การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยด้านการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education 2) พัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) 3) เปรียบเทียบสมรรถนะด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติของครูปฐมวัย ก่อนและหลังการเข้าร่วม PLC 4) ศึกษาผลการนำความรู้จาก PLC ไปใช้ในการพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้ และ 5) ศึกษาความพึงพอใจของครูปฐมวัยที่มีต่อการพัฒนาสมรรถนะผ่าน PLC กลุ่มเป้าหมายเป็นครูปฐมวัยโรงเรียนเทศบาลห้างฉัตร สังกัดเทศบาลตำบลห้างฉัตร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะ แบบวัดเจตคติ แบบประเมินคุณภาพแผนการจัดประสบการณ์ และแบบประเมินความพึงพอใจ
ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูปฐมวัยมีสภาพการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education อยู่ในระดับปานกลาง มีปัญหาในระดับมาก และมีความต้องการพัฒนาสมรรถนะในระดับมาก 2) รูปแบบ PLC ที่พัฒนาขึ้นมี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ การสร้างวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกัน การสร้างทีมแห่งการเรียนรู้ การเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสะท้อนวิธีปฏิบัติ การสนับสนุนและการเป็นผู้นำร่วม และการติดตามและประเมินผล โดยมีกระบวนการดำเนินงาน 5 ขั้นตอน (DESAR Model) คือ ขั้นวินิจฉัยความต้องการ ขั้นสร้างความรู้ความเข้าใจ ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ และขั้นสะท้อนผลและทบทวน ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (E1 = 82.75, E2 = 85.33) 3) ครูปฐมวัยที่เข้าร่วม PLC มีสมรรถนะด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education หลังการเข้าร่วมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) แผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM Education ที่พัฒนาขึ้นโดยครูที่เข้าร่วม PLC มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก และ 5) ครูปฐมวัยมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาสมรรถนะผ่าน PLC ในระดับมากที่สุด
ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) มีประสิทธิภาพในการพัฒนาความรู้ ทักษะ และเจตคติในการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ซึ่งส่งผลให้ครูสามารถพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีคุณภาพสำหรับเด็กปฐมวัย
คำสำคัญ: สมรรถนะครูปฐมวัย, การจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education, ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)
การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคดิจิทัลในศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้ทักษะที่จำเป็นสำหรับพลเมืองในอนาคตมีความแตกต่างจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (Science, Technology, Engineering and Mathematics: STEM) ซึ่งกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการศึกษาในยุคปัจจุบัน (สุพรรณี ชาญประเสริฐ, 2563) การปลูกฝังทักษะเหล่านี้ควรเริ่มต้นตั้งแต่ระดับปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของการพัฒนาสมองและการวางรากฐานกระบวนการคิดของมนุษย์ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ได้กำหนดวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพสูง สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะและคุณลักษณะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2560) ประกอบกับนโยบายการขับเคลื่อน "ประเทศไทย 4.0" ที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ การจัดการศึกษาแบบ STEM Education จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินคุณภาพการศึกษาไทยในระดับนานาชาติ อาทิ PISA (Programme for International Student Assessment) ในปี 2561 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนไทยในด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD (OECD, 2019 อ้างถึงใน วิจารณ์ พานิช, 2564) สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปกระบวนการจัดการเรียนรู้ในระบบการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในระดับปฐมวัยซึ่งเป็นช่วงวัยที่สำคัญของการพัฒนาสมอง
โรงเรียนเทศบาลห้างฉัตร สังกัดเทศบาลตำบลห้างฉัตร จังหวัดลำปาง เป็นสถานศึกษาในระดับท้องถิ่นที่จัดการเรียนการสอนในระดับปฐมวัย มีครูจำนวน 9 คน นักเรียน 140 คน จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นพบว่า แม้โรงเรียนจะมีนโยบายในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education แต่ครูปฐมวัยส่วนใหญ่ยังขาดความมั่นใจและทักษะในการออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ STEM ที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย ส่งผลให้การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ยังคงเน้นรูปแบบเดิมที่ครูเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ และเด็กเป็นผู้รับความรู้ ขาดการส่งเสริมกระบวนการคิด การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ยังพบว่าครูปฐมวัยของโรงเรียนเทศบาลห้างฉัตรแต่ละคนมีการทำงานในลักษณะต่างคนต่างทำ ขาดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทำให้การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ไม่เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน อีกทั้งการพัฒนาครูที่ผ่านมามักเป็นการอบรมเชิงทฤษฎีในระยะสั้น ไม่ได้มีการติดตามผลและให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ครูไม่สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากผลการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในโรงเรียนเทศบาลห้างฉัตร ปีการศึกษา 2564 พบว่า เด็กมีพัฒนาการด้านสติปัญญา โดยเฉพาะทักษะการคิดเชิงเหตุผล การคิดแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ อยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่สามารถพัฒนาได้ผ่านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Education
การวิจัยนี้มุ่งแก้ปัญหาการขาดสมรรถนะของครูปฐมวัยในการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education โดยใช้กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เป็นเครื่องมือในการพัฒนาครู ซึ่งมีแนวทางการดำเนินการดังนี้
การวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสานวิธี (Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยดำเนินการตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ควบคู่กับหลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Kemmis and McTaggart ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก คือ การวางแผน (Plan) การปฏิบัติ (Act) การสังเกต (Observe) และการสะท้อนผล (Reflect) โดยมีการดำเนินการวิจัยเป็นวงจรต่อเนื่อง
ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย
การวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะ ตามวัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้
ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยด้านการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ของโรงเรียนเทศบาลห้างฉัตร
กิจกรรมการดำเนินงาน:
เครื่องมือที่ใช้:
การวิเคราะห์ข้อมูล:
ระยะที่ 2 การพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)
วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ในการพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยด้านการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education
ระยะที่ 3 การนำรูปแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ไปใช้พัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัย
วัตถุประสงค์:
วงรอบที่ 1: การสร้างความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ STEM Education ระดับปฐมวัย
วงรอบที่ 2: การออกแบบแผนการจัดประสบการณ์และกิจกรรม STEM Education
วงรอบที่ 3: การทดลองใช้และปรับปรุงกิจกรรม STEM Education
วงรอบที่ 4: การพัฒนาต่อยอดและสร้างเครือข่ายการเรียนรู้
ระยะที่ 4 การประเมินความพึงพอใจของครูปฐมวัย
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูปฐมวัยที่มีต่อการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)
วิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ แบ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ดังนี้
1. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ
2. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากการสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์จัดกิจกรรมการเรียนรู้ การบันทึกการสะท้อนคิด และการประชุม PLC ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ตามขั้นตอนดังนี้
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
การวิจัยเรื่อง "การพัฒนาสมรรถนะครูปฐมวัยในการจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) โรงเรียนเทศบาลห้างฉัตร สังกัดเทศบาลตำบลห้างฉัตร" ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
1. สถิติพื้นฐาน
2. สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ
3. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน
4. เกณฑ์การแปลผล
กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้เป็นประชากรทั้งหมด คือ ครูปฐมวัยโรงเรียนเทศบาลห้างฉัตร สังกัดเทศบาลตำบลห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ที่ปฏิบัติการสอนในระดับชั้นอนุบาล 1-3 ในปีการศึกษา 2568 จำนวนทั้งสิ้น 9 คน