1. การวิเคราะห์ข้อมูล
ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการดังนี้
1.1 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้
วิเคราะห์ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แอปพลิเคชัน Scratch ในการสร้างเกมการเรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์ ตามเกณฑ์ 80/80 โดยใช้สูตร E₁/E₂ ดังนี้
1. หาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E₁) โดยใช้สูตร
E₁ = (∑X/N) × 100/A
เมื่อ E₁ คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ
∑X คือ คะแนนรวมของแบบฝึกหัดระหว่างเรียนทุกชิ้นของนักเรียนทุกคน
N คือ จำนวนนักเรียน
A คือ คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดระหว่างเรียนทุกชิ้นรวมกัน
2. หาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E₂) โดยใช้สูตร
E₂ = (∑F/N) × 100/B
เมื่อ E₂ คือ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
∑F คือ คะแนนรวมของแบบทดสอบหลังเรียนของนักเรียนทุกคน
N คือ จำนวนนักเรียน
B คือ คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน
1.2 การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
1. วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการหาค่าเฉลี่ย (X̄) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05
3. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 โดยใช้การทดสอบค่าที (t-test for One Sample) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05
1.3 การวิเคราะห์เจตคติต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
1. วิเคราะห์เจตคติต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการหาค่าเฉลี่ย (X̄) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้วแปลความหมายตามเกณฑ์ที่กำหนด
2. เปรียบเทียบเจตคติต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05
1.4 การวิเคราะห์ชิ้นงานการสร้างเกมการเรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์
วิเคราะห์คุณภาพของชิ้นงานการสร้างเกมการเรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์โดยใช้แอปพลิเคชัน Scratch ของนักเรียน โดยการหาค่าเฉลี่ย (X̄) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้วแปลความหมายตามเกณฑ์ดังนี้
- 3.51-4.00 หมายถึง ชิ้นงานมีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก
- 2.51-3.50 หมายถึง ชิ้นงานมีคุณภาพอยู่ในระดับดี
- 1.51-2.50 หมายถึง ชิ้นงานมีคุณภาพอยู่ในระดับพอใช้
- 1.00-1.50 หมายถึง ชิ้นงานมีคุณภาพอยู่ในระดับปรับปรุง
2. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
2.1 สถิติพื้นฐาน
1. ค่าเฉลี่ย (Mean) โดยใช้สูตร
X̄ = ∑X/N
เมื่อ X̄ คือ ค่าเฉลี่ย
∑X คือ ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
N คือ จำนวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง
2. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้สูตร
S.D. = √[∑(X-X̄)²/N]
เมื่อ S.D. คือ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
X คือ คะแนนแต่ละตัว
X̄ คือ ค่าเฉลี่ย
N คือ จำนวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง
2.2 สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ
1. การหาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยใช้สูตร
IOC = ∑R/N
เมื่อ IOC คือ ดัชนีความสอดคล้อง
∑R คือ ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ
N คือ จำนวนผู้เชี่ยวชาญ
2. การหาค่าความยากง่าย (p) ของแบบทดสอบรายข้อ โดยใช้สูตร
p = R/N
เมื่อ p คือ ค่าความยากง่าย
R คือ จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในแต่ละข้อ
N คือ จำนวนนักเรียนทั้งหมด
3. การหาค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบรายข้อ โดยใช้เทคนิค 27% โดยใช้สูตร
r = (RU-RL)/(NU)
เมื่อ r คือ ค่าอำนาจจำแนก
RU คือ จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มสูง
RL คือ จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มต่ำ
NU คือ จำนวนนักเรียนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ
4. การหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตร KR-20 ของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน
rtt = [n/(n-1)][1-∑pq/S²]
เมื่อ rtt คือ ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ
n คือ จำนวนข้อของแบบทดสอบ
p คือ สัดส่วนของนักเรียนที่ตอบถูกในแต่ละข้อ
q คือ สัดส่วนของนักเรียนที่ตอบผิดในแต่ละข้อ (q = 1-p)
S² คือ ความแปรปรวนของคะแนนรวมทั้งฉบับ
5. การหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบประเมินเจตคติต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient)
α = [n/(n-1)][1-∑S²i/S²t]
เมื่อ α คือ ค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น
n คือ จำนวนข้อของแบบประเมิน
S²i คือ ความแปรปรวนของคะแนนรายข้อ
S²t คือ ความแปรปรวนของคะแนนรวมทั้งฉบับ
2.3 สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน
1. การทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples) ใช้เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สูตร
t = ∑D/√[N∑D²-(∑D)²/(N-1)]
เมื่อ t คือ ค่าสถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบกับค่าวิกฤต
D คือ ความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่
N คือ จำนวนคู่ของข้อมูล
2. การทดสอบค่าที (t-test for One Sample) ใช้เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 โดยใช้สูตร
t = (X̄-μ)/(S/√N)
เมื่อ t คือ ค่าสถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบกับค่าวิกฤต
X̄ คือ ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง
μ คือ ค่าเฉลี่ยของประชากร (เกณฑ์ที่กำหนด)
S คือ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง
N คือ จำนวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง