แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 138 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
การพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยในการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาลห้างฉัตร สังกัดเทศบาลตำบลห้างฉัตร
STEM Education
ปฐมวัย
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ข้อมูลผู้พัฒนา
นายสิทธิกร ตุ้ยเต็มวงศ์
ผู้อำนวยการสถานศึกษา
เทศบาลห้างฉัตร
การบริหารการศึกษา
0818812480
sittipe@hotmail.com
บทคัดย่อ/บทสรุป

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยด้านการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education 2) พัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) 3) เปรียบเทียบสมรรถนะด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติของครูปฐมวัย ก่อนและหลังการเข้าร่วม PLC 4) ศึกษาผลการนำความรู้จาก PLC ไปใช้ในการพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้ และ 5) ศึกษาความพึงพอใจของครูปฐมวัยที่มีต่อการพัฒนาสมรรถนะผ่าน PLC กลุ่มเป้าหมายเป็นครูปฐมวัยโรงเรียนเทศบาลห้างฉัตร สังกัดเทศบาลตำบลห้างฉัตร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะ แบบวัดเจตคติ แบบประเมินคุณภาพแผนการจัดประสบการณ์ และแบบประเมินความพึงพอใจ

ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูปฐมวัยมีสภาพการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education อยู่ในระดับปานกลาง มีปัญหาในระดับมาก และมีความต้องการพัฒนาสมรรถนะในระดับมาก 2) รูปแบบ PLC ที่พัฒนาขึ้นมี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ การสร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกัน การสร้างทีมแห่งการเรียนรู้ การเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสะท้อนวิธีปฏิบัติ การสนับสนุนและการเป็นผู้นำร่วม และการติดตามและประเมินผล โดยมีกระบวนการดำเนินงาน 5 ขั้นตอน (DESAR Model) คือ ขั้นวินิจฉัยความต้องการ ขั้นสร้างความรู้ความเข้าใจ ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ และขั้นสะท้อนผลและทบทวน ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (E1 = 82.75, E2 = 85.33) 3) ครูปฐมวัยที่เข้าร่วม PLC มีสมรรถนะด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education หลังการเข้าร่วมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) แผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM Education ที่พัฒนาขึ้นโดยครูที่เข้าร่วม PLC มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก และ 5) ครูปฐมวัยมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาสมรรถนะผ่าน PLC ในระดับมากที่สุด

ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) มีประสิทธิภาพในการพัฒนาความรู้ ทักษะ และเจตคติในการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ซึ่งส่งผลให้ครูสามารถพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีคุณภาพสำหรับเด็กปฐมวัย

 

คำสำคัญ: สมรรถนะครูปฐมวัย, การจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education, ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)

หลักการและเหตุผล

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคดิจิทัลในศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้ทักษะที่จำเป็นสำหรับพลเมืองในอนาคตมีความแตกต่างจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (Science, Technology, Engineering and Mathematics: STEM) ซึ่งกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการศึกษาในยุคปัจจุบัน (สุพรรณี ชาญประเสริฐ, 2563) การปลูกฝังทักษะเหล่านี้ควรเริ่มต้นตั้งแต่ระดับปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของการพัฒนาสมองและการวางรากฐานกระบวนการคิดของมนุษย์ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ได้กำหนดวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพสูง สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะและคุณลักษณะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2560) ประกอบกับนโยบายการขับเคลื่อน "ประเทศไทย 4.0" ที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ การจัดการศึกษาแบบ STEM Education จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินคุณภาพการศึกษาไทยในระดับนานาชาติ อาทิ PISA (Programme for International Student Assessment) ในปี 2561 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนไทยในด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD (OECD, 2019 อ้างถึงใน วิจารณ์ พานิช, 2564) สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปกระบวนการจัดการเรียนรู้ในระบบการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในระดับปฐมวัยซึ่งเป็นช่วงวัยที่สำคัญของการพัฒนาสมอง

โรงเรียนเทศบาลห้างฉัตร สังกัดเทศบาลตำบลห้างฉัตร จังหวัดลำปาง เป็นสถานศึกษาในระดับท้องถิ่นที่จัดการเรียนการสอนในระดับปฐมวัย มีครูจำนวน 9 คน นักเรียน 140 คน จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นพบว่า แม้โรงเรียนจะมีนโยบายในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education แต่ครูปฐมวัยส่วนใหญ่ยังขาดความมั่นใจและทักษะในการออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM ที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย ส่งผลให้การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ยังคงเน้นรูปแบบเดิมที่ครูเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ และเด็กเป็นผู้รับความรู้ ขาดการส่งเสริมกระบวนการคิด การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ยังพบว่าครูปฐมวัยของโรงเรียนเทศบาลห้างฉัตรแต่ละคนมีการทำงานในลักษณะต่างคนต่างทำ ขาดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทำให้การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ไม่เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน อีกทั้งการพัฒนาครูที่ผ่านมามักเป็นการอบรมเชิงทฤษฎีในระยะสั้น ไม่ได้มีการติดตามผลและให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ครูไม่สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากผลการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในโรงเรียนเทศบาลห้างฉัตร ปีการศึกษา 2564 พบว่า เด็กมีพัฒนาการด้านสติปัญญา โดยเฉพาะทักษะการคิดเชิงเหตุผล การคิดแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ อยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่สามารถพัฒนาได้ผ่านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education

 

การวิจัยนี้มุ่งแก้ปัญหาการขาดสมรรถนะของครูปฐมวัยในการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education โดยใช้กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เป็นเครื่องมือในการพัฒนาครู ซึ่งมีแนวทางการดำเนินการดังนี้

  1. การพัฒนารูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนเทศบาลห้างฉัตร โดยการวิเคราะห์สภาพปัญหา ความต้องการ และบริบทของโรงเรียน เพื่อออกแบบกระบวนการ PLC ที่สอดคล้องกับการพัฒนาสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education สำหรับเด็กปฐมวัย
  2. การพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยในการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ผ่านกระบวนการ PLC โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ ทักษะ และเจตคติของครูในประเด็นต่อไปนี้
    • ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิด หลักการ และกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education สำหรับเด็กปฐมวัย
    • ทักษะการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM Education ที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
    • ทักษะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education ที่เน้นการลงมือปฏิบัติ การคิดแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์
    • ทักษะการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยตามแนวทาง STEM Education
    • เจตคติที่ดีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education และการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง
  3. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชน ในการสนับสนุนการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education สำหรับเด็กปฐมวัย โดยใช้กระบวนการ PLC เป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาร่วมกัน
วัตถุประสงค์
  1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยด้านการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ของโรงเรียนเทศบาลห้างฉัตร สังกัดเทศบาลตำบลห้างฉัตร
  2. เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ในการพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยด้านการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education โรงเรียนเทศบาลห้างฉัตร
  3. เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติของครูปฐมวัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ก่อนและหลังการเข้าร่วมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)
  4. เพื่อศึกษาผลการนำความรู้จากชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ไปใช้ในการพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM Education สำหรับเด็กปฐมวัย
  5. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูปฐมวัยที่มีต่อการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
  1. ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับ STEM Education สำหรับเด็กปฐมวัย
  2. ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC)
  3. ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาสมรรถนะครู (Teacher Competency Development)
  4. ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย
คำสำคัญ (Keywords)
การจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education, การพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัย, ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC),
วิธีการพัฒนา

การวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสานวิธี (Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยดำเนินการตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ควบคู่กับหลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Kemmis and McTaggart ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก คือ การวางแผน (Plan) การปฏิบัติ (Act) การสังเกต (Observe) และการสะท้อนผล (Reflect) โดยมีการดำเนินการวิจัยเป็นวงจรต่อเนื่อง

ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย

การวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะ ตามวัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้

 

ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการ

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยด้านการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ของโรงเรียนเทศบาลห้างฉัตร

กิจกรรมการดำเนินงาน:

  1. สำรวจสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยด้านการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education โดยใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์
  2. วิเคราะห์สมรรถนะครูปฐมวัยด้านการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ก่อนการพัฒนา โดยการทดสอบความรู้ การประเมินทักษะ และการสำรวจเจตคติ
  3. ศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยในการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) จากเอกสาร งานวิจัย และโรงเรียนที่มีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)

เครื่องมือที่ใช้:

  1. แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัย
  2. แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview)
  3. แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ระดับปฐมวัย
  4. แบบประเมินทักษะการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education
  5. แบบวัดเจตคติต่อการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education
  6. แบบวิเคราะห์เอกสาร

การวิเคราะห์ข้อมูล:

  1. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
  2. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)

 

ระยะที่ 2 การพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)

วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ในการพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยด้านการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education

กิจกรรมการดำเนินงาน:

  1. ออกแบบรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ในการพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยด้านการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education โดยอาศัยข้อมูลจากระยะที่ 1 และแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
  2. จัดทำคู่มือการใช้รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ในการพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยด้านการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education
  3. ตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ
  4. ปรับปรุงรูปแบบตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ

เครื่องมือที่ใช้:

  1. แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)
  2. แบบประเมินความเป็นไปได้ของรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)
  3. แบบประเมินคู่มือการใช้รูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)

การวิเคราะห์ข้อมูล:

  1. วิเคราะห์ข้อมูลความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
  2. วิเคราะห์ข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา

 

ระยะที่ 3 การนำรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ไปใช้พัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัย

วัตถุประสงค์:

  1. เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติของครูปฐมวัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ก่อนและหลังการเข้าร่วมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)
  2. เพื่อศึกษาผลการนำความรู้จากชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ไปใช้ในการพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM Education สำหรับเด็กปฐมวัย

กิจกรรมการดำเนินงาน:

  1. ชี้แจงวัตถุประสงค์และแนวทางการดำเนินงานตามรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) แก่ครูปฐมวัยที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย
  2. ดำเนินการพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยตามรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ที่พัฒนาขึ้น โดยมีวงรอบการพัฒนาตามกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดังนี้

 

 

วงรอบที่ 1: การสร้างความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ STEM Education ระดับปฐมวัย

    • ขั้นวางแผน (Plan): วางแผนการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ STEM Education สำหรับเด็กปฐมวัย
    • ขั้นปฏิบัติ (Act): จัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการศึกษาตัวอย่างกิจกรรม STEM Education สำหรับเด็กปฐมวัย
    • ขั้นสังเกต (Observe): สังเกตและบันทึกพฤติกรรมการเรียนรู้ของครู การมีส่วนร่วมในกิจกรรม และประเมินความรู้ความเข้าใจหลังการอบรม
    • ขั้นสะท้อนผล (Reflect): จัดกิจกรรมสะท้อนความคิดเกี่ยวกับความรู้ที่ได้รับ ข้อสงสัย และแนวทางการนำไปประยุกต์ใช้

     วงรอบที่ 2: การออกแบบแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรม STEM Education

    • ขั้นวางแผน (Plan): วางแผนการออกแบบแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรม STEM Education สำหรับเด็กปฐมวัย
    • ขั้นปฏิบัติ (Act): ครูร่วมกันออกแบบแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรม STEM Education ตามบริบทของชั้นเรียน
    • ขั้นสังเกต (Observe): ผู้วิจัยและครูร่วมกันตรวจสอบคุณภาพของแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรม
    • ขั้นสะท้อนผล (Reflect): ร่วมกันวิพากษ์และให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรม

วงรอบที่ 3: การทดลองใช้และปรับปรุงกิจกรรม STEM Education

    • ขั้นวางแผน (Plan): วางแผนการนำแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรม STEM Education ไปทดลองใช้
    • ขั้นปฏิบัติ (Act): ครูนำแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรม STEM Education ไปทดลองใช้ในชั้นเรียน
    • ขั้นสังเกต (Observe): ผู้วิจัยและเพื่อนครูร่วมสังเกตการจัดกิจกรรมและพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็ก
    • ขั้นสะท้อนผล (Reflect): ร่วมกันวิเคราะห์ผลการจัดกิจกรรม ปัญหาที่พบ และแนวทางการปรับปรุง

วงรอบที่ 4: การพัฒนาต่อยอดและสร้างเครือข่ายการเรียนรู้

    • ขั้นวางแผน (Plan): วางแผนการพัฒนาต่อยอดและขยายผลการจัดกิจกรรม STEM Education
    • ขั้นปฏิบัติ (Act): ครูปรับปรุงและพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรม STEM Education รวมทั้งนำไปใช้อย่างต่อเนื่อง
    • ขั้นสังเกต (Observe): ติดตามผลการจัดกิจกรรมและพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
    • ขั้นสะท้อนผล (Reflect): สรุปผลการพัฒนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การจัดกิจกรรม STEM Education
  1. ประเมินสมรรถนะครูปฐมวัยด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education หลังการพัฒนา
  2. ประเมินคุณภาพของแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM Education ที่ครูปฐมวัยพัฒนาขึ้น

 

เครื่องมือที่ใช้:

  1. แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ระดับปฐมวัย (ชุดเดียวกับที่ใช้ในระยะที่ 1)
  2. แบบประเมินทักษะการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education (ชุดเดียวกับที่ใช้ในระยะที่ 1)
  3. แบบวัดเจตคติต่อการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education (ชุดเดียวกับที่ใช้ในระยะที่ 1)
  4. แบบประเมินคุณภาพแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM Education
  5. แบบบันทึกการสังเกตการณ์จัดกิจกรรมการเรียนรู้
  6. แบบบันทึกการสะท้อนคิด (Reflection Journal)
  7. แบบบันทึกการประชุม PLC

การวิเคราะห์ข้อมูล:

  1. วิเคราะห์เปรียบเทียบสมรรถนะด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติของครูปฐมวัยก่อนและหลังการพัฒนาด้วยการทดสอบค่าที (t-test for dependent samples)
  2. วิเคราะห์คุณภาพของแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM Education ด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
  3. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสังเกต การสะท้อนคิด และการประชุม PLC ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา

 

ระยะที่ 4 การประเมินความพึงพอใจของครูปฐมวัย

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูปฐมวัยที่มีต่อการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)

   กิจกรรมการดำเนินงาน:

  1. ประเมินความพึงพอใจของครูปฐมวัยที่มีต่อการพัฒนาสมรรถนะผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)
  2. สัมภาษณ์ครูปฐมวัยเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับ ปัญหาและอุปสรรค รวมทั้งข้อเสนอแนะในการพัฒนาต่อไป

เครื่องมือที่ใช้:

  1. แบบประเมินความพึงพอใจของครูปฐมวัยที่มีต่อการพัฒนาสมรรถนะผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)
  2. แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง

 

 

    การวิเคราะห์ข้อมูล:

  1. วิเคราะห์ความพึงพอใจของครูปฐมวัยด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

วิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ แบ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ดังนี้

1. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ

  1. การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ใช้การแจกแจงความถี่และค่าร้อยละ
  2. การวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัย ใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยกำหนดเกณฑ์การแปลความหมายของค่าเฉลี่ย ดังนี้
    • 4.51 - 5.00 หมายถึง มากที่สุด
    • 3.51 - 4.50 หมายถึง มาก
    • 2.51 - 3.50 หมายถึง ปานกลาง
    • 1.51 - 2.50 หมายถึง น้อย
    • 1.00 - 1.50 หมายถึง น้อยที่สุด
  3. การวิเคราะห์ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยกำหนดเกณฑ์การแปลความหมายเช่นเดียวกับข้อ 2
  4. การวิเคราะห์เปรียบเทียบสมรรถนะด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติของครูปฐมวัยก่อนและหลังการพัฒนา ใช้การทดสอบค่าที (t-test for dependent samples) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05
  5. การวิเคราะห์คุณภาพของแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM Education ใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยกำหนดเกณฑ์การแปลความหมายเช่นเดียวกับข้อ 2
  6. การวิเคราะห์ความพึงพอใจของครูปฐมวัย ใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยกำหนดเกณฑ์การแปลความหมายเช่นเดียวกับข้อ 2

2. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากการสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์จัดกิจกรรมการเรียนรู้ การบันทึกการสะท้อนคิด และการประชุม PLC ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ตามขั้นตอนดังนี้

  1. จัดระเบียบข้อมูลและจำแนกหมวดหมู่ข้อมูลตามประเด็นที่ศึกษา
  2. ตีความข้อมูลและหาความหมาย
  3. เชื่อมโยงข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน
  4. สร้างข้อสรุปและตรวจสอบความถูกต้องของข้อสรุป
  5. นำเสนอข้อมูลในรูปแบบของการพรรณนาความ

 

 

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

การวิจัยเรื่อง "การพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยในการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาลห้างฉัตร สังกัดเทศบาลตำบลห้างฉัตร" ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้

1. สถิติพื้นฐาน

  1. ค่าร้อยละ (Percentage) ใช้วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มเป้าหมาย และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากแบบสอบถามปลายเปิด
  2. ค่าเฉลี่ย (Mean: x̄) ใช้วิเคราะห์ระดับสมรรถนะด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติของครูปฐมวัย รวมถึงระดับความพึงพอใจต่อการพัฒนาสมรรถนะผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ
  3. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: S.D.) ใช้วิเคราะห์การกระจายของข้อมูลสมรรถนะครูปฐมวัยและความพึงพอใจ

2. สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ

  1. ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item-Objective Congruence: IOC) ใช้ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะ แบบวัดเจตคติ และแบบประเมินความพึงพอใจ โดยกำหนดเกณฑ์ค่า IOC ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป
  2. ค่าความยากง่าย (Difficulty: p) ใช้วิเคราะห์คุณภาพของแบบทดสอบวัดความรู้รายข้อ โดยกำหนดเกณฑ์ค่าความยากง่ายระหว่าง 0.20-0.80
  3. ค่าอำนาจจำแนก (Discrimination: r) ใช้วิเคราะห์คุณภาพของแบบทดสอบวัดความรู้รายข้อ โดยกำหนดเกณฑ์ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป
  4. ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ใช้วิเคราะห์ความเชื่อมั่นของเครื่องมือ ดังนี้
    • แบบทดสอบความรู้ ใช้สูตร KR-20 ของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson)
    • แบบประเมินทักษะ แบบวัดเจตคติ และแบบประเมินความพึงพอใจ ใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient)

3. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน

  1. การทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples) ใช้เปรียบเทียบสมรรถนะด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติของครูปฐมวัยก่อนและหลังการเข้าร่วมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ
  2. ค่าดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index: E.I.) ใช้วิเคราะห์ประสิทธิผลของรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพที่พัฒนาขึ้น

4. เกณฑ์การแปลผล

  1. เกณฑ์การแปลผลระดับสมรรถนะและความพึงพอใจ
    • ค่าเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง มากที่สุด
    • ค่าเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถึง มาก
    • ค่าเฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถึง ปานกลาง
    • ค่าเฉลี่ย 1.51-2.50 หมายถึง น้อย
    • ค่าเฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง น้อยที่สุด

 

 

  1. เกณฑ์การแปลผลคุณภาพของแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM Education
    • ค่าเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง คุณภาพระดับดีมาก
    • ค่าเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถึง คุณภาพระดับดี
    • ค่าเฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถึง คุณภาพระดับปานกลาง
    • ค่าเฉลี่ย 1.51-2.50 หมายถึง คุณภาพระดับพอใช้
    • ค่าเฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง คุณภาพระดับต้องปรับปรุง
ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้เป็นประชากรทั้งหมด คือ ครูปฐมวัยโรงเรียนเทศบาลห้างฉัตร สังกัดเทศบาลตำบลห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ที่ปฏิบัติการสอนในระดับชั้นอนุบาล 1-3 ในปีการศึกษา 2568 จำนวนทั้งสิ้น 9 คน

การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาย.สิทธิกร ตุ้ยเต็มวงศ์, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=RA3MI00000000055 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ