แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 133 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
การใช้ Soft Power ของครูศูนย์การเรียนรู้เพื่อแก้ไขพฤติกรรมไม่สนใจเรียนของนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษา ระดับประถมศึกษา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568
SoftPower
ประถมศึกษา
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
ข้อมูลผู้พัฒนา
นางสาวพัชรีย์พร ภาสุรวัฒน์
ครูศูนย์การเรียนรู้
ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอแม่พริก
ภาษาไทย
0871880626
patcha606327@gmail.com
บทคัดย่อ/บทสรุป

ชื่อผลงานวิจัย “การใช้ Soft Power ของครูศูนย์การเรียนรู้เพื่อแก้ไขพฤติกรรมไม่สนใจเรียนของนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568”

ชื่อเจ้าของผลงานวิจัย   นางสาวพัชรีย์พร   ภาสุรวัฒน์

สังกัด ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอแม่พริก

บทคัดย่อ

          การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการใช้SoftPower ของครูศูนย์การเรียนรู้ในการแก้ไข พฤติกรรมไม่สนใจเรียนของนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษา และศึกษาผลของการใช้ Soft Power ต่อพฤติกรรมการเรียนรู้และความร่วมมือของนักเรียนในกิจกรรม กศน.โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณี ศึกษา กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนจำนวน 2 คน อายุ 13 ปี ที่ไม่ออกจากบ้านและติดเกมเครื่องมือที่ใช้

ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกตพฤติกรรม และบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้

การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ครู กศน. ใช้ Soft Power เช่น การสร้างแรงบันดาลใจ การใช้คำพูดเชิงบวก การสร้างความไว้วางใจ และการใช้กิจกรรมที่เหมาะสมกับ

ความสนใจของผู้เรียน เพื่อให้เด็กกลับเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ ผลลัพธ์ที่ได้คือ นักเรียนมีความกล้าแสดงออก

เพิ่มขึ้น ลดพฤติกรรมติดเกม และเริ่มมีความสุขในการเรียนร่วมกับผู้อื่น แสดงให้เห็นว่าการใช้ Soft Power ของครูศูนย์การเรียนรู้ สามารถเป็นแนวทางในการช่วยเหลือเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลักการและเหตุผล

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

          ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยีเป็นไปอย่างรวดเร็ว พบว่ากลุ่มเด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษา ซึ่งถือเป็นช่วงวัยที่ควรได้รับการส่งเสริมทักษะพื้นฐานด้านการเรียนรู้และการใช้ชีวิต จากกรณีศึกษาพบว่า เด็กอายุ 13 ปี จำนวน 2 คน ในตำบลพระบาทวังตวง มีพฤติกรรมไม่เข้าสถานศึกษา ไม่ออกจากบ้าน ติดเกม และขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงส่งต่อเด็กทั้งสองคนให้เข้าสู่การศึกษานอกระบบผ่าน กศน.

ครูศูนย์การเรียนรู้จึงใช้ Soft Power ซึ่งหมายถึงพลังอ่อน เช่น การสร้างแรงบันดาลใจ การเป็นแบบอย่าง การสื่อสารที่อ่อนโยน การฟังอย่างลึกซึ้ง ร่วมกับเทคนิคจิตวิทยาเชิงบวก เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของเด็กให้เกิดความไว้วางใจและยอมรับการเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น เด็กทั้งสองคนจึงเริ่มเปิดใจและเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนของ กศน. ด้วยความสมัครใจ ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ที่มีคุณค่าต่อการคืนคนกลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ในชุมชน

          ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษากระบวนการและผลของการใช้ Soft Power ของครูศูนย์การเรียนรู้เพื่อแก้ไขพฤติกรรมไม่สนใจเรียนของเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา โดยมุ่งหวังให้เกิดแนวทางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเด็กกลุ่มอื่นในบริบทคล้ายคลึงกัน

วัตถุประสงค์

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

  1. เพื่อศึกษากระบวนการใช้ Soft Power ของครูศูนย์การเรียนรู้ ในการแก้ไขพฤติกรรมไม่สนใจเรียนของนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษา
  2. เพื่อศึกษาผลของการใช้ Soft Power ต่อพฤติกรรมการเรียนรู้และความร่วมมือของนักเรียนในกิจกรรม กศน.
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

          1. แนวคิดเรื่อง Soft Power คำว่า “Soft Power” หรือ “พลังอ่อน” ถูกเสนอโดย Joseph Nye (1990) ซึ่งหมายถึงความสามารถในการโน้มน้าวจูงใจผู้อื่นโดยไม่ใช้การบังคับ แต่ใช้เสน่ห์ ความเชื่อมั่น และความสัมพันธ์ ครูสามารถใช้ Soft Power ผ่านการเป็นแบบอย่างที่ดี การสื่อสารเชิงบวก การสร้างแรงบันดาลใจ และการให้กำลังใจ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ให้กับนักเรียน ในบริบทของครูศูนย์การเรียนรู้ Soft Power หมายถึงพลังในการโน้มน้าวจิตใจของนักเรียนผ่านทักษะอ่อน เช่น ความเมตตา ความเข้าใจ การปรับวิธีการสอนให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน และการสร้างความไว้วางใจระหว่างครูกับนักเรียน

          2. ทฤษฎีแรงจูงใจในการเรียนรู้ (Motivation Theory) ตามแนวคิดของ Maslow (1943) การเรียนรู้ของบุคคลจะเกิดขึ้นเมื่อความต้องการขั้นพื้นฐาน เช่น ความปลอดภัย ความรัก และการยอมรับ ถูกตอบสนอง ครูจึงต้องสร้างความไว้วางใจ ความรู้สึกมีคุณค่า และสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นก่อน ขณะที่ Deci & Ryan (2000) กล่าวถึง ทฤษฎีแรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) ซึ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจจากการเรียนรู้โดยไม่ต้องมีแรงบีบคั้นภายนอก ซึ่งสอดคล้องกับแนวทาง Soft Power

          3. แนวคิดเกี่ยวกับเด็กหลุดจากระบบการศึกษา เด็กหลุดจากระบบการศึกษา (Dropout Children) หมายถึงเด็กที่ไม่เรียนหนังสือในระบบปกติ ไม่เข้าเรียนหรือขาดเรียนเป็นเวลานาน มีแนวโน้มอยู่ในภาวะเสี่ยง เช่น เสพติดเกม ขาดทักษะสังคม และขาดแรงจูงใจในการเรียน จากข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ พบว่าเด็กที่หลุดจากระบบมักเกิดจากปัจจัยครอบครัว เศรษฐกิจ และการขาดแรงจูงใจในห้องเรียน ซึ่งสอดคล้องกับกรณีศึกษาของเด็กอายุ 13 ปีในตำบลพระบาทวังตวง

          4. แนวคิดการศึกษานอกระบบ (Non-Formal Education) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ คือกลไกหลักของการศึกษานอกระบบที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กหลุดจากระบบ ได้มีโอกาสเรียนรู้ตามศักยภาพของตนเองผ่านกิจกรรมที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับชีวิตจริง
จุดเด่นของ กศน. คือ
ครูต้องมีบทบาทเป็นผู้ส่งเสริมแรงจูงใจ และจัดกิจกรรมแบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างบรรยากาศที่ทำให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้ด้วยตนเอง

 

 

 

คำสำคัญ (Keywords)
- Soft Power ของครูศูนย์การเรียนรู้หมายถึง พฤติกรรมหรือแนวทางของครูที่ใช้ความสัมพันธ์เชิงบวก ความเมตตา การเป็นแบบอย่าง และการโน้มน้าวใจ เพื่อส่งเสริมแรงจูงใจในการเรียนรู้ของนักเรียน - เด็กหลุดจากระบบการศึกษา หมายถึง เด็กที่ไม่ได้เรียนในระบบโรงเรียนตามปกติ และไม่มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในช่วงอายุ 7–14 ปี - พฤติกรรมไม่สนใจเรียน หมายถึง การไม่เข้าร่วมกิจกรรมการเรียน การขาดความกระตือรือร้น และการใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เช่น เล่นเกม - พฤติกรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลง หมายถึง พฤติกรรมของนักเรียนที่แสดงออกถึงการเปิดใจ สนใจเรียน และเข้าร่วมกิจกรรม กศน. อย่างต่อเนื่อง
วิธีการพัฒนา

วิธีดำเนินการวิจัย

3.1 รูปแบบการวิจัย

          การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้รูปแบบ กรณีศึกษา (Case Study Research) เพื่อศึกษากระบวนการและผลลัพธ์ของการใช้ Soft Power ของครู สกร.. ในการแก้ไขพฤติกรรมไม่สนใจเรียนของนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษาในระดับประถมศึกษา

 

3.2 กลุ่มเป้าหมาย / แหล่งข้อมูล

  • นักเรียนหลุดจากระบบการศึกษา อายุ 13 ปี จำนวน 2 คน ที่อาศัยอยู่ในตำบลพระบาทวังตวง
  • ครู สกร..ผู้สอนและดูแลนักเรียนทั้ง 2 คน
  • ผู้ปกครองของนักเรียน (เพื่อประกอบการวิเคราะห์บริบทครอบครัวและพฤติกรรม)

 

3.3 ขอบเขตการวิจัย

  • ด้านเนื้อหา: กระบวนการใช้ Soft Power ของครู สกร.. เช่น การสร้างแรงบันดาลใจ ความสัมพันธ์ที่ดี การใช้กิจกรรมสนับสนุน และผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้
  • ด้านพื้นที่: ตำบลพระบาทวังตวง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง
  • ด้านเวลา: ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

  1. แบบสัมภาษณ์ (Semi-Structured Interview)
  2. แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม (Observation Form)
  3. บันทึกภาคสนาม (Field Notes):
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

การวิเคราะห์ข้อมูล

ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) โดยแบ่งข้อมูลออกเป็นประเด็น เช่น

  • รูปแบบการใช้ Soft Power
  • การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม
  • ปัจจัยที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงและสรุปเป็นรายกรณีศึกษา
วิธีการใช้งาน

การเก็บรวบรวมข้อมูล

  1. สัมภาษณ์:
    • ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักเรียน และผู้ปกครอง
    • ใช้บันทึกเสียงหรือจดคำตอบตามความเหมาะสมและได้รับความยินยอม
  2. การสังเกต:
      • ผู้วิจัยร่วมสังเกตกิจกรรมของนักเรียนในการเรียน สกร. อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 8 สัปดาห์
      • สังเกตด้านพฤติกรรมการเรียน ความร่วมมือ การแสดงออกทางอารมณ์
  3. การวิเคราะห์เอกสาร:
      • วิเคราะห์สมุดกิจกรรม บันทึกครู หรือรายงานพฤติกรรมเพื่อใช้ประกอบการตีความข้อมูล
ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

รายกรณีศึกษา (Case Study) เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา จำนวน 2 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 อายุ 13 ปี ที่ไม่ออกจากบ้าน ไม่เข้าสังคม และติดเกม ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากครูศูนย์การเรียนรู้ตำบลพระบาทวังตวง ผ่านการใช้ Soft Power โดยการสังเกต บันทึกภาคสนาม และสัมภาษณ์เชิงลึก

ผลที่เกิดจากผู้เรียน

หัวข้อ

ด.ช.อนุพงษ์  วงศ์ศรี

เด็กชายอรรถพล  มากดี

การวิเคราะห์รวม

พฤติกรรมก่อนเรียน

ไม่ออกจากบ้าน ติดเกม ไม่สื่อสารกับใคร

หมกมุ่นกับเกม เป็นโรคซึมเศร้า ไม่อยากเข้าสังคม

ทั้งสองคนมีภาวะถอนตัวจากสังคม และขาดแรงจูงใจในการเรียน

กลยุทธ์ Soft Power ของครู

เยี่ยมบ้าน สร้างความไว้วางใจ ชวนทำกิจกรรม

ใช้ศิลปะ ชมเชย คำพูดสร้างแรงใจ

ครูใช้การสื่อสารที่อ่อนโยน และกิจกรรมตามความสนใจ

ผลการเปลี่ยนแปลง

กล้าแสดงออก เรียนสม่ำเสมอ เริ่มเข้าสังคม

สื่อสารกับครู ร่วมกลุ่มย่อย มีทัศนคติเชิงบวก

ทั้งสองเริ่มกลับมาเรียน มีพฤติกรรมเรียนรู้ดีขึ้น

การรับรองและรางวัล

ไม่มี

การเผยแพร่

ครูศูนย์การเรียนรู้จะมีการรายงานผลการปฏิบัติการพบกลุ่มทุกครั้งลงเพจ ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลพระบาทวังตวง

การอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2565). รายงานสถิติเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษา. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ.

          กมลวรรณ แสงทอง. (2561). การใช้กิจกรรมกลุ่มบำบัดเพื่อเสริมทักษะสังคมของเด็กติดเกม. วารสารการวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน, 4(2), 66–74.

          จอห์นสัน, ธนา. (2566). จิตวิทยาสำหรับครูในชุมชนการเรียนรู้. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ครูไทย.

          ดวงพร สงวนศรี. (2564). การส่งเสริมแรงจูงใจในการเรียนรู้ของนักเรียน กศน. ผ่านกิจกรรมแบบมีส่วนร่วม. วารสารการศึกษานอกระบบ, 6(1), 23–35.

          ปณิธาน ศิริบุญ. (2565). การสร้างแรงจูงใจของครูศูนย์การเรียนรู้กับนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษา. วารสารศึกษาศาสตร์, 12(1), 89–97.

          พรชัย พฤกษ์ศิริ. (2563). พลังเชิงบวกของครู: ปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้เรียน. วารสารครุศาสตร์, 25(3), 112–124.

          Nye, J. S. (1990). Bound to Lead: The Changing Nature of American Power. Basic Books.

          Deci, E. L., & Ryan, R. M. (2000). The "what" and "why" of goal pursuits: Human needs and the self-determination of behavior. Psychological Inquiry, 11(4), 227–268.

          Maslow, A. H. (1943). A theory of human motivation. Psychological Review, 50(4), 370–396.

ลิขสิทธิ์และการอนุญาตใช้งาน

-

การต่อยอดและพัฒนา

ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในอนาคต

          ควรศึกษาเชิงเปรียบเทียบผลของการใช้ Soft Power กับกลุ่มนักเรียนที่มีปัญหาต่างกัน เช่น เด็กในครอบครัวยากจน เด็กที่มีปัญหาด้านพฤติกรรมรุนแรง

          ควรวิจัยเพิ่มเติมในมิติของ “ความยั่งยืน” เช่น นักเรียนยังคงมีพฤติกรรมที่ดีหรือไม่เมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือน หรือ 1 ปี

การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นางสาว.พัชรีย์พร ภาสุรวัฒน์, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=O4EBS00000000110 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ