แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 112 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
การพัฒนานวัตกรรมการนิเทศแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ในโรงเรียนเอกชนจังหวัดลำปาง
STEM Education
มัธยมศึกษา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ข้อมูลผู้พัฒนา
นายพงศ์สิษฐ์ กุณะ สิริวราพงศ์
ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ
สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดลำปาง
ภาษาไทย
0991452536
kron.sit@gmail.com
หลักการและเหตุผล

ในปัจจุบัน การจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education (Science, Technology, Engineering, and Mathematics) ได้รับการส่งเสริมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นแนวทางที่ช่วยพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ให้กับผู้เรียน อาทิ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกัน (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2021) อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ STEM Education ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจำเป็นต้องอาศัยครูที่มีสมรรถนะสูง ทั้งในด้านความรู้ ความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ และทักษะการประเมินผลการเรียนการสอนอย่างเหมาะสม (ธนกฤต วิริยะ, 2022) โดยเฉพาะในบริบทของโรงเรียนเอกชน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะทางด้านโครงสร้างการบริหารและข้อจำกัดด้านทรัพยากร จึงยิ่งจำเป็นต้องมีการพัฒนาศักยภาพครูอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
                 การนิเทศการสอนเป็นกระบวนการหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพครู แต่การนิเทศในรูปแบบเดิมที่เน้นการสั่งการหรือการประเมินเพียงอย่างเดียว อาจไม่ตอบสนองต่อการพัฒนาสมรรถนะครูในยุคปัจจุบัน (จิราภรณ์ ศรีคำ, 2023) แนวทางการนิเทศแบบมีส่วนร่วม (Participatory Supervision) ซึ่งเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้บริหาร นักวิชาการนิเทศ และครู จึงถูกเสนอให้เป็นทางเลือกหนึ่งในการเสริมสร้างสมรรถนะครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การร่วมวางแผน และการพัฒนาร่วมกันในทุกขั้นตอน (ศศิธร พลเยี่ยม, 2024)
                 จังหวัดลำปางในฐานะพื้นที่ศึกษา มีลักษณะเฉพาะทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่หลากหลาย โรงเรียนเอกชนในพื้นที่จำนวนมากประสบปัญหาขาดแคลนครูที่มีความเชี่ยวชาญด้าน STEM และขาดกลไกการพัฒนาครูที่เป็นระบบ (สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดลำปาง, 2023) จากบริบทดังกล่าว จึงเกิดแนวคิดในการพัฒนานวัตกรรมการนิเทศแบบมีส่วนร่วม เพื่อเป็นเครื่องมือส่งเสริมการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์จริงของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดลำปาง
                  การพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวจะอิงแนวคิดหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) แนวคิดการนิเทศการสอนเพื่อการพัฒนาคุณภาพครู (Glatthorn, 2021) 2) แนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Vygotsky, 1978, อ้างถึงใน ศุภลักษณ์ สุขเกษม, 2022) และ 3) แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education (Bybee, 2022) เพื่อให้การนิเทศไม่เป็นเพียงการติดตามตรวจสอบ แต่เป็นกระบวนการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันอย่างแท้จริง พร้อมทั้งสร้างบรรยากาศแห่งการมีส่วนร่วม และการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทโรงเรียนเอกชนของจังหวัดลำปาง

วัตถุประสงค์

1. เพื่อพัฒนานวัตกรรมการนิเทศแบบมีส่วนร่วมที่ส่งเสริมสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ในโรงเรียนเอกชน จังหวัดลำปาง
2.  เพื่อศึกษาผลของนวัตกรรมการนิเทศแบบมีส่วนร่วมที่มีต่อสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education                                                                                                                            3. 3. เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ก่อนและหลังการใช้กระบวนการนิเทศแบบมีส่วนร่วม
4.  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อการใช้นวัตกรรมการนิเทศแบบมีส่วนร่วมในโรงเรียนเอกชน จังหวัดลำปาง

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

1. แนวคิดและทฤษฎีหลักที่ใช้ในการวิจัย
1.1 ทฤษฎีการนิเทศทางการศึกษา (Educational Supervision Theory)
1.2 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning Theory)
1.3 แนวคิดการเรียนรู้โดยใช้สมรรถนะเป็นฐาน (Competency-Based Education)
1.4 แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ (Integrated Instruction Theory)
2. แนวคิด/ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรต้น (นวัตกรรมการนิเทศแบบมีส่วนร่วม)
2.1 ความหมายและองค์ประกอบของนวัตกรรมทางการศึกษา
2.2 แนวคิดเกี่ยวกับการนิเทศการสอน (Supervision in Education)
2.3 แนวคิดการนิเทศแบบมีส่วนร่วม (Participatory Supervision)
2.4 ขั้นตอนและกระบวนการพัฒนานวัตกรรมการนิเทศ
2.5 บทบาทของผู้บริหารและครูในกระบวนการนิเทศแบบมีส่วนร่วม
3. แนวคิด/ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรตาม (สมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education)
3.1 ความหมายและองค์ประกอบของสมรรถนะครู
3.2 แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาสมรรถนะครู
3.3 แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education
3.4 สมรรถนะที่จำเป็นสำหรับครูในการจัดการเรียนรู้แบบ STEM (STEM Teaching Competencies)
3.5 ปัจจัยที่มีผลต่อสมรรถนะของครูในการจัดการเรียนรู้ STEM
 

วิธีการพัฒนา

ขั้นตอนการดำเนินงานวิจัย
ระยะที่ 1: การพัฒนาเครื่องมือและนวัตกรรมการนิเทศ (พฤษภาคม - มิถุนายน 2568)
1. ศึกษาทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1. STEM Education
2. การนิเทศการสอน
3. การพัฒนาสมรรถนะครู
4. การนิเทศแบบมีส่วนร่วม
2. กำหนดกรอบแนวคิด และออกแบบนวัตกรรมการนิเทศแบบมีส่วนร่วม
1. โครงสร้างกิจกรรม
2. บทบาทของผู้เกี่ยวข้อง (ครู ผู้บริหาร นักวิชาการ)
3. สร้างและตรวจสอบเครื่องมือวิจัย
1. แบบประเมินสมรรถนะครู (Self-assessment & Expert assessment)
2. แบบสังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ STEM
3. แบบสอบถามความพึงพอใจ
4. แบบสัมภาษณ์เชิงลึก
5. ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา (IOC)
6. ทดลองใช้เบื้องต้นและหาค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha)

ระยะที่ 2: ทดลองใช้และเก็บข้อมูล (กรกฎาคม - กันยายน 2568)
1. คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
ครูรายวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี จากโรงเรียนเอกชนจังหวัดลำปางที่สมัครใจเข้าร่วมจำนวน 20 คน
2. ดำเนินกิจกรรมการนิเทศแบบมีส่วนร่วม
1. ประชุมวางแผนร่วมกัน
2. สังเกตการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน
3. นิเทศ ติดตาม ให้ข้อเสนอแนะ
4. สะท้อนผลและปรับปรุงการสอนร่วมกัน
3. เก็บรวบรวมข้อมูลจากเครื่องมือ
1. แบบประเมินสมรรถนะ (ก่อนและหลัง)
2. แบบสังเกตในชั้นเรียน
3. แบบสอบถามความพึงพอใจ
4. สัมภาษณ์เชิงลึกครูผู้เข้าร่วม
ระยะที่ 3: วิเคราะห์ผลและสรุปผลการวิจัย (ตุลาคม 2568)
1. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ
1. ค่าเฉลี่ย (Mean), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)
2. การเปรียบเทียบผลก่อน-หลัง
3. ความเชื่อมั่น (Reliability)
2. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ
1. วิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
2. สังเคราะห์ประเด็นจากการสัมภาษณ์
3. สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
1. ผลของนวัตกรรมต่อสมรรถนะของครู
2. ความพึงพอใจ และความเป็นไปได้ของการขยายผล
3. ข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนานโยบายหรือแนวทางการนิเทศต่อไป

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

สถิติในการวิจัย
1. แบบประเมินสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ซึ่งประกอบด้วย 3 ด้าน (ความรู้ ทักษะ และเจตคติ) และใช้ มาตร Likert 5 ระดับ มีทั้งแบบประเมินตนเองและจากผู้เชี่ยวชาญ/ผู้บริหาร โดยใช้สถิติดังต่อไปนี้:
                           1. ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ
                               ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity)
          ใช้ ค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา (IOC) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 คนขึ้นไปพิจารณา                   ความเหมาะสมของแต่ละข้อคำถาม  เกณฑ์ IOC ≥ 0.5 ถือว่า “ยอมรับได้”


                           2. ความเชื่อมั่น (Reliability)
                        ใ       ช้ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha) หากแยก 3 ด้าน                   ควรคำนวณความเชื่อมั่นแยกแต่ละด้านด้วย  เกณฑ์ที่ยอมรับได้: ≥ 0.70
                           3.  วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสรุปผลการประเมินสมรรถนะ
                                     1. สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) 
                           2. ค่าเฉลี่ย (Mean): แสดงระดับสมรรถนะเฉลี่ยของครูในแต่ละด้าน
                           3. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation - SD): แสดงความกระจายของข้อมูล
                           4. แจกแจงความถี่และร้อยละ (Frequency & Percentage): เพื่อดูแนวโน้มระดับคะแนนของแต่ละรายการ
                          4. เปรียบเทียบผลก่อน-หลัง (หากเป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง)
                           1. สถิติ t-test แบบ Dependent (Paired Samples t-test): เปรียบเทียบสมรรถนะก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ
                           2. ใช้ได้ในกรณีที่ข้อมูลเป็นตัวแปรช่วง (Interval Scale) และมีการเก็บคะแนนก่อน-หลังจากกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวกัน
                   2. แบบ สัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview)  สถิติและวิธีที่ควรใช้กับข้อมูลจากการสัมภาษณ์: ดังนี้
                         1. การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)
                   1.1 จัดกลุ่มเนื้อหา (Coding): ถอดเทปสัมภาษณ์ออกมาเป็นข้อความ แล้วจัดหมวดหมู่ตามประเด็น เช่น ความเข้าใจต่อ STEM  ประสบการณ์ในการนิเทศ การเปลี่ยนแปลงในการจัดการเรียนรู้ ข้อเสนอแนะ
1.2    ค้นหารูปแบบ/ธีมหลัก (Themes) ที่สะท้อนแนวโน้มของความคิดเห็น เช่น “ครูส่วนใหญ่รู้สึกมั่นใจมากขึ้นหลังได้รับนิเทศแบบมีส่วนร่วม” “มีข้อเสนอให้เพิ่มการนิเทศแบบ peer coaching”
                           2. การนับความถี่ (Frequency Count) (เชิงพรรณนา)
                     ใช้นับจำนวนครูที่กล่าวถึงประเด็นหรือธีมเดียวกัน เช่น ครู 15 จาก 20 คนกล่าวว่า “การนิเทศช่วยพัฒนาความมั่นใจในการสอน STEM” ครู 12 คนเสนอว่า “ควรมีแบบฝึกให้ทดลองใช้จริงในห้องเรียน”


                   3. แบบสังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ STEM ในชั้นเรียน โดยใช้สถิติดังต่อไปนี้:
                           1. ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ
                                  1. ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity)
     1. ใช้ IOC (Index of Item-Objective Congruence) จากผู้เชี่ยวชาญ 3 คนขึ้นไป
2.    เกณฑ์ IOC ≥ 0.5 = ยอมรับได้
                                  2. ความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (Reliability)
                                         1. ใช้ Cronbach’s Alpha หากรายการประเมินมีหลายข้อที่ต้องการรวมเป็นค่าด้านเดียว เช่น "Active Learning"
                                         2. หากมีผู้สังเกตมากกว่า 1 คน → ใช้ Inter-rater Reliability เช่น Cohen’s Kappa หรือ ค่าความสอดคล้อง (Percentage Agreement)
                          2. การวิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกต (Descriptive Statistics)
         1. ค่าเฉลี่ย (Mean) ของแต่ละพฤติกรรม เช่น การส่งเสริมการทำงานกลุ่ม ได้คะแนนเฉลี่ย 4.2 จาก 5
                                       2. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) เพื่อตรวจสอบความกระจายของคะแนนแต่ละด้าน
                                   ความถี่ (Frequency) และร้อยละ (Percentage)
                        สำหรับรายการแบบเช็กลิสต์ เช่น “ครูมีการเชื่อมโยงเนื้อหาข้ามวิชา” → พบใน 16 จาก 20 คาบเรียน (80%)
                          3. การเปรียบเทียบก่อน–หลัง (ถ้ามีการวัดหลายครั้ง)
                    1. การสังเกตครูก่อนและหลังการพัฒนา → ใช้ Paired Samples t-test
                    2  เปรียบเทียบหลายกลุ่ม → ใช้ ANOVA
                    4. แบบสอบถามความพึงพอใจของครูต่อการนิเทศแบบมีส่วนร่วม สถิติดังต่อไปนี้:
                        1. ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ
                           1. ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity)
                     ใช้ IOC (Index of Item-Objective Congruence) จากผู้เชี่ยวชาญ 3 คนขึ้นไป เกณฑ์ IOC ≥ 0.5 = ยอมรับได้
                           2. ความเชื่อมั่น (Reliability) 
                     ใช้ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha) หากมีหลายด้าน (เช่น 3–4 หัวข้อหลัก) ให้คำนวณแยกแต่ละด้านและรวมทั้งชุด เกณฑ์ที่ยอมรับได้: ≥ 0.70
                            3.  การวิเคราะห์ข้อมูล
                                1. สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics)
                                2. ค่าเฉลี่ย (Mean): แสดงระดับความพึงพอใจของครูต่อแต่ละด้าน
                                3. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD): แสดงความกระจายของคะแนน
                                4. ค่าร้อยละ (Percentage) และ ความถี่ (Frequency): แสดงระดับความพึงพอใจในแต่ละช่วงคะแนน 
 

ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

ประชากร คือ ครูผู้สอนระดับประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษาที่สอนในโรงเรียนเอกชนจังหวัดลำปาง ปีการศึกษา 2568
กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูในโรงเรียนเอกชน จังหวัดลำปาง ที่สอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือเทคโนโลยี และสมัครใจเข้าร่วมโครงการพัฒนาสมรรถนะตามแนวทาง STEM จำนวน 20 คน            ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
 

การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาย.พงศ์สิษฐ์ กุณะ สิริวราพงศ์, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=MEJHI00000000016 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ