![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ข้อมูลนวัตกรรม
การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้น ชั้น ปวช.2 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567
STEM Education
อาชีวศึกษา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
บทคัดย่อ/บทสรุป
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education แบบโครงงานเป็นฐานในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้น สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 2 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิค กฟผ. แม่เมาะ กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษา 15 คน ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง ใช้เวลาในการวิจัยตลอดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 รวม 18 สัปดาห์ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีจำนวน 4 ชุด ครอบคลุมเนื้อหา ได้แก่ พื้นฐานไมโครคอนโทรลเลอร์ การใช้งาน Arduino การเชื่อมต่อเซ็นเซอร์ และการประยุกต์ใช้งานในธุรกิจ โดยมีการจัดกิจกรรมแบบบูรณาการระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) ผ่านการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-Based Learning) ผู้เรียนมีโอกาสได้คิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และสร้างผลงานด้วยตนเอง ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีคุณภาพในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ย 4.64 จาก 5.00) ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักศึกษามีคะแนนหลังเรียนเฉลี่ย 32.80 คะแนนจากเต็ม 40 ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านทักษะปฏิบัติ นักศึกษามีคะแนนเฉลี่ยรวม 34.00 จากเต็ม 40 คิดเป็นร้อยละ 85.00 อยู่ในระดับดีมาก โดยเฉพาะด้านการเชื่อมต่อวงจรไมโครคอนโทรลเลอร์และการนำไปใช้จริง ผลงานโครงงานของนักศึกษาได้รับการประเมินว่ามีคุณภาพในระดับดีมาก (ร้อยละ 88.28) โดยด้านการนำไปใช้ประโยชน์มีคะแนนสูงสุด (ร้อยละ 92.00) และนักศึกษามีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมดังกล่าวในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.69) โดยเฉพาะด้านทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ความมั่นใจในการสร้างสรรค์ผลงาน และความสนุกในการลงมือปฏิบัติ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ร่วมกับการเรียนรู้แบบโครงงานสามารถส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณ การแก้ปัญหา และทักษะด้านเทคโนโลยีของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในบริบทของธุรกิจจริงได้ หลักการและเหตุผล
การศึกษาในยุคดิจิทัลเผชิญกับความท้าทายในการเตรียมผู้เรียนให้พร้อมรับมือกับโลกแห่งการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะทักษะการแก้ปัญหาและการคิดเชิงคำนวณซึ่งเป็นสมรรถนะสำคัญในศตวรรษที่ 21 (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2563) การจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ที่บูรณาการกับการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) ได้รับการยอมรับว่าสามารถพัฒนาทักษะเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (วิทยา วาโย และคณะ, 2021) ในบริบทของการอาชีวศึกษา พบว่าการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงด้วยเทคโนโลยีไมโครคอนโทรลเลอร์ช่วยเสริมสร้างทักษะปฏิบัติและการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์จริงได้ดี (ทรงศักดิ์ สองสนิท, 2564) อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาของ กิตติพงษ์ พุ่มพวง (2565) พบว่านักศึกษาระดับ ปวช. สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจยังขาดทักษะการเชื่อมโยงความรู้ทางทฤษฎีสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะในรายวิชาทางเทคนิคอย่างไมโครคอนโทรลเลอร์ สอดคล้องกับผลการวิจัยของ อรอนงค์ ฉลวยศรี และพัชรินทร์ ปัญญาใส (2566) ที่ชี้ให้เห็นว่าการออกแบบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับบริบททางธุรกิจจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน งานวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ที่ตอบสนองต่อความท้าทายดังกล่าว วัตถุประสงค์
เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education แบบโครงงานเป็นฐานในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้น ที่ส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาและการคิดเชิงคำนวณของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 2 สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิค กฟผ. แม่เมาะ แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
2.1 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2562 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
จุดประสงค์รายวิชา 1. เข้าใจโครงสร้างและการทำงานของไมโครคอนโทรลเลอร์ สมรรถนะรายวิชา 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างและหลักการทำงานของไมโครคอนโทรลเลอร์ 2. เขียนโปรแกรมควบคุมด้วยไมโครคอนโทรลเลอร์ถูกต้องตามหลักการ 3. เตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ และประกอบไมโครคอนโทรลเลอร์ถูกต้องตามหลักการ 4. ทดสอบโปรแกรมควบคุมการทำงานของไมโครคอนโทรลเลอร์ถูกต้องตามข้อกำหนด 5. ประยุกต์ใช้งานไมโครคอนโทรลเลอร์ในงานควบคุมถูกต้องตามข้อกำหนด 6. สืบค้นข้อมูลสารสนเทศเพื่อประกอบการปฏิบัติงานไมโครคอนโทรลเลอร์โดยใช้อินเทอร์เน็ต คำอธิบายรายวิชา ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกบโครงสร้างและหน้าที่การทำงานส่วนต่างๆ ของไมโครคอนโทรลเลอร์ ชุดคำสั่งการเขียนโปรแกรมควบคุมการ อ่านค่า แอนนาล๊อก การเชื่อม ต่อ กับ พอร์ตนุกรม การเชื่อมต่อ ไมโครคอนโทรลเลอร์กับอุปกรณ์ภายนอกต่าง ๆ ควบคุมหลอดไฟ (LED) ควบคุมหลอดไฟ 7–Segment ควบคุม สเต็ปมอเตอร์(Stepper Motor) ควบคุมมอเตอร์ แสดงผล LCD ไอซีวัดอุณหภูมิ โมดูลตรวจจับ สัญญาณอินพุตด้วย ภาษาแอสเซมบลีเบื้องต้น โครงสร้างของไมโครคอนโทรลเลอร์ การติดต่อกบอุปกรณ์ภายนอก ชุดคำสั่งของ ไมโครคอนโทรลเลอร์
2.2 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ STEM Education
STEM Education คือการจัดการศึกษาที่บูรณาการความรู้ 4 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) โดยเน้นการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง ความสำคัญของ STEM Education:
STEM Education มุ่งเปลี่ยนห้องเรียนแบบดั้งเดิมที่เน้นท่องจำไปสู่ห้องเรียนที่เน้นการลงมือทำและการประยุกต์ใช้ความรู้ ทำให้ผู้เรียนเห็นความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เรียนในโรงเรียนกับโลกความเป็นจริง นำไปสู่การพัฒนาทักษะสำคัญสำหรับศตวรรษที่ 21
STEM Education คือการจัดการศึกษาที่บูรณาการความรู้ใน 4 สาขาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) เข้าด้วยกัน โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้ 1. วิทยาศาสตร์ (Science)
2. เทคโนโลยี (Technology)
3. วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering)
4. คณิตศาสตร์ (Mathematics)
5. การบูรณาการ (Integration)
6. ทักษะในศตวรรษที่ 21
7. การประเมินผล
8. บทบาทของครู
การจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับทุกองค์ประกอบข้างต้น เพื่อเตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อมสำหรับการดำรงชีวิตและการทำงานในโลกยุคปัจจุบันและอนาคต
2.3 การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning)
ความหมายของการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning: PBL)การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน คือ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการทำงานเป็นโครงงาน โดยผู้เรียนจะได้ศึกษาค้นคว้า ลงมือปฏิบัติ และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ผ่านการทำงานที่ซับซ้อน มีการตั้งคำถามหรือปัญหาที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับชีวิตจริง เพื่อนำไปสู่การสร้างชิ้นงานหรือผลงานที่เป็นรูปธรรม ผ่านกระบวนการคิด การตัดสินใจ การแก้ปัญหา การสืบค้นข้อมูล และการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง โดยมีครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำ ลักษณะสำคัญของการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน1. เริ่มต้นด้วยคำถามหรือปัญหาที่มีความหมาย (Meaningful Questions or Problems)
2. การสืบเสาะหาความรู้อย่างต่อเนื่อง (Sustained Inquiry)
3. ความเป็นจริงในบริบทของสังคม (Authenticity)
4. การให้ทางเลือกและเสียงของผู้เรียน (Student Voice & Choice)
5. การสะท้อนคิด (Reflection)
6. การวิพากษ์และการปรับปรุง (Critique and Revision)
7. การนำเสนอผลงานต่อสาธารณะ (Public Product)
8. การบูรณาการความรู้และทักษะ (Integration of Knowledge and Skills)
9. บทบาทของครูที่เปลี่ยนไป (Changed Teacher Role)
10. การประเมินผลที่หลากหลายและต่อเนื่อง (Diverse and Continuous Assessment)
การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียนและการทำงานในอนาคต
การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning หรือ PBL) เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยใช้โครงงานเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทักษะการคิด การแก้ปัญหา และการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง มีขั้นตอนสำคัญดังต่อไปนี้ 1. การกำหนดประเด็นปัญหาหรือคำถามสำคัญ
2. การวางแผนโครงงาน
3. การค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล
4. การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล
5. การลงมือปฏิบัติและสร้างชิ้นงาน
คำสำคัญ (Keywords)
1. การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน หมายถึง กระบวนการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบที่ครูผู้สอนดำเนินการในชั้นเรียนของตนเองเพื่อพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาการเรียนการสอน ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก คือ การวางแผน (Plan) การปฏิบัติ (Act) การสังเกต (Observe) และการสะท้อนผล (Reflect)
2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education หมายถึง สื่อการเรียนการสอนที่บูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นสำหรับรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้น ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ สื่อและวัสดุอุปกรณ์ ใบความรู้ ใบกิจกรรม และแบบประเมินต่างๆ
3. การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน หมายถึง การจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติโครงงานจริง โดยมีครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การกำหนดปัญหา การศึกษาค้นคว้า การวางแผน การลงมือปฏิบัติ การนำเสนอ และการประเมินผล
4. ทักษะการแก้ปัญหา หมายถึง ความสามารถในการระบุปัญหา วิเคราะห์สาเหตุ เสนอแนวทางแก้ไข เลือกวิธีแก้ปัญหา ดำเนินการแก้ไข และประเมินผล ซึ่งวัดได้จากแบบประเมินทักษะการแก้ปัญหาที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น
5. ทักษะการคิดเชิงคำนวณ หมายถึง กระบวนการคิดที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน ประกอบด้วย การแยกย่อยปัญหา การหารูปแบบ การคิดเชิงนามธรรม และการออกแบบอัลกอริทึม ซึ่งวัดได้จากแบบประเมินทักษะการคิดเชิงคำนวณที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น
6. ไมโครคอนโทรลเลอร์ Arduino หมายถึง บอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร์แบบโอเพนซอร์สที่ใช้ในการเรียนการสอนรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้น ซึ่งสามารถเขียนโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้
วิธีการพัฒนา
การวิจัยเรื่อง "การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้น" เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างประชากร ได้แก่ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิค กฟผ. แม่เมาะ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 2 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิค กฟผ. แม่เมาะ จำนวน 15 คน ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้น ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย3.2.1 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง
3.2.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
3.3 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ3.3.1 การสร้างและหาคุณภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้
3.3.2 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล
3.4 แบบแผนการวิจัยการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) โดยใช้วงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการของ Kemmis and McTaggart ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน (Plan) การปฏิบัติ (Act) การสังเกต (Observe) และการสะท้อนผล (Reflect) โดยดำเนินการเป็น 3 วงรอบ ดังนี้ วงรอบที่ 1 (หน่วยการเรียนรู้ที่ 1-2)
วงรอบที่ 2 (หน่วยการเรียนรู้ที่ 3-4)
วงรอบที่ 3 (หน่วยการเรียนรู้ที่ 5-6)
3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล
3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล3.6.1 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ
3.6.2 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ
3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล3.7.1 สถิติพื้นฐาน
3.7.2 สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ
3.7.3 สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน
3.8 เกณฑ์การประเมิน
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ
การวิจัยเรื่อง "การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้น" ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับดังนี้ 4.1 ผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้น4.1.1 ผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้จากการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้น สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 2 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิค กฟผ. แม่เมาะ ผู้วิจัยได้พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวน 4 ชุด ดังนี้
โดยแต่ละชุดกิจกรรมมีองค์ประกอบดังนี้
4.1.2 ผลการประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้การประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้น โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน 2 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านไมโครคอนโทรลเลอร์ 2 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้าน STEM Education 1 ท่าน ผลการประเมินแสดงดังตารางที่ 4.1
ตารางที่ 4.1 ผลการประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้น โดยผู้เชี่ยวชาญ
จากตารางที่ 4.1 พบว่า ผลการประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยผู้เชี่ยวชาญ มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมากทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.64 (S.D. = 0.38) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านเนื้อหาและการดำเนินกิจกรรมมีคุณภาพสูงสุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.72 (S.D. = 0.35) รองลงมาคือ ด้านการบูรณาการ STEM Education มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.65 (S.D. = 0.42) ด้านการวัดและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.60 (S.D. = 0.40) และด้านสื่อและอุปกรณ์การเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.58 (S.D. = 0.38) ตามลำดับ 4.2 ผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้น4.2.1 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 2 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ จำนวน 15 คน ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้น แสดงดังตารางที่ 4.2ตารางที่ 4.2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education
*มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4.2 พบว่า นักศึกษามีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 16.47 คะแนน (S.D. = 3.82) และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 32.80 คะแนน (S.D. = 3.17) เมื่อทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยด้วยสถิติทดสอบ t-test for dependent samples พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4.2.2 ผลการประเมินทักษะปฏิบัติด้านไมโครคอนโทรลเลอร์ผลการประเมินทักษะปฏิบัติด้านไมโครคอนโทรลเลอร์ของนักศึกษาหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education แสดงดังตารางที่ 4.3 ตารางที่ 4.3 ผลการประเมินทักษะปฏิบัติด้านไมโครคอนโทรลเลอร์หลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้
จากตารางที่ 4.3 พบว่า นักศึกษามีทักษะปฏิบัติด้านไมโครคอนโทรลเลอร์หลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 34.00 คะแนน (S.D. = 2.65) คิดเป็นร้อยละ 85.00 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นักศึกษามีทักษะการเชื่อมต่อวงจรไมโครคอนโทรลเลอร์สูงสุด มีค่าเฉลี่ย 8.73 คะแนน (S.D. = 0.70) คิดเป็นร้อยละ 87.30 รองลงมาคือ ทักษะการประยุกต์ใช้งานในสถานการณ์จริง มีค่าเฉลี่ย 8.60 คะแนน (S.D. = 0.74) คิดเป็นร้อยละ 86.00 ทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมไมโครคอนโทรลเลอร์ มีค่าเฉลี่ย 8.47 คะแนน (S.D. = 0.83) คิดเป็นร้อยละ 84.70 และทักษะการทดสอบและแก้ไขปัญหา มีค่าเฉลี่ย 8.20 คะแนน (S.D. = 0.94) คิดเป็นร้อยละ 82.00 ตามลำดับ 4.2.3 ผลการประเมินคุณภาพผลงาน/โครงงานของนักศึกษาผลการประเมินคุณภาพผลงาน/โครงงานของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education แสดงดังตารางที่ 4.4 ตารางที่ 4.4 ผลการประเมินคุณภาพผลงาน/โครงงานของนักศึกษา
จากตารางที่ 4.4 พบว่า คุณภาพผลงาน/โครงงานของนักศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 22.07 คะแนน (S.D. = 1.91) คิดเป็นร้อยละ 88.28 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการนำไปใช้ประโยชน์มีคุณภาพสูงสุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.60 คะแนน (S.D. = 0.51) คิดเป็นร้อยละ 92.00 รองลงมาคือ ด้านความถูกต้องเชิงเทคนิค มี ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)
ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร: นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิค กฟผ. แม่เมาะ กลุ่มตัวอย่าง: นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 2 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ จำนวน 15 คน ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้น ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผลที่เกิดจากผู้เรียน
การวิจัยเรื่อง "การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้น" มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้น สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) ศึกษาทักษะปฏิบัติด้านไมโครคอนโทรลเลอร์ของนักศึกษาหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ผู้วิจัยขอนำเสนอสรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะดังนี้ 5.1 สรุปผลการวิจัย5.1.1 ผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้นผู้วิจัยได้พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้น สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 2 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคนิค กฟผ. แม่เมาะ จำนวน 4 ชุด ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมที่ 1: พื้นฐานไมโครคอนโทรลเลอร์และการใช้งาน Arduino 2) ชุดกิจกรรมที่ 2: การควบคุมอุปกรณ์อินพุตและเอาต์พุตพื้นฐาน 3) ชุดกิจกรรมที่ 3: การเชื่อมต่อเซ็นเซอร์และการประมวลผลข้อมูล และ 4) ชุดกิจกรรมที่ 4: การประยุกต์ใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ในงานธุรกิจอัตโนมัติ ผลการประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมากทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.64 (S.D. = 0.38) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านเนื้อหาและการดำเนินกิจกรรมมีคุณภาพสูงสุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.72 (S.D. = 0.35) รองลงมาคือ ด้านการบูรณาการ STEM Education มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.65 (S.D. = 0.42) ด้านการวัดและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.60 (S.D. = 0.40) และด้านสื่อและอุปกรณ์การเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.58 (S.D. = 0.38) ตามลำดับ 5.1.2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education พบว่า นักศึกษามีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 16.47 คะแนน (S.D. = 3.82) และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 32.80 คะแนน (S.D. = 3.17) เมื่อทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยด้วยสถิติทดสอบ t-test for dependent samples พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5.1.3 ผลการศึกษาทักษะปฏิบัติด้านไมโครคอนโทรลเลอร์ผลการประเมินทักษะปฏิบัติด้านไมโครคอนโทรลเลอร์ของนักศึกษาหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า นักศึกษามีทักษะปฏิบัติด้านไมโครคอนโทรลเลอร์ในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 34.00 คะแนน (S.D. = 2.65) คิดเป็นร้อยละ 85.00 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นักศึกษามีทักษะการเชื่อมต่อวงจรไมโครคอนโทรลเลอร์สูงสุด มีค่าเฉลี่ย 8.73 คะแนน (S.D. = 0.70) คิดเป็นร้อยละ 87.30 รองลงมาคือ ทักษะการประยุกต์ใช้งานในสถานการณ์จริง มีค่าเฉลี่ย 8.60 คะแนน (S.D. = 0.74) คิดเป็นร้อยละ 86.00 ทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมไมโครคอนโทรลเลอร์ มีค่าเฉลี่ย 8.47 คะแนน (S.D. = 0.83) คิดเป็นร้อยละ 84.70 และทักษะการทดสอบและแก้ไขปัญหา มีค่าเฉลี่ย 8.20 คะแนน (S.D. = 0.94) คิดเป็นร้อยละ 82.00 ตามลำดับ นอกจากนี้ ผลการประเมินคุณภาพผลงาน/โครงงานของนักศึกษา พบว่า คุณภาพผลงาน/โครงงานของนักศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 22.07 คะแนน (S.D. = 1.91) คิดเป็นร้อยละ 88.28 โดยด้านการนำไปใช้ประโยชน์มีคุณภาพสูงสุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.60 คะแนน (S.D. = 0.51) คิดเป็นร้อยละ 92.00 5.1.4 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาผลการศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education พบว่า นักศึกษามีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.69 (S.D. = 0.47) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนรู้มีความพึงพอใจสูงสุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.73 (S.D. = 0.44) รองลงมาคือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และด้านสื่อและอุปกรณ์การเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน คือ 4.67 (S.D. = 0.48) 5.2 อภิปรายผลการวิจัย5.2.1 ผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Educationชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้นที่พัฒนาขึ้น มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากผู้วิจัยได้พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยมีการศึกษาวิเคราะห์หลักสูตร สมรรถนะรายวิชา จุดประสงค์รายวิชา คำอธิบายรายวิชา และเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education มาเป็นแนวทางในการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ นอกจากนี้ยังมีการนำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพและปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะก่อนนำไปใช้จริง สอดคล้องกับงานวิจัยของ สมศักดิ์ แก้วสม (2562) ที่ได้พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย พบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมากเช่นกัน นอกจากนี้ การที่ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีคุณภาพด้านเนื้อหาและการดำเนินกิจกรรมสูงที่สุด เนื่องจากผู้วิจัยได้ออกแบบเนื้อหาให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน เหมาะสมกับระดับผู้เรียน และจัดลำดับเนื้อหาจากง่ายไปยาก รวมทั้งออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการบูรณาการความรู้ STEM ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Kelley และ Knowles (2016) ที่กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ควรเน้นการบูรณาการความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ผ่านการลงมือปฏิบัติในสถานการณ์จริงหรือสถานการณ์จำลอง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 5.2.2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง เรียนรู้ผ่านการทำโครงงาน และมีการบูรณาการความรู้จากหลายศาสตร์ ทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อหาอย่างลึกซึ้ง สามารถเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น สอดคล้องกับงานวิจัยของ พิมพ์ประภา พาลพ่าย (2563) ที่ได้ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ การที่นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น อาจเป็นผลมาจากชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีการออกแบบกิจกรรมที่หลากหลาย น่าสนใจ และท้าทายความสามารถของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ มีความสนใจและตั้งใจเรียนมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สอดคล้องกับแนวคิดของ Bloom (1976) ที่กล่าวว่า วิธีการสอนและสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมจะช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนมีความตั้งใจและกระตือรือร้นในการเรียน ส่งผลให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น 5.2.3 ผลการศึกษาทักษะปฏิบัติด้านไมโครคอนโทรลเลอร์ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีทักษะปฏิบัติด้านไมโครคอนโทรลเลอร์หลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีการออกแบบกิจกรรมที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง มีการฝึกทักษะอย่างเป็นขั้นตอน จากง่ายไปยาก และมีการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์จริง ทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การที่นักศึกษามีทักษะการเชื่อมต่อวงจรไมโครคอนโทรลเลอร์สูงที่สุด อาจเนื่องมาจากเป็นทักษะพื้นฐานที่ต้องฝึกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอในทุกชุดกิจกรรม ทำให้นักศึกษาเกิดความชำนาญมากขึ้น สอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ของ Bandura (1997) ที่กล่าวว่า การเรียนรู้ทักษะปฏิบัติจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อผู้เรียนได้เห็นตัวอย่างการปฏิบัติ ได้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง และได้รับข้อมูลย้อนกลับเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การที่นักศึกษามีคุณภาพผลงาน/โครงงานในระดับดีมาก โดยเฉพาะด้านการนำไปใช้ประโยชน์ แสดงให้เห็นว่านักศึกษาสามารถนำความรู้และทักษะด้านไมโครคอนโทรลเลอร์ไปประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ (Bybee, 2013) 5.2.4 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ในรายวิชาไมโครคอนโทรลเลอร์เบื้องต้นในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย น่าสนใจ ท้าทายความสามารถของผู้เรียน และเชื่อมโยงกับการนำไปใช้ในชีวิตจริง ทำให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนาน กระตือรือร้น และมีความสุขในการเรียนรู้ นอกจากนี้ การที่นักศึกษามีความพึงพอใจด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนรู้สูงที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องการมีทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นดีขึ้น อาจเนื่องมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education มีการส่งเสริมให้ผู้เรียนทำงานร่วมกันเป็นทีม มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และร่วมกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น สอดคล้องกับงานวิจัยของ วิชัย วงษ์ใหญ่ (2562) ที่พบว่า การจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ช่วยพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี 5.3 ข้อเสนอแนะ5.3.1 ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้
การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาย.นราธิป พึ่งเพี้ย, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=QKGU200000000027 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.
ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||