แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 146 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
รายงานการนิเทศเพื่อพัฒนาศักยภาพครูในการทำวิจัยในชั้นเรียนของ ครูผู้สอน รายวิชาวิทยาการคำนวณ ระดับประถมศึกษา โรงเรียนเอกชนในระบบ ประเภทสามัญ จังหวัดลำปาง โดยใช้ชุดนิเทศเรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน
นิเทศการศึกษา
ประถมศึกษา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ข้อมูลผู้พัฒนา
นายวสันต์ แปงจิตต์
ศึกษานิเทศก์
สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดลำปาง
เทคโนโลยี
0562244825
arjantom@gmail.com
บทคัดย่อ/บทสรุป

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดนิเทศเรื่องการวิจัยในชั้นเรียนตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการวิจัยใน      ชั้นเรียนของครูผู้สอนรายวิชาวิทยาการคำนวณก่อนและหลังการใช้ชุดนิเทศ 3) สังเคราะห์งานวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนภายหลังการใช้ชุดนิเทศ 4) ศึกษาความพึงพอใจของครูผู้สอนที่มีต่อชุดนิเทศ และ 5) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนภายหลังการใช้ชุดนิเทศ

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนรายวิชาวิทยาการคำนวณ ระดับชั้นประถมศึกษา โรงเรียนเอกชนในระบบ ประเภทสามัญ จังหวัดลำปาง จำนวน 22 คน จาก 17 โรงเรียน  ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกคือ 1) เป็นครูที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ     2) มีประสบการณ์สอนวิชาวิทยาการคำนวณไม่น้อยกว่า 1 ปี 3) ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารสถานศึกษา และ 4) มีความพร้อมในการเข้าร่วมกิจกรรมตลอดระยะเวลาของโครงการ และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนกับครูกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 434 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดนิเทศเรื่องการวิจัยในชั้นเรียน จำนวน 11 เล่ม แบ่งเป็น 3 ชุดหลัก ได้แก่ ชุดการเตรียมการวิจัย (เล่มที่ 1-4) ชุดการดำเนินการวิจัย (เล่มที่ 5-8) และชุดการรายงานผลการวิจัย (เล่มที่ 9-11) 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น 0.86 3) แบบสังเคราะห์งานวิจัยในชั้นเรียน เป็นแบบตรวจสอบรายการ จำนวน 24 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของครูและนักเรียน แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.748 และ 0.760 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที

 

 

 

 

ผลการวิจัยพบว่า

1. ชุดนิเทศมีคุณภาพและประสิทธิภาพ ดังนี้

1.1 ผลการประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.61, S.D. = 0.52) ทั้งด้านเนื้อหาและการใช้งาน (x̄ = 4.64, S.D. = 0.51) และด้านการออกแบบ (x̄ = 4.56, S.D. = 0.53)

1.2 ผลการหาประสิทธิภาพภาคสนาม (E1/E2) เท่ากับ 84.67/84.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้

2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพบว่า ครูผู้สอนมีคะแนนหลังใช้ชุดนิเทศ  (x̄ = 29.63, S.D. = 3.66) สูงกว่าก่อนใช้ชุดนิเทศ (x̄ = 17.83, S.D. = 3.74) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3. ผลการสังเคราะห์งานวิจัยในชั้นเรียนพบว่า

3.1 ครูส่วนใหญ่ทำวิจัยเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม (ร้อยละ 45.45) และการแก้ปัญหา (ร้อยละ 40.91) โดยใช้แบบฝึกทักษะเป็นนวัตกรรมหลัก (ร้อยละ 68.18)

3.2 งานวิจัยมีคุณภาพในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.69, S.D. = 0.47) ทั้งด้านคุณค่าและประโยชน์ (x̄ = 4.75) ด้านความถูกต้องของกระบวนการวิจัย (x̄ = 4.68) และด้านการนำเสนอรายงานวิจัย (x̄ = 4.64)

3.3 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 94.01 โดยนวัตกรรมที่ครูใช้มีประสิทธิภาพเฉลี่ย E1/E2 = 84.00/83.03

4. ครูผู้สอนมีความพึงพอใจต่อชุดนิเทศในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.80, S.D. = 0.40)       ทั้งด้านประโยชน์ที่ได้รับ (x̄ = 4.82, S.D. = 0.38) และด้านการนำไปใช้ (x̄ = 4.77, S.D. = 0.42) โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การได้รับความรู้เกี่ยวกับการวิจัย (x̄ = 4.91) และการมีตัวอย่าง     ที่ชัดเจน (x̄ = 4.86)

5. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.80, S.D. = 0.45) ทั้งด้านการจัดการเรียนการสอน (x̄ = 4.84) ด้านบรรยากาศการเรียน (x̄ = 4.82) และด้านการวัดและประเมินผล (x̄ = 4.75) โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การจัดกิจกรรมที่หลากหลาย น่าสนใจ (x̄ = 4.88) และการอธิบายเนื้อหาได้ชัดเจน เข้าใจง่าย (x̄ = 4.86)

หลักการและเหตุผล

วิทยาการคำนวณเป็นสาระการเรียนรู้ที่มีความสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะ       ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะทักษะด้านการคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking)       ซึ่งเป็น กระบวนการในการแก้ปัญหาและการคิดอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาทักษะดิจิทัลตามแผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2560-2579 และเป้าหมายยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0     ที่มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างชาญฉลาด (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560: 15)

การจัดการเรียนการสอนวิทยาการคำนวณในระดับประถมศึกษามีความสำคัญอย่างยิ่ง สอดคล้องกับงานวิจัยของอัจฉรา ธงชัยสุวรรณ (2565: 45) ที่พบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้วิทยาการคำนวณตั้งแต่ระดับประถมศึกษามีทักษะการคิดเชิงคำนวณสูงกว่านักเรียนที่เริ่มเรียนในระดับมัธยมศึกษา และงานวิจัยของสมศักดิ์ วงศ์รัตนกุล (2564: 78) ที่แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาครูผู้สอนวิทยาการคำนวณด้วยกระบวนการวิจัยในชั้นเรียนส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญ

การศึกษามีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ การจัดการศึกษาให้มีคุณภาพเพื่อการพัฒนาประเทศให้มีความรุ่งเรืองทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และเทคโนโลยีนั้น ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาคนให้สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา มีความรู้ มีคุณธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต (สัมมา รธนิธย์, 2544: 8) หัวใจสำคัญของความสำเร็จในการพัฒนามนุษย์ให้สมบูรณ์อยู่ที่การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ

คุณภาพครูเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อคุณภาพการศึกษา การศึกษาเป็นหัวใจของการพัฒนาคุณภาพของคนให้เป็นผู้สมบูรณ์พร้อมทั้งกาย จิต และปัญญา พร้อมทั้งความสามารถในการสร้างสรรค์สังคมคุณภาพ สังคมแห่งการเรียนรู้ สังคมอันกอปรด้วยความสมานฉันท์และความเอื้ออาทรต่อกัน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2545: คำนำ)

นอกจากนี้ครูยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ครูสามารถนำกระบวนการวิจัยมาใช้พัฒนาการเรียนการสอนให้มีคุณภาพได้ ดังคำกล่าวของพระธรรมปิฎก (2544: 24) ที่ว่าวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา และวิจัยเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะทำให้การศึกษา คือ การพัฒนามนุษย์ให้สมบูรณ์ การวิจัยในชั้นเรียนเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยพัฒนาการศึกษา

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 3 พุทธศักราช 2553 หมวด 4 มาตรา 24 ข้อที่ 5 ได้กำหนดให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้

นอกจากนี้ความสำคัญของกระบวนการวิจัยยังได้ปรากฏในแผนการศึกษา พ.ศ. 2560-2579 ในยุทธศาสตร์ที่ 2 การผลิตและพัฒนากำลังคน การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

จากการศึกษาสภาพการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนวิทยาการคำนวณ ระดับชั้นประถมศึกษา โรงเรียนเอกชนในระบบ จังหวัดลำปาง (วสันต์ แปงจิตต์, 2564: บทคัดย่อ) พบประเด็นปัญหาที่สำคัญด้านความรู้และทักษะการวิจัย พบว่าครูผู้สอนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำวิจัยในชั้นเรียนทั้งแบบวิจัยแผ่นเดียวและวิจัยแบบ 5 บท มีปัญหาในการเลือกปัญหาการวิจัย การออกแบบการวิจัย        การเขียนรายงานการวิจัย และขาดความรู้ในการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือวิจัย

ด้านการสนับสนุนการทำวิจัย พบว่าครูผู้สอนขาดที่ปรึกษาในการทำวิจัย ขาดแหล่งค้นคว้าข้อมูลและเอกสารอ้างอิง ไม่มีคู่มือหรือแนวทางในการทำวิจัยที่ชัดเจน และขาดงบประมาณและทรัพยากรสนับสนุน ส่วนด้านกระบวนการนิเทศ พบว่าขาดระบบการนิเทศ ติดตามที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูผู้สอน และขาดการประเมินและให้ข้อมูลย้อนกลับอย่างต่อเนื่อง

จากสภาพปัญหาดังกล่าว ผู้นิเทศในฐานะที่ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ และได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชาวิทยาการคำนวณ จึงตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องพัฒนาศักยภาพครูผู้สอน รายวิชาวิทยาการคำนวณ ระดับชั้นประถมศึกษา โรงเรียนเอกชนในระบบ ประเภทสามัญ จังหวัดลำปาง ในเรื่องของการทำวิจัยในชั้นเรียน

วัตถุประสงค์

2.1 เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดนิเทศเรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน ให้มีตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80

2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนรายวิชาวิทยาการคำนวณ ระดับชั้นประถมศึกษา โรงเรียนเอกชนในระบบ ประเภทสามัญ จังหวัดลำปาง ก่อนและหลังการใช้ชุดนิเทศเรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน

2.3 เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอน รายวิชาวิทยาการคำนวณ ระดับชั้นประถมศึกษา โรงเรียนเอกชนในระบบ ประเภทสามัญ จังหวัดลำปาง ภายหลังการใช้ชุดนิเทศเรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน

คำสำคัญ (Keywords)
คำสำคัญ : การนิเทศ, การวิจัยในชั้นเรียน, วิทยาการคำนวณ, การพัฒนาครู, โรงเรียนเอกชน
การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาย.วสันต์ แปงจิตต์, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=NK8LT00000000008 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.
ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ