แผนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกิจกรรม STEM Education
1. ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และคู่มือครูรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)
2. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และ STEM Education
3. วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้แกนกลาง เพื่อกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้
4. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกิจกรรม STEM Education จำนวน 8 แผน โดยแต่ละแผนมีองค์ประกอบดังนี้
- ชื่อแผนการจัดการเรียนรู้
- มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด
- จุดประสงค์การเรียนรู้
- สาระการเรียนรู้
- กิจกรรมการเรียนรู้
- สื่อและแหล่งการเรียนรู้
- การวัดและประเมินผล
- บันทึกหลังการสอน
5. นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย
- ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน
- ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา
- ผู้เชี่ยวชาญด้าน STEM Education
เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ
6. วิเคราะห์ผลการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และกำหนดเกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ย ดังนี้
- 4.51 - 5.00 หมายถึง มีความเหมาะสมมากที่สุด
- 3.51 - 4.50 หมายถึง มีความเหมาะสมมาก
- 2.51 - 3.50 หมายถึง มีความเหมาะสมปานกลาง
- 1.51 - 2.50 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อย
- 1.00 - 1.50 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อยที่สุด
7. ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ
8. นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนห้วยแก้ววิทยา จำนวน 24 คน
9. นำผลการทดลองใช้มาปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก่อนนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างจริง
3.5.2 แบบทดสอบวัดทักษะการสังเกต
1. ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวัดและประเมินทักษะการสังเกตของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
2. วิเคราะห์ทักษะการสังเกตของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการของทักษะการสังเกต
3. สร้างแบบทดสอบวัดทักษะการสังเกตแบบรูปภาพประกอบคำถาม จำนวน 20 ข้อ
4. นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยพิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับนิยามเชิงปฏิบัติการ (Index of Item-Objective Congruence: IOC)
5. คัดเลือกข้อสอบที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป และปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ได้ข้อสอบที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 15 ข้อ
6. นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (2) โรงเรียนห้วยแก้ววิทยา จำนวน 24 คน
7. นำผลการทดสอบมาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ โดยคัดเลือกข้อสอบที่มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.20-0.80 และค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป
8. วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบทั้งฉบับโดยใช้สูตร KR-20 ของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson)
9. จัดพิมพ์แบบทดสอบฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างต่อไป
3.5.3 แบบประเมินทักษะการทดลองอย่างง่าย
1. ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวัดและประเมินทักษะการทดลองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
2. วิเคราะห์ทักษะการทดลองอย่างง่ายของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการของทักษะการทดลองอย่างง่าย
3. สร้างแบบประเมินทักษะการทดลองอย่างง่าย โดยกำหนดรายการประเมิน 5 ด้าน และเกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค (Rubric Scoring) 3 ระดับ
4. นำแบบประเมินที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยพิจารณาความสอดคล้องระหว่างรายการประเมินกับนิยามเชิงปฏิบัติการ (Index of Item-Objective Congruence: IOC)
5. ปรับปรุงแก้ไขแบบประเมินตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ
6. นำแบบประเมินที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนห้วยแก้ววิทยา จำนวน 24 คน
7. นำผลการประเมินมาวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบประเมินโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient)
8. จัดพิมพ์แบบประเมินฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างต่อไป
3.5.4 แบบสอบถามความพึงพอใจ
1. ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
2. กำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการของความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้
3. สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 3 ระดับ โดยใช้สัญลักษณ์รูปภาพแทนระดับความพึงพอใจ จำนวน 15 ข้อ
4. นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยพิจารณาความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับนิยามเชิงปฏิบัติการ (Index of Item-Objective Congruence: IOC)
5. คัดเลือกข้อคำถามที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป และปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ได้ข้อคำถามที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 10 ข้อ
6. นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนห้วยแก้ววิทยา จำนวน 24 คน
7. นำผลการสอบถามมาวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถามทั้งฉบับโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient)
8. จัดพิมพ์แบบสอบถามฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างต่อไป