บทคัดย่อ
การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาอย่างง่ายในเด็กปฐมวัยด้วยนวัตกรรมการสอนแบบ STEM Project Based Learning สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสามขา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 2
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาอย่างง่ายในเด็กปฐมวัยโดยใช้นวัตกรรมการสอนแบบ STEM Project Based Learning
2) ศึกษาประสิทธิภาพของนวัตกรรมการสอนแบบ STEM Project Based Learning ที่มีต่อการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาอย่างง่ายในเด็กปฐมวัย
3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมการสอนแบบ STEM Project Based Learning
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสามขา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 13 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบ STEM Project Based Learning จำนวน 8 แผน 2) แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหาอย่างง่ายสำหรับเด็กปฐมวัย และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples)
ผลการวิจัยพบว่า
ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่านวัตกรรมการสอนแบบ STEM Project Based Learning สามารถพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาอย่างง่ายในเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาในเด็กปฐมวัยต่อไป
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
โลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ส่งผลให้การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้เรียน โดยเฉพาะทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving Skills) ซึ่งถือเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญที่ควรได้รับการปลูกฝังตั้งแต่ระดับปฐมวัย (กระทรวงศึกษาธิการ, 2563) การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาในเด็กปฐมวัยนับเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงและนำไปสู่ความสำเร็จทั้งในด้านการเรียน และการดำเนินชีวิตในอนาคต สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 ที่ให้ความสำคัญ กับการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2560)
ปัจจุบันแนวทางการจัดการศึกษาตามแนว STEM Education ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ว่าเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา เนื่องจากเป็นการบูรณาการความรู้ใน 4 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) เข้าด้วยกัน ผ่านกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม ซึ่งเป็นกระบวนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2564) การศึกษาของ เกศสุดา ใจคำ และคณะ (2564) พบว่า การจัดประสบการณ์ตามแนวทาง STEM Education สามารถพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเด็กได้ลงมือปฏิบัติผ่านกิจกรรมที่ท้าทายและสอดคล้องกับสถานการณ์จริง
อีกหนึ่งแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา คือ การเรียนรู้แบบโครงงาน (Project Based Learning) ซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยผู้เรียนได้เลือกศึกษาตามความสนใจ ผ่านกระบวนการคิด การลงมือปฏิบัติ และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ (ทิศนา แขมมณี, 2561) งานวิจัยของ พัชรินทร์ เปรมประเสริฐ (2563) ระบุว่า การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานช่วยส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเด็กได้เรียนรู้ ผ่านประสบการณ์ตรงและมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการเรียนรู้
การบูรณาการ STEM Education กับการเรียนรู้แบบโครงงาน (STEM Project Based Learning) จึงเป็นแนวทางที่มีศักยภาพอย่างยิ่งในการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย เนื่องจากเป็นการผสมผสานจุดเด่นของทั้งสองแนวทางเข้าด้วยกัน สอดคล้องกับงานวิจัยของ วรนุช นิลเขต (2563) ที่พบว่า รูปแบบการจัดประสบการณ์แบบ STEM Project Based Learning ช่วยส่งเสริมทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์และทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาสภาพปัญหาในระดับปฐมวัยของโรงเรียนบ้านสามขา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 2 พบว่า นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 13 คน ยังขาดทักษะ การแก้ปัญหาอย่างง่าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากพฤติกรรมเมื่อเผชิญกับปัญหาหรือสถานการณ์ที่ท้าทาย เด็กส่วนใหญ่ไม่สามารถวิเคราะห์ปัญหา คิดหาวิธีแก้ไข หรือตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมได้ด้วยตนเอง มักต้องรอให้ครูหรือเพื่อนช่วยเหลือ หรือเลี่ยงที่จะเผชิญกับปัญหา ซึ่งสอดคล้องกับผลการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัยทั่วประเทศ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2564) ที่พบว่า เด็กปฐมวัยกว่าร้อยละ 35 มีพัฒนาการด้านการคิดแก้ปัญหาต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
นอกจากนี้ จากการสำรวจและสัมภาษณ์ครูผู้สอนระดับปฐมวัยในโรงเรียนบ้านสามขา พบว่า การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ส่วนใหญ่ยังเน้นการถ่ายทอดความรู้และการทำกิจกรรมตามคำสั่ง มากกว่าการส่งเสริมให้เด็กได้คิดและแก้ปัญหาด้วยตนเอง ขาดการบูรณาการความรู้และทักษะในลักษณะ STEM Education และการเรียนรู้แบบโครงงาน อีกทั้งครูยังขาดความรู้ความเข้าใจและแนวทางในการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับรายงานของ มนตรี จุฬาวัฒนทล (2563) ที่ระบุว่า ครูปฐมวัยส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจและแนวทางการจัดกิจกรรม STEM Education ที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย
จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง พบว่า แม้จะมีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะ การแก้ปัญหาในเด็กปฐมวัยผ่านกิจกรรม STEM Education หรือการเรียนรู้แบบโครงงาน แต่ยังมีช่องว่าง ในการพัฒนานวัตกรรมการสอนที่บูรณาการทั้งสองแนวคิดเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ และเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนในชนบทที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดลำปาง ดังนั้น การวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนานวัตกรรมการสอนแบบ STEM Project Based Learning ที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน บ้านสามขา เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาอย่างง่ายในเด็กปฐมวัย
นวัตกรรมการสอนแบบ STEM Project Based Learning ที่พัฒนาขึ้นในงานวิจัยนี้ เป็นการ บูรณาการแนวคิด STEM Education กับการเรียนรู้แบบโครงงานที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย โดยออกแบบให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ การสำรวจ การทดลอง และการแก้ปัญหาในสถานการณ์ ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงและบริบทท้องถิ่น เน้นการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น และกระบวนการ ที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ นิตยา สุวรรณศรี (2562) ที่เสนอว่า การจัดกิจกรรม STEM สำหรับเด็กปฐมวัยควรเน้นการบูรณาการผ่านการเล่นและการลงมือปฏิบัติที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ใกล้ตัวเด็ก
ผลการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัย โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กในชนบทที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร เนื่องจากจะได้แนวทางและนวัตกรรมการสอนที่เป็นรูปธรรม สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กปฐมวัยมีทักษะการแก้ปัญหาที่เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเรียนรู้และการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 สอดคล้องกับเป้าหมายของการพัฒนาการศึกษาตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ที่มุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2562)
วัตถุประสงค์การวิจัย (Research Objectives)
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2.1 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560
2.2 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการแก้ปัญหา
2.3 แนวคิดเกี่ยวกับ STEM Education
2.4 แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project Based Learning)
2.5 การบูรณาการ STEM Education กับการเรียนรู้แบบโครงงาน
2.6 บริบทของโรงเรียนบ้านสามขา
1. แนวคิดพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
กรอบแนวคิดของการวิจัยนี้อิงจากแนวคิดหลัก 3 ประการ ได้แก่
1.1 ทักษะการแก้ปัญหาอย่างง่ายในเด็กปฐมวัย
อ้างอิงจากหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน โดยเฉพาะพัฒนาการทางสติปัญญา เด็กควรมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาเบื้องต้น เช่น แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน จัดลำดับขั้นตอน และตัดสินใจได้อย่างง่ายตามระดับวัย
1.2 การจัดการเรียนรู้แบบ STEM Education
STEM มาจาก Science, Technology, Engineering, Mathematics เป็นแนวทางบูรณาการความรู้จากหลายศาสตร์ เพื่อใช้แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นกระบวนการคิด วิเคราะห์ ทดลอง และลงมือปฏิบัติ
1.3 การเรียนรู้แบบโครงงาน (Project Based Learning: PBL)
เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการทำโครงงานตามความสนใจของตนเอง โดยมีครูเป็นผู้แนะนำ ส่งเสริมการทำงานเป็นกลุ่ม การวางแผน และการแก้ปัญหาจริงจากสถานการณ์หรือบริบทที่ใกล้ตัว
2. ความสัมพันธ์ของแนวคิด
นวัตกรรมการสอนแบบ STEM Project Based Learning จะเป็นกระบวนการที่ส่งเสริมให้เด็กปฐมวัย:
กิจกรรมที่จัดขึ้นในลักษณะโครงงานจะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ฝึกทักษะการคิดอย่างเป็นระบบและการทำงานเป็นกลุ่ม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาอย่างง่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสมกับวัย
3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
วิธีดำเนินการวิจัย
การวิจัยเรื่อง "การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาอย่างง่ายในเด็กปฐมวัยด้วยนวัตกรรมการสอนแบบ STEM Project Based Learning สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสามขา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 2" เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยมีวิธีดำเนินการวิจัยดังต่อไปนี้
3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสามขา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 13 คน
3.2 ตัวแปรที่ศึกษา
ตัวแปรอิสระ ได้แก่ นวัตกรรมการสอนแบบ STEM Project Based Learning
ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะการแก้ปัญหาอย่างง่ายในเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย
3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
3.4 การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ
3.4.1 การสร้างแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรมการสอนแบบ STEM Project Based Learning
3.4.2 การสร้างแบบประเมินทักษะการแก้ปัญหาอย่างง่ายสำหรับเด็กปฐมวัย
3.4.3 การสร้างแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างสำหรับเด็กปฐมวัย
3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล
การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามขั้นตอนดังนี้
อยู่ระหว่างการเผยแพร่
คลังนวัตกรรมทางการศึกษา จังหวัดลำปาง
-
การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาอย่างง่ายในเด็กปฐมวัยผ่านนวัตกรรมการสอนแบบ STEM Project Based Learning เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับทิศทางการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 มีประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาดังนี้