1.1 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
1.1.1 ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นกรอบแนวคิดที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนมีความสามารถที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในสังคมแห่งการเรียนรู้ ในปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2563) ได้ระบุว่าการศึกษาในยุคปัจจุบันต้องพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่หลากหลายมากกว่าการเรียนรู้เนื้อหาวิชาการเพียงอย่างเดียว เนื่องจากความรู้ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่ายผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ
กรอบแนวคิดเกี่ยวกับทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากลคือ กรอบแนวคิดที่พัฒนาโดยภาคีเพื่อทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21st Century Skills: P21) ซึ่งวิจารณ์ พานิช (2564) ได้นำเสนอว่า กรอบแนวคิดนี้แบ่งทักษะออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี และทักษะชีวิตและการทำงาน โดยทักษะเหล่านี้จะต้องพัฒนาควบคู่ไปกับความรู้ในวิชาแกนหลักและความรู้เกี่ยวกับประเด็นสำคัญในศตวรรษที่ 21 ผ่านระบบส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
สุคนธ์ สินธพานนท์ (2564) ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มีพื้นฐานมาจากแนวคิดสำคัญ คือ การเปลี่ยนจากการเน้นให้ผู้เรียน "รู้อะไร" (What to Know) เป็นการเน้น "เรียนรู้อย่างไร" (How to Learn) เพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต การเปลี่ยนจากการเรียนรู้ที่เน้นการท่องจำเนื้อหาเป็นการเรียนรู้ที่เน้นการคิดและการลงมือปฏิบัติ และการเปลี่ยนจากการเรียนรู้แบบเดี่ยวเป็นการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมและการสื่อสาร แนวคิดเหล่านี้มีความสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม (Constructivism) ที่เชื่อว่าผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเองผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ต่างๆ
การประยุกต์ใช้แนวคิดทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ในการจัดการเรียนการสอนสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งนี้ จารุวรรณ เทวกุล (2564) ได้นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกัน ผ่านการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning: PBL) ที่ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับชีวิตจริง
นอกจากนี้ สุพรรณี ชาญประเสริฐ (2564) ได้นำเสนอการประยุกต์ใช้แนวทาง STEM Education ในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นการบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ผ่านการออกแบบกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้แก้ปัญหาที่ซับซ้อนและสร้างสรรค์นวัตกรรม ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง การทำงานร่วมกัน และความสามารถในการสื่อสาร โดยครูมีบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้และให้คำแนะนำแก่ผู้เรียน
การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ดังที่ ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2563) ได้เสนอว่า การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี รวมทั้งทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผ่านการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) การเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) หรือการใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ต่างๆ อย่างเช่น Google Classroom, Microsoft Teams, หรือ LMS (Learning Management System) อื่นๆ
ในส่วนของการประเมินผลการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 นั้น ศศิธร อินทร์เอี่ยม และคณะ (2565) ได้เสนอแนวทางการประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ที่ใช้วิธีการที่หลากหลายในการวัดและประเมินความสามารถของผู้เรียน เช่น การประเมินจากผลงาน (Performance Assessment) การประเมินจากแฟ้มสะสมงาน (Portfolio Assessment) และการประเมินตนเอง (Self-Assessment) ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้สะท้อนการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
จากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 พบข้อค้นพบสำคัญหลายประการที่มีผลต่อการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ณรงค์ศักดิ์ เหล่าศรีเจริญ (2565) ได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักเรียนไทยในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้และได้ลงมือปฏิบัติจริง ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ได้ดีกว่าการจัดการเรียนรู้แบบดั้งเดิมที่เน้นการบรรยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกัน
อีกหนึ่งข้อค้นพบที่สำคัญมาจากงานวิจัยของ ปิยะวรรณ ปานโต (2564) ที่ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ที่มีต่อการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนระดับประถมศึกษา ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและสร้างสรรค์ชิ้นงานที่เกี่ยวข้องกับบริบทในชีวิตจริง
ในส่วนของการใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน (2565) ได้ศึกษาผลการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียน ผลการวิจัยพบว่า การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี รวมทั้งทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง การคิดวิเคราะห์ และการสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เทคโนโลยีในการสร้างสรรค์ผลงานและการนำเสนอ
นอกจากนี้ ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ได้รับการศึกษาโดย วัชรี เกษพิชัยณรงค์ (2563) ซึ่งพบว่า ปัจจัยสำคัญประกอบด้วย การพัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจและทักษะในการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 การสนับสนุนจากผู้บริหารสถานศึกษาในด้านนโยบายและทรัพยากร และการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนในการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงการเรียนรู้ในห้องเรียนกับการประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
ประเด็นสำคัญของทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
- การเปลี่ยนแปลงจากทักษะพื้นฐานสู่ทักษะที่ซับซ้อน ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่ซับซ้อนมากกว่าทักษะพื้นฐาน (3Rs) เพียงอย่างเดียว จุดเน้นสำคัญคือการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดวิพากษ์ การคิดสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหา รวมทั้งทักษะทางสังคมและอารมณ์ ทักษะการสื่อสาร และทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ (2563) ได้อธิบายว่า ทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตและการทำงานในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความรู้และทักษะที่มีอยู่เดิมอาจล้าสมัยได้อย่างรวดเร็ว ผู้เรียนจึงต้องมีความสามารถในการปรับตัว เรียนรู้สิ่งใหม่ และแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การบูรณาการเทคโนโลยีในการพัฒนาทักษะ การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการใช้เทคโนโลยี ทั้งในด้านการเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และการเป็นทักษะที่ต้องพัฒนา ปิยวรรณ สมบูรณ์ดี (2564) ได้อธิบายว่า ทักษะด้านเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้หมายถึงเพียงความสามารถในการใช้งานอุปกรณ์หรือโปรแกรมต่างๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ มีความรับผิดชอบ และมีจริยธรรม ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในยุคดิจิทัล
- การเชื่อมโยงการเรียนรู้กับโลกแห่งความเป็นจริง ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งของทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 คือการเชื่อมโยงการเรียนรู้ในห้องเรียนกับสถานการณ์จริงในชีวิตประจำวันและการทำงาน วิชัย วงษ์ใหญ่ (2563) ได้เสนอว่า การจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับโลกแห่งความเป็นจริงช่วยให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าและความหมายของการเรียนรู้ เกิดแรงจูงใจในการเรียน และสามารถนำความรู้และทักษะไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21
องค์ประกอบของทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
- ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (Learning and Innovation Skills) องค์ประกอบนี้ประกอบด้วยทักษะย่อยที่สำคัญ ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) การแก้ปัญหา (Problem Solving) การสื่อสาร (Communication) การทำงานร่วมกัน (Collaboration) และความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation) ศิริชัย กาญจนวาสี (2564) ได้อธิบายว่า ทักษะเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเรียนรู้และการทำงานในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากเป็นทักษะที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ สามารถวิเคราะห์และประเมินข้อมูลที่หลากหลาย สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการและแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้
- ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี (Information, Media, and Technology Skills) องค์ประกอบนี้ประกอบด้วยทักษะย่อยที่เกี่ยวข้องกับการรู้เท่าทันสารสนเทศ (Information Literacy) การรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) และการรู้เท่าทันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Literacy) ภัทรวรรณ เมฆานันท์ (2565) ได้อธิบายว่า ทักษะเหล่านี้มีความสำคัญในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารมีจำนวนมากและสามารถเข้าถึงได้ง่าย ผู้เรียนจำเป็นต้องมีความสามารถในการเข้าถึง ประเมิน และใช้สารสนเทศอย่างมีวิจารณญาณ เข้าใจวิธีการสร้างและนำเสนอสื่อในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเรียนรู้ การทำงาน และการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีจริยธรรม
- ทักษะชีวิตและการทำงาน (Life and Career Skills) องค์ประกอบนี้ประกอบด้วยทักษะย่อยที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นและการปรับตัว (Flexibility and Adaptability) การริเริ่มและการนำตนเอง (Initiative and Self-Direction) ทักษะทางสังคมและข้ามวัฒนธรรม (Social and Cross-cultural Skills) การมีผลงานและความรับผิดชอบ (Productivity and Accountability) และภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ (Leadership and Responsibility) ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2564) ได้อธิบายว่า ทักษะเหล่านี้มีความสำคัญในการเตรียมผู้เรียนให้พร้อมสำหรับการดำรงชีวิตและการทำงานในโลกที่มีความหลากหลายและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้เรียนจำเป็นต้องมีความสามารถในการปรับตัว การเรียนรู้ด้วยตนเอง การทำงานร่วมกับผู้อื่นที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม การบริหารจัดการเวลาและทรัพยากร และการมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม
แนวทางการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
- การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การจัดการเรียนรู้เชิงรุกเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียนในกระบวนการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ การคิด และการแก้ปัญหา ทิศนา แขมมณี (2563) ได้เสนอรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่หลากหลาย เช่น การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) การเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) การเรียนรู้แบบสืบเสาะ (Inquiry-Based Learning) และการเรียนรู้แบบใช้กรณีศึกษา (Case-Based Learning) ซึ่งล้วนเป็นรูปแบบที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง การทำงานร่วมกัน และความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง
- การบูรณาการเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ (ต่อ) การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนรู้เป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี รวมทั้งทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม พงศธร มหาวิจิตร (2564) ได้เสนอแนวทางการบูรณาการเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ผ่านการใช้สื่อดิจิทัล แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ และเครื่องมือดิจิทัลต่างๆ ในการสร้างสรรค์ผลงานและการนำเสนอ การใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (Augmented Reality: AR) และความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality: VR) ในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เสมือนจริง และการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการสนับสนุนการเรียนรู้รายบุคคล (Personalized Learning) ตามความสนใจและความสามารถของผู้เรียน
- การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) การประเมินตามสภาพจริงเป็นแนวทางสำคัญในการติดตามและประเมินการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นการประเมินที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงและสะท้อนถึงความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียน กมลวรรณ ตังธนกานนท์ (2564) ได้เสนอรูปแบบการประเมินตามสภาพจริงที่หลากหลาย เช่น การประเมินจากผลงาน (Performance Assessment) การประเมินจากแฟ้มสะสมงาน (Portfolio Assessment) การประเมินตนเอง (Self-Assessment) และการประเมินโดยเพื่อน (Peer Assessment) ซึ่งล้วนเป็นรูปแบบที่ช่วยให้ผู้เรียนได้สะท้อนการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งช่วยให้ครูได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการจัดการเรียนรู้
- การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Learning Community) การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้เป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ร่วมกัน การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ และการสนับสนุนซึ่งกันและกัน ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ (2566) ได้เสนอแนวทางการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับหน่วยงานภายนอก และการใช้เทคโนโลยีในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ออนไลน์ที่เชื่อมโยงผู้เรียน ครู ผู้ปกครอง และผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ เข้าด้วยกัน
- การพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่อง (Continuous Professional Development) การพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่องเป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นการเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ และเทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัยให้แก่ครูผู้สอน วรรณี แกมเกตุ (2563) ได้เสนอรูปแบบการพัฒนาวิชาชีพครูที่หลากหลาย เช่น การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครู และการทำวิจัยในชั้นเรียน ซึ่งล้วนเป็นรูปแบบที่ช่วยให้ครูได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและสามารถจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นชุดของความสามารถที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตและการทำงานในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประกอบด้วยทักษะสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี และทักษะชีวิตและการทำงาน ซึ่งพัฒนาได้ผ่านการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและการบูรณาการเทคโนโลยี แนวทางสำคัญในการพัฒนาทักษะดังกล่าว ได้แก่ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก การบูรณาการเทคโนโลยี การประเมินตามสภาพจริง การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ และการพัฒนาวิชาชีพครู โดยมีเป้าหมายเพื่อเตรียมผู้เรียนให้พร้อมรับมือกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต สามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน
1.1.2 การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เป็นแนวคิดทางการศึกษาที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียนในกระบวนการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น แทนที่จะเป็นผู้รับความรู้แบบเพียงฝ่ายเดียว ทิศนา แขมมณี (2563) ได้อธิบายว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุกเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา อภิปราย และสร้างความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีความหมายและคงทน ไม่ใช่เพียงแค่การฟังบรรยายและจดจำเนื้อหาเท่านั้น
แนวคิดพื้นฐานของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกมีรากฐานมาจากทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม (Constructivism) ที่เชื่อว่าผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเองจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ต่างๆ สุคนธ์ สินธพานนท์ (2564) ได้กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุกสอดคล้องกับแนวคิดของ John Dewey ที่เน้น "การเรียนรู้โดยการลงมือทำ" (Learning by Doing) และแนวคิดของ David Kolb เกี่ยวกับวงจรการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning Cycle) ที่ประกอบด้วยการมีประสบการณ์ตรง การสังเกตและไตร่ตรอง การสร้างความคิดรวบยอด และการทดลองปฏิบัติ
จิราภรณ์ พิมใจใส (2563) ได้อธิบายลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกว่าเป็นการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งด้านกาย (Physically Active) ด้านสติปัญญา (Cognitively Active) และด้านสังคม (Socially Active) ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ และการคิดแก้ปัญหา อันเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการเรียนรู้ มีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้
ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก บทบาทของครูเปลี่ยนไปจากการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ (Sage on the Stage) เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (Guide on the Side) ที่คอยออกแบบกิจกรรม สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และให้คำแนะนำช่วยเหลือผู้เรียนตามความจำเป็น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองและพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21
การประยุกต์ใช้แนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในบริบทการศึกษาสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การนำไปใช้ในระดับกิจกรรมการเรียนรู้ย่อยในชั้นเรียน ไปจนถึงการออกแบบหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ทั้งรายวิชา วัชรี เกษพิชัยณรงค์ (2563) ได้นำเสนอเทคนิคการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชั้นเรียน เช่น การใช้คำถามกระตุ้นการคิด (Think-Pair-Share) การอภิปรายกลุ่มย่อย (Small Group Discussion) การใช้เกมและการจำลองสถานการณ์ (Games and Simulations) การแสดงบทบาทสมมติ (Role Play) การใช้กรณีศึกษา (Case Study) และการจัดการเรียนรู้แบบแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (Gallery Walk) ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น
นอกจากเทคนิคย่อยแล้ว ยังมีรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่เป็นระบบมากขึ้น ดังที่ ปิยะวรรณ ปานโต (2564) ได้นำเสนอไว้ ได้แก่ การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning: PBL) ที่ให้ผู้เรียนแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับชีวิตจริง การเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) ที่ให้ผู้เรียนสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนความรู้ความเข้าใจ การเรียนรู้แบบสืบเสาะ (Inquiry-Based Learning) ที่ให้ผู้เรียนค้นคว้าและสร้างความรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ที่เน้นการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม และการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ที่ให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาด้วยตนเองนอกห้องเรียนและใช้เวลาในชั้นเรียนสำหรับกิจกรรมที่ต้องการการมีปฏิสัมพันธ์และการให้คำแนะนำจากครู
การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกก็เป็นอีกแนวทางที่สำคัญในยุคดิจิทัล พรทิพย์ ศิริภัทราชัย (2563) ได้นำเสนอการใช้เทคโนโลยีในการสนับสนุนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เช่น การใช้สื่อดิจิทัลและแอปพลิเคชันต่างๆ ในการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน การใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน และการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (Augmented Reality: AR) และความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality: VR) ในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เสมือนจริง ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจและประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก
อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุกให้ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญหลายประการ ได้แก่ การออกแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ การจัดเตรียมสื่อและแหล่งการเรียนรู้ที่เหมาะสม การสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการวัดและประเมินผลที่สอดคล้องกับลักษณะของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ซึ่งควรเน้นการประเมินตามสภาพจริงที่สะท้อนทักษะการคิดขั้นสูงและความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้
จากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในบริบทการศึกษาไทย พบข้อค้นพบสำคัญหลายประการที่สะท้อนถึงผลกระทบและประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้รูปแบบนี้ ณรงค์ศักดิ์ เหล่าศรีเจริญ (2565) ได้ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดวิเคราะห์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เนื่องจากการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิดวิเคราะห์ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับการทำงานของสมองและกระบวนการเรียนรู้ธรรมชาติของมนุษย์
นอกจากนี้ ศศิธร อินทร์เอี่ยม และคณะ (2565) ได้ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยวิธีการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) ที่มีต่อการพัฒนาทักษะการทำงานร่วมกันและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีนี้มีทักษะการทำงานร่วมกันและความคิดสร้างสรรค์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะในด้านการสื่อสาร การแบ่งปันความรับผิดชอบ การยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง และการสร้างสรรค์ผลงานที่มีความแปลกใหม่และมีคุณค่า
ในด้านการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 จารุวรรณ เทวกุล (2564) ได้ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกบูรณาการกับ STEM Education ที่มีต่อการพัฒนาทักษะการ