแบบมีส่วนร่วม 1. โครงสร้างกิจกรรม 2. บทบาทของผู้เกี่ยวข้อง (ครู ผู้บริหาร นักวิชาการ) 3. สร้างและตรวจสอบเครื่องมือวิจัย 1. แบบประเมินสมรรถนะครู (Self-assessment & Expert assessment) 2. แบบสังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ STEM 3. แบบสอบถามความพึงพอใจ 4. แบบสัมภาษณ์เชิงลึก 5. ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา (IOC) 6. ทดลองใช้เบื้องต้นและหาค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha)
ระยะที่ 2: ทดลองใช้และเก็บข้อมูล (กรกฎาคม - กันยายน 2568) 1. คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ครูรายวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี จากโรงเรียนเอกชนจังหวัดลำปางที่สมัครใจเข้าร่วมจำนวน 20 คน 2. ดำเนินกิจกรรมการนิเทศแบบมีส่วนร่วม 1. ประชุมวางแผนร่วมกัน 2. สังเกตการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน 3. นิเทศ ติดตาม ให้ข้อเสนอแนะ 4. สะท้อนผลและปรับปรุงการสอนร่วมกัน 3. เก็บรวบรวมข้อมูลจากเครื่องมือ 1. แบบประเมินสมรรถนะ (ก่อนและหลัง) 2. แบบสังเกตในชั้นเรียน 3. แบบสอบถามความพึงพอใจ 4. สัมภาษณ์เชิงลึกครูผู้เข้าร่วม ระยะที่ 3: วิเคราะห์ผลและสรุปผลการวิจัย (ตุลาคม 2568) 1. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ 1. ค่าเฉลี่ย (Mean), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) 2. การเปรียบเทียบผลก่อน-หลัง 3. ความเชื่อมั่น (Reliability) 2. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ 1. วิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) 2. สังเคราะห์ประเด็นจากการสัมภาษณ์ 3. สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 1. ผลของนวัตกรรมต่อสมรรถนะของครู 2. ความพึงพอใจ และความเป็นไปได้ของการขยายผล 3. ข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนานโยบายหรือแนวทางการนิเทศต่อไป
สถิติในการวิจัย 1. แบบประเมินสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ซึ่งประกอบด้วย 3 ด้าน (ความรู้ ทักษะ และเจตคติ) และใช้ มาตร Likert 5 ระดับ มีทั้งแบบประเมินตนเองและจากผู้เชี่ยวชาญ/ผู้บริหาร โดยใช้สถิติดังต่อไปนี้: 1. ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ใช้ ค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา (IOC) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 คนขึ้นไปพิจารณา ความเหมาะสมของแต่ละข้อคำถาม เกณฑ์ IOC ≥ 0.5 ถือว่า “ยอมรับได้”
2. ความเชื่อมั่น (Reliability) ใ ช้ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha) หากแยก 3 ด้าน ควรคำนวณความเชื่อมั่นแยกแต่ละด้านด้วย เกณฑ์ที่ยอมรับได้: ≥ 0.70 3. วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสรุปผลการประเมินสมรรถนะ 1. สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) 2. ค่าเฉลี่ย (Mean): แสดงระดับสมรรถนะเฉลี่ยของครูในแต่ละด้าน 3. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation - SD): แสดงความกระจายของข้อมูล 4. แจกแจงความถี่และร้อยละ (Frequency & Percentage): เพื่อดูแนวโน้มระดับคะแนนของแต่ละรายการ 4. เปรียบเทียบผลก่อน-หลัง (หากเป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง) 1. สถิติ t-test แบบ Dependent (Paired Samples t-test): เปรียบเทียบสมรรถนะก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ 2. ใช้ได้ในกรณีที่ข้อมูลเป็นตัวแปรช่วง (Interval Scale) และมีการเก็บคะแนนก่อน-หลังจากกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวกัน 2. แบบ สัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) สถิติและวิธีที่ควรใช้กับข้อมูลจากการสัมภาษณ์: ดังนี้ 1. การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) 1.1 จัดกลุ่มเนื้อหา (Coding): ถอดเทปสัมภาษณ์ออกมาเป็นข้อความ แล้วจัดหมวดหมู่ตามประเด็น เช่น ความเข้าใจต่อ STEM ประสบการณ์ในการนิเทศ การเปลี่ยนแปลงในการจัดการเรียนรู้ ข้อเสนอแนะ 1.2 ค้นหารูปแบบ/ธีมหลัก (Themes) ที่สะท้อนแนวโน้มของความคิดเห็น เช่น “ครูส่วนใหญ่รู้สึกมั่นใจมากขึ้นหลังได้รับนิเทศแบบมีส่วนร่วม” “มีข้อเสนอให้เพิ่มการนิเทศแบบ peer coaching” 2. การนับความถี่ (Frequency Count) (เชิงพรรณนา) ใช้นับจำนวนครูที่กล่าวถึงประเด็นหรือธีมเดียวกัน เช่น ครู 15 จาก 20 คนกล่าวว่า “การนิเทศช่วยพัฒนาความมั่นใจในการสอน STEM” ครู 12 คนเสนอว่า “ควรมีแบบฝึกให้ทดลองใช้จริงในห้องเรียน”
3. แบบสังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ STEM ในชั้นเรียน โดยใช้สถิติดังต่อไปนี้: 1. ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ 1. ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) 1. ใช้ IOC (Index of Item-Objective Congruence) จากผู้เชี่ยวชาญ 3 คนขึ้นไป 2. เกณฑ์ IOC ≥ 0.5 = ยอมรับได้ 2. ความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (Reliability) 1. ใช้ Cronbach’s Alpha หากรายการประเมินมีหลายข้อที่ต้องการรวมเป็นค่าด้านเดียว เช่น "Active Learning" 2. หากมีผู้สังเกตมากกว่า 1 คน → ใช้ Inter-rater Reliability เช่น Cohen’s Kappa หรือ ค่าความสอดคล้อง (Percentage Agreement) 2. การวิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกต (Descriptive Statistics) 1. ค่าเฉลี่ย (Mean) ของแต่ละพฤติกรรม เช่น การส่งเสริมการทำงานกลุ่ม ได้คะแนนเฉลี่ย 4.2 จาก 5 2. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) เพื่อตรวจสอบความกระจายของคะแนนแต่ละด้าน ความถี่ (Frequency) และร้อยละ (Percentage) สำหรับรายการแบบเช็กลิสต์ เช่น “ครูมีการเชื่อมโยงเนื้อหาข้ามวิชา” → พบใน 16 จาก 20 คาบเรียน (80%) 3. การเปรียบเทียบก่อน–หลัง (ถ้ามีการวัดหลายครั้ง) 1. การสังเกตครูก่อนและหลังการพัฒนา → ใช้ Paired Samples t-test 2 เปรียบเทียบหลายกลุ่ม → ใช้ ANOVA 4. แบบสอบถามความพึงพอใจของครูต่อการนิเทศแบบมีส่วนร่วม สถิติดังต่อไปนี้: 1. ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ 1. ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ใช้ IOC (Index of Item-Objective Congruence) จากผู้เชี่ยวชาญ 3 คนขึ้นไป เกณฑ์ IOC ≥ 0.5 = ยอมรับได้ 2. ความเชื่อมั่น (Reliability) ใช้ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha) หากมีหลายด้าน (เช่น 3–4 หัวข้อหลัก) ให้คำนวณแยกแต่ละด้านและรวมทั้งชุด เกณฑ์ที่ยอมรับได้: ≥ 0.70 3. การวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) 2. ค่าเฉลี่ย (Mean): แสดงระดับความพึงพอใจของครูต่อแต่ละด้าน 3. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD): แสดงความกระจายของคะแนน 4. ค่าร้อยละ (Percentage) และ ความถี่ (Frequency): แสดงระดับความพึงพอใจในแต่ละช่วงคะแนน
ประชากร คือ ครูผู้สอนระดับประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษาที่สอนในโรงเรียนเอกชนจังหวัดลำปาง ปีการศึกษา 2568 กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในโรงเรียนเอกชน จังหวัดลำปาง ที่สอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือเทคโนโลยี และสมัครใจเข้าร่วมโครงการพัฒนาสมรรถนะตามแนวทาง STEM จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)