การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดนิเทศเรื่องการวิจัยในชั้นเรียนตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการวิจัยใน ชั้นเรียนของครูผู้สอนรายวิชาวิทยาการคำนวณก่อนและหลังการใช้ชุดนิเทศ 3) สังเคราะห์งานวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนภายหลังการใช้ชุดนิเทศ 4) ศึกษาความพึงพอใจของครูผู้สอนที่มีต่อชุดนิเทศ และ 5) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนภายหลังการใช้ชุดนิเทศ
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนรายวิชาวิทยาการคำนวณ ระดับชั้นประถมศึกษา โรงเรียนเอกชนในระบบ ประเภทสามัญ จังหวัดลำปาง จำนวน 22 คน จาก 17 โรงเรียน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกคือ 1) เป็นครูที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ 2) มีประสบการณ์สอนวิชาวิทยาการคำนวณไม่น้อยกว่า 1 ปี 3) ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารสถานศึกษา และ 4) มีความพร้อมในการเข้าร่วมกิจกรรมตลอดระยะเวลาของโครงการ และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนกับครูกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 434 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดนิเทศเรื่องการวิจัยในชั้นเรียน จำนวน 11 เล่ม แบ่งเป็น 3 ชุดหลัก ได้แก่ ชุดการเตรียมการวิจัย (เล่มที่ 1-4) ชุดการดำเนินการวิจัย (เล่มที่ 5-8) และชุดการรายงานผลการวิจัย (เล่มที่ 9-11) 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น 0.86 3) แบบสังเคราะห์งานวิจัยในชั้นเรียน เป็นแบบตรวจสอบรายการ จำนวน 24 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของครูและนักเรียน แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.748 และ 0.760 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที
ผลการวิจัยพบว่า
1. ชุดนิเทศมีคุณภาพและประสิทธิภาพ ดังนี้
1.1 ผลการประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.61, S.D. = 0.52) ทั้งด้านเนื้อหาและการใช้งาน (x̄ = 4.64, S.D. = 0.51) และด้านการออกแบบ (x̄ = 4.56, S.D. = 0.53)
1.2 ผลการหาประสิทธิภาพภาคสนาม (E1/E2) เท่ากับ 84.67/84.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้
2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพบว่า ครูผู้สอนมีคะแนนหลังใช้ชุดนิเทศ (x̄ = 29.63, S.D. = 3.66) สูงกว่าก่อนใช้ชุดนิเทศ (x̄ = 17.83, S.D. = 3.74) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ผลการสังเคราะห์งานวิจัยในชั้นเรียนพบว่า
3.1 ครูส่วนใหญ่ทำวิจัยเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม (ร้อยละ 45.45) และการแก้ปัญหา (ร้อยละ 40.91) โดยใช้แบบฝึกทักษะเป็นนวัตกรรมหลัก (ร้อยละ 68.18)
3.2 งานวิจัยมีคุณภาพในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.69, S.D. = 0.47) ทั้งด้านคุณค่าและประโยชน์ (x̄ = 4.75) ด้านความถูกต้องของกระบวนการวิจัย (x̄ = 4.68) และด้านการนำเสนอรายงานวิจัย (x̄ = 4.64)
3.3 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 94.01 โดยนวัตกรรมที่ครูใช้มีประสิทธิภาพเฉลี่ย E1/E2 = 84.00/83.03
4. ครูผู้สอนมีความพึงพอใจต่อชุดนิเทศในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.80, S.D. = 0.40) ทั้งด้านประโยชน์ที่ได้รับ (x̄ = 4.82, S.D. = 0.38) และด้านการนำไปใช้ (x̄ = 4.77, S.D. = 0.42) โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การได้รับความรู้เกี่ยวกับการวิจัย (x̄ = 4.91) และการมีตัวอย่าง ที่ชัดเจน (x̄ = 4.86)
5. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.80, S.D. = 0.45) ทั้งด้านการจัดการเรียนการสอน (x̄ = 4.84) ด้านบรรยากาศการเรียน (x̄ = 4.82) และด้านการวัดและประเมินผล (x̄ = 4.75) โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การจัดกิจกรรมที่หลากหลาย น่าสนใจ (x̄ = 4.88) และการอธิบายเนื้อหาได้ชัดเจน เข้าใจง่าย (x̄ = 4.86)