แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 198 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน STEM แบบผสมผสาน (Blended Learning) เพื่อส่งเสริมทักษะด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา จังหวัดลำพูน: การวิจัยและพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมการเรียนรู้เชิงรุกภายใต้แนวคิด T
STEM Education
มัธยมศึกษา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ข้อมูลผู้พัฒนา
นายธีระวัฒน์ กำลังมาก
ครู
โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี/วิทยาการคำนวณ
0869304020
gordenfx@gmail.com
หลักการและเหตุผล

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมทางสังคมในศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้ระบบการศึกษาจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตและการทำงานในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่และแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (นฤมล ศิระวงษ์ และคณะ, 2023; World Economic Forum, 2023)

แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบ STEM (Science, Technology, Engineering, and Mathematics) ได้รับการยอมรับว่าเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ จากการศึกษาของ ประภาศรี พรหมประกาย และคณะ (2022) พบว่าการจัดการเรียนรู้แบบ STEM ช่วยส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของผู้เรียนได้อย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับงานวิจัยของ วีรยุทธ พลเยี่ยม และคณะ (2021) ที่พบว่าการบูรณาการแนวคิด STEM ในการจัดการเรียนรู้ช่วยพัฒนาความสามารถในการคิดขั้นสูงและการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยของ สุพรรณี ชาญประเสริฐ (2022) ชี้ให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบ STEM ในบริบทของโรงเรียนไทยยังประสบปัญหาหลายประการ อาทิ ข้อจำกัดด้านเวลาเรียน ทรัพยากร และความพร้อมของครูผู้สอน

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ได้เร่งให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนไปสู่การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) งานวิจัยของ ชุติมา วัฒนะคีรี และคณะ (2023) แสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้แบบผสมผสานช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน สอดคล้องกับ Rasheed et al. (2020) ที่พบว่าการเรียนรู้แบบผสมผสานมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เรียนและความยืดหยุ่นในการเรียนรู้ นอกจากนี้ การศึกษาของ Zhang & Zhu (2021) ยังแสดงให้เห็นว่ารูปแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสานมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาทักษะสำหรับอนาคตของผู้เรียน

กรอบแนวคิด TPACK (Technological Pedagogical Content Knowledge) ได้รับการพัฒนาและประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่องในการออกแบบการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล จากการศึกษาล่าสุดของ Joo et al. (2022) พบว่าครูที่มีความรู้ความเข้าใจในกรอบแนวคิด TPACK สามารถออกแบบการเรียนรู้ที่บูรณาการเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า สอดคล้องกับงานวิจัยของ ศศิธร บัวทอง และคณะ (2021) ที่พบว่าการพัฒนาครูตามกรอบแนวคิด TPACK ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบบูรณาการ และจากการศึกษาของ Nuangchalerm & El Homrani (2023) ยังพบว่าการบูรณาการกรอบแนวคิด TPACK ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ STEM ช่วยส่งเสริมสมรรถนะด้านการออกแบบการเรียนรู้ของครูและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน

จากการศึกษาสภาพปัญหาการเรียนการสอนที่โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา จังหวัดลำพูน พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่ำกว่าเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด และจากการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้พบว่านักเรียนยังขาดทักษะด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ สอดคล้องกับผลการศึกษาของ อรทัย ฉัตรไชยเดช และคณะ (2022) ที่พบว่านักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในภาคเหนือยังมีทักษะความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมอยู่ในระดับที่ต้องได้รับการพัฒนา นอกจากนี้ ผลการวิจัยของ ธนพล พุกเส็ง และคณะ (2023) ยังชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์จำเป็นต้องอาศัยรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายและยืดหยุ่น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้แบบผสมผสาน

ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน STEM แบบผสมผสาน (Blended Learning) เพื่อส่งเสริมทักษะด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา จังหวัดลำพูน โดยบูรณาการแนวคิด STEM ร่วมกับกรอบแนวคิด TPACK เพื่อออกแบบการเรียนรู้เชิงรุกที่ผสมผสานระหว่างกิจกรรมในชั้นเรียนและการเรียนรู้ออนไลน์ สอดคล้องกับข้อเสนอแนะจากงานวิจัยของ Chaipidech & Srisawasdi (2022) ที่เสนอให้มีการบูรณาการเทคโนโลยีกับการจัดการเรียนรู้แบบ STEM เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียน การวิจัยนี้จะเป็นการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมการเรียนรู้เชิงรุกที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทอื่นๆ ของสถานศึกษาไทยได้อย่างเหมาะสมต่อไป

วัตถุประสงค์

เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอน STEM แบบผสมผสาน (Blended Learning) ตามแนวคิด TPACK Framework ที่ส่งผลต่อทักษะด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา จังหวัดลำพูน

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

1. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนการสอนแบบ STEM Education

1.1 ความหมายและความสำคัญของ STEM Education

1.2 องค์ประกอบและหลักการของการจัดการเรียนรู้แบบ STEM

1.3 กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมในการจัดการเรียนรู้แบบ STEM

1.4 การประเมินผลการเรียนรู้แบบ STEM

2. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning)

2.1 ความหมายและความสำคัญของการเรียนรู้แบบผสมผสาน

2.2 รูปแบบและองค์ประกอบของการเรียนรู้แบบผสมผสาน

2.3 การออกแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานที่มีประสิทธิภาพ

2.4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้แบบผสมผสาน

3. กรอบแนวคิด TPACK Framework

3.1 ความเป็นมาและความสำคัญของ TPACK Framework

3.2 องค์ประกอบของ TPACK Framework

3.3 การนำ TPACK Framework มาใช้ในการออกแบบการเรียนการสอน

3.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ TPACK Framework ในการจัดการเรียนรู้

4. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)

4.1 ความหมายและความสำคัญของการเรียนรู้เชิงรุก

4.2 รูปแบบและเทคนิคการจัดการเรียนรู้เชิงรุก

4.3 บทบาทของครูและนักเรียนในการเรียนรู้เชิงรุก

4.4 การประเมินผลการเรียนรู้เชิงรุก

5. แนวคิดเกี่ยวกับทักษะด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์

5.1 ความหมายและความสำคัญของทักษะด้านนวัตกรรม

5.2 องค์ประกอบและการพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรม

5.3 ความหมายและองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์

5.4 การพัฒนาและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในชั้นเรียน

5.5 การวัดและประเมินทักษะด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์

6. บริบทของโรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา จังหวัดลำพูน

6.1 ข้อมูลทั่วไปของโรงเรียนและนักเรียน

6.2 หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน

6.3 การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

7.1 งานวิจัยในประเทศที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบ STEM

7.2 งานวิจัยในประเทศที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้แบบผสมผสาน

7.3 งานวิจัยในประเทศที่เกี่ยวข้องกับ TPACK Framework

7.4 งานวิจัยในประเทศที่เกี่ยวข้องกับทักษะด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์

7.5 งานวิจัยต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบ STEM

7.6 งานวิจัยต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้แบบผสมผสาน

7.7 งานวิจัยต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับ TPACK Framework

7.8 งานวิจัยต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับทักษะด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์

8. กรอบแนวคิดในการวิจัย

คำสำคัญ (Keywords)
1. การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) การเรียนรู้แบบผสมผสานเป็นวิธีการจัดการศึกษาที่ผสมผสานระหว่างการเรียนแบบเผชิญหน้าในชั้นเรียนปกติกับการเรียนผ่านระบบออนไลน์หรือดิจิทัล โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์สูงสุดจากทั้งสองรูปแบบ ด้านหนึ่งผู้เรียนได้รับปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการสนับสนุนโดยตรงจากครูผู้สอนในชั้นเรียน ขณะที่อีกด้านหนึ่งได้รับความยืดหยุ่นในการเรียนรู้ตามจังหวะและเวลาที่เหมาะสมกับตนเองผ่านระบบออนไลน์ แนวคิดนี้ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถควบคุมเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง ทั้งในด้านเวลา สถานที่ และวิธีการเรียน ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานที่นิยมใช้มีหลายรูปแบบ เช่น แบบสลับ (Rotation Model) แบบยืดหยุ่น (Flex Model) หรือแบบผสมผสานตามความต้องการ (A La Carte Model) ซึ่งแต่ละรูปแบบมีความเหมาะสมกับบริบทและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่แตกต่างกัน 2. STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) STEM เป็นแนวทางการศึกษาที่บูรณาการความรู้ใน 4 สาขาวิชาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) เข้าด้วยกันอย่างเป็นองค์รวม แทนที่จะสอนแต่ละวิชาแยกส่วนกัน การเรียนรู้แบบ STEM เน้นการนำความรู้จากทั้ง 4 ศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง กระตุ้นให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ การคิดเชิงวิพากษ์ และความคิดสร้างสรรค์ แนวทางนี้มุ่งเน้นกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม (Engineering Design Process) ซึ่งประกอบด้วยการระบุปัญหา การค้นคว้าวิจัย การพัฒนาวิธีแก้ปัญหา การสร้างต้นแบบ และการทดสอบปรับปรุง การศึกษาแบบ STEM ยังช่วยเตรียมความพร้อมผู้เรียนสำหรับการประกอบอาชีพในอนาคตที่ต้องการทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงส่งเสริมนวัตกรรมซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 3. กรอบแนวคิด TPACK (Technological Pedagogical Content Knowledge) TPACK เป็นกรอบแนวคิดที่นำเสนอโดย Mishra และ Koehler ในปี 2006 เพื่ออธิบายความรู้ที่ครูต้องมีเพื่อการบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ กรอบแนวคิดนี้ประกอบด้วยความรู้ 3 ด้านหลักที่ทับซ้อนกัน ได้แก่ ความรู้ด้านเนื้อหา (Content Knowledge) ความรู้ด้านวิธีการสอน (Pedagogical Knowledge) และความรู้ด้านเทคโนโลยี (Technological Knowledge) จุดตัดของความรู้ทั้งสามด้านนี้คือ TPACK ซึ่งเป็นความรู้เฉพาะที่ครูต้องมีเพื่อใช้เทคโนโลยีในการถ่ายทอดเนื้อหาวิชาด้วยวิธีการสอนที่เหมาะสม ครูที่มี TPACK จะสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับเนื้อหาและวิธีการสอน มากกว่าการใช้เทคโนโลยีเพียงเพราะมีความทันสมัย กรอบแนวคิดนี้ช่วยในการวางแผนการพัฒนาวิชาชีพครูและการออกแบบหลักสูตรการศึกษาที่บูรณาการเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การจัดการเรียนการสอนมีความสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 มากขึ้น 4. นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะสำคัญที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในศตวรรษที่ 21 ความคิดสร้างสรรค์หมายถึงความสามารถในการคิดนอกกรอบ มองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ในมุมมองใหม่ และสร้างแนวคิดที่แปลกใหม่ ส่วนนวัตกรรมคือการนำความคิดสร้างสรรค์นั้นมาพัฒนาให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือกระบวนการที่มีคุณค่าและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ในบริบทการศึกษา การส่งเสริมทักษะเหล่านี้ทำได้ผ่านกิจกรรมที่ท้าทายความคิด การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทดลอง ลองผิดลองถูก และแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่หลากหลาย การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมเกี่ยวข้องกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) ที่ผู้เรียนกล้าแสดงความคิดเห็นและกล้าเสี่ยงทางปัญญา รวมถึงการให้เวลาและพื้นที่สำหรับการคิดใคร่ครวญ การทดลอง และการสะท้อนคิด (Reflection) ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เชิงลึกและสามารถพัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคมได้ 5. การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การเรียนรู้เชิงรุกเป็นแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง แทนที่จะเป็นผู้รับความรู้แบบเพสสิฟ (Passive) เพียงอย่างเดียว แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น การเรียนรู้เชิงรุกประกอบด้วยวิธีการสอนที่หลากหลาย เช่น การอภิปรายกลุ่ม การเรียนรู้แบบร่วมมือ การเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน การเรียนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน หรือการจำลองสถานการณ์ ซึ่งล้วนส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า การเรียนรู้เชิงรุกยังช่วยให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิมและประสบการณ์ของตนเอง ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งและการจดจำระยะยาว นอกจากนี้ ยังช่วยพัฒนาทักษะทางสังคม การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับการทำงานและการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21
วิธีการพัฒนา
  1. รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (R&D) แบบผสมวิธี
  2. ข้อมูลประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
  3. ตัวแปรที่ศึกษาทั้งหมด
  4. เครื่องมือวิจัยที่ครอบคลุมทั้งส่วนที่ใช้ในการทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูล
  5. กระบวนการสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมืออย่างละเอียด
  6. ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการทดลอง
  7. วิธีวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
  8. สถิติทั้งหมดที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ

1. **การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน**

   - เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test for Dependent Samples)

   - คำนวณค่าดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index: E.I.) ของรูปแบบการเรียนการสอน

   - วิเคราะห์คะแนนความก้าวหน้า (Gain Score) เพื่อดูพัฒนาการของผู้เรียน

   - วิเคราะห์ประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนการสอนตามเกณฑ์ E1/E2

2. **การวิเคราะห์ทักษะด้านนวัตกรรม**

   - เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test for Dependent Samples)

   - วิเคราะห์คะแนนรายด้านโดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

   - วิเคราะห์พัฒนาการของทักษะด้านนวัตกรรมโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA)

   - วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะด้านนวัตกรรมกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน

3. **การวิเคราะห์ความคิดสร้างสรรค์**

   - เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test for Dependent Samples)

   - วิเคราะห์คะแนนรายองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์

   - วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความคิดสร้างสรรค์กับทักษะด้านนวัตกรรม

4. **การวิเคราะห์ความพึงพอใจ**

   - วิเคราะห์ระดับความพึงพอใจโดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

   - วิเคราะห์ความพึงพอใจรายด้านและรายข้อ

   - เปรียบเทียบความพึงพอใจระหว่างกลุ่มย่อยตามตัวแปรภูมิหลัง (เช่น เพศ ผลการเรียนเดิม) โดยใช้การทดสอบที (t-test for Independent Samples)

5. **การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร**

   - วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

   - วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะด้านนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

   - วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมของนักเรียน

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ

1. **การวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์**

   - ถอดเทปและถอดความการสัมภาษณ์

   - วิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยการจัดหมวดหมู่ข้อมูล (Categorizing)

   - ตีความข้อมูลและสร้างข้อสรุปเชิงอุปนัย (Inductive Conclusion)

   - ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลโดยใช้วิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า (Triangulation)

2. **การวิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกต**

   - จัดระเบียบข้อมูลจากแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม

   - วิเคราะห์แบบแผนพฤติกรรม (Pattern Analysis) ของนักเรียนระหว่างการเรียนรู้

   - เปรียบเทียบพฤติกรรมการเรียนรู้ในช่วงต้น กลาง และปลายของการทดลอง

   - สังเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาปัจจัยที่ส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้

3. **การวิเคราะห์ข้อมูลจากบันทึกการสะท้อนคิด**

   - คัดเลือกข้อความสำคัญ (Key Statement)

   - จัดกลุ่มข้อความตามประเด็นที่เกี่ยวข้อง

   - วิเคราะห์กระบวนการคิดและการเรียนรู้ของนักเรียน

   - สรุปการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนในด้านความคิด ทัศนคติ และการเรียนรู้

4. **การวิเคราะห์ข้อมูลจากชิ้นงาน/โครงงาน**

   - วิเคราะห์คุณภาพของชิ้นงาน/โครงงานตามเกณฑ์ที่กำหนด

   - ประเมินความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่ปรากฏในชิ้นงาน

   - วิเคราะห์พัฒนาการในการสร้างชิ้นงานตั้งแต่ต้นจนจบโครงการ

   - วิเคราะห์การบูรณาการความรู้จากวิชาต่าง ๆ ในการสร้างชิ้นงาน

5. **การผสมผสานข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ**

   - เปรียบเทียบผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

   - ใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพอธิบายขยายความผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณ

   - สร้างข้อสรุปที่ครอบคลุมและลึกซึ้งจากข้อมูลทั้งสองประเภท

   - นำเสนอข้อมูลในรูปแบบผสมผสานเพื่อให้เห็นภาพรวมของการวิจัย

สถิติทั้งหมดที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

สถิติพื้นฐาน

1. **ค่าร้อยละ (Percentage)**

   - ใช้วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง

   - ใช้รายงานประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนการสอนตามเกณฑ์ E1/E2

2. **ค่าเฉลี่ย (Mean)**

   - ใช้วิเคราะห์คะแนนเฉลี่ยของตัวแปรต่าง ๆ

   - ใช้วิเคราะห์ระดับความพึงพอใจ

   - ใช้วิเคราะห์คะแนนเฉลี่ยของทักษะด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์

3. **ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)**

   - ใช้วิเคราะห์การกระจายของคะแนน

   - ใช้ร่วมกับค่าเฉลี่ยในการวิเคราะห์ตัวแปรต่าง ๆ

4. **มัธยฐาน (Median) และฐานนิยม (Mode)**

   - ใช้วิเคราะห์ข้อมูลที่ไม่มีการแจกแจงปกติ

   - ใช้ในการอธิบายแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลางของข้อมูล

5. **ค่าต่ำสุด (Minimum) และค่าสูงสุด (Maximum)**

   - ใช้แสดงขอบเขตของข้อมูล

   - ใช้ในการวิเคราะห์ช่วงของคะแนน

สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ

1. **ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC: Index of Item-Objective Congruence)**

   - ใช้ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือวิจัย

   - คำนวณจากคะแนนการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ

2. **ค่าความยากง่าย (p)**

   - ใช้วิเคราะห์คุณภาพของแบบทดสอบรายข้อ

   - คำนวณจากสัดส่วนของผู้ตอบถูกต่อผู้ตอบทั้งหมด

3. **ค่าอำนาจจำแนก (r)**

   - ใช้วิเคราะห์ความสามารถของข้อสอบในการจำแนกผู้เรียนที่มีความสามารถสูงและต่ำ

   - คำนวณโดยใช้วิธี 27% กลุ่มสูง-กลุ่มต่ำ

4. **ค่าความเชื่อมั่นแบบ KR-20 (Kuder-Richardson Formula 20)**

   - ใช้วิเคราะห์ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบปรนัยที่มีการให้คะแนนแบบ 0-1

5. **ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient)**

   - ใช้วิเคราะห์ความเชื่อมั่นของแบบสอบถามและแบบประเมินที่มีการให้คะแนนแบบมาตราส่วนประมาณค่า

6. **ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's Product Moment Correlation)**

   - ใช้วิเคราะห์ค่าอำนาจจำแนกรายข้อของแบบสอบถามและแบบประเมิน

   - ใช้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม

7. **ค่าสถิติ Cohen's Kappa**

   - ใช้วิเคราะห์ความเชื่อมั่นระหว่างผู้ประเมิน (Inter-rater Reliability)

   - ใช้ในการตรวจสอบความสอดคล้องของการประเมินโดยผู้ประเมินหลายคน

สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน

1. **การทดสอบที (t-test)**

   - t-test for Dependent Samples: ใช้เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน

   - t-test for Independent Samples: ใช้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มย่อย (เช่น เพศ)

   - t-test for One Sample: ใช้เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยกับเกณฑ์ที่กำหนด

2. **การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA)**

   - One-way ANOVA: ใช้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มย่อยที่มีมากกว่า 2 กลุ่ม

   - Repeated Measures ANOVA: ใช้วิเคราะห์พัฒนาการของทักษะด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์

3. **การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA)**

   - ใช้เปรียบเทียบผลการทดลองโดยควบคุมตัวแปรร่วม (เช่น คะแนนก่อนเรียน)

4. **การทดสอบไคสแควร์ (Chi-square Test)**

   - ใช้ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเชิงคุณภาพ

   - ใช้ทดสอบความแตกต่างระหว่างความถี่ที่สังเกตได้กับความถี่ที่คาดหวัง

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์และการทำนาย

1. **สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's Product Moment Correlation)**

   - ใช้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเชิงปริมาณ

   - ใช้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะด้านนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

2. **การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)**

   - ใช้วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อทักษะด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์

   - ใช้สร้างสมการทำนายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากตัวแปรต่าง ๆ

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพและประสิทธิผล

1. **การหาประสิทธิภาพ E1/E2**

   - E1: ประสิทธิภาพของกระบวนการ (คะแนนระหว่างเรียน)

   - E2: ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (คะแนนหลังเรียน)

   - ใช้เกณฑ์ 80/80 เป็นเกณฑ์ในการตัดสินประสิทธิภาพ

2. **ดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index: E.I.)**

   - ใช้วิเคราะห์ความก้าวหน้าทางการเรียนโดยเปรียบเทียบกับคะแนนเต็ม

   - คำนวณจากสัดส่วนของผลต่างระหว่างคะแนนหลังเรียนกับก่อนเรียนต่อผลต่างระหว่างคะแนนเต็มกับคะแนนก่อนเรียน

3. **คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ (Relative Gain Score)**

   - ใช้วิเคราะห์พัฒนาการของผู้เรียนแต่ละคน

   - คำนวณเป็นร้อยละของพัฒนาการเทียบกับคะแนนที่มีโอกาสพัฒนาได้

4. **ขนาดอิทธิพล (Effect Size)**

   - ใช้ Cohen's d ในการวิเคราะห์ขนาดอิทธิพลของการทดลอง

   - ใช้ในการแปลความหมายความสำคัญของผลการทดลองในทางปฏิบัติ

ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

กลุ่มตัวอย่าง

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา จังหวัดลำพูน

กลุ่มเป้าหมาย

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา จังหวัดลำพูน จำนวน 39 คน

การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาย.ธีระวัฒน์ กำลังมาก, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=R2QP600000000075 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ