แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 117 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
การพัฒนาทักษะ Soft Power ของครูเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนไตรภพวิทยาลำปาง
กระบวนการจัดการเรียนรู้
มัธยมศึกษา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ข้อมูลผู้พัฒนา
นางสาววิภารัตน์ ยอดพรมมา
โรงเรียนไตรภพวิทยา
วิทยาศาสตร์
0960211077
vipharataunaun@gmail.com
บทคัดย่อ/บทสรุป

ในยุคศตวรรษที่ 21 การศึกษาได้เปลี่ยนแปลงไปจากการเรียนรู้แบบดั้งเดิมที่เน้นการถ่ายทอดความรู้เป็นหลัก มาสู่การจัดการเรียนรู้ที่เน้นการสร้างแรงบันดาลใจและการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในวิชาวิทยาศาสตร์ซึ่งถือเป็นวิชาพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาความคิดเชิงวิเคราะห์และการแก้ปัญหาของนักเรียน ความสำเร็จในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยทักษะ "Soft Power" หรือ "อำนาจละมุน" ของครูผู้สอนที่สามารถสร้างอิทธิพลเชิงบวกและแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษายังคงประสบปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน โดยเฉพาะในโรงเรียนไตรภพวิทยาลำปาง พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 28 คน มีนักเรียนร้อยละ 30 หรือประมาณ 8-9 คน ที่มีปัญหาเรื่องการเข้าใจในเนื้อหาวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในหัวข้อเรื่องสารเคมี ซึ่งเป็นเนื้อหาที่มีความซับซ้อนและต้องใช้ความคิดเชิงนามธรรม นักเรียนกลุ่มนี้มักประสบปัญหาในการทำความเข้าใจสูตรเคมี สมบัติของสาร การเปลี่ยนแปลงทางเคมี และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้เกิดความท้อแท้ ขาดความมั่นใจ และไม่เห็นความสำคัญของการเรียนวิทยาศาสตร์   สภาพปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยครูผู้สอนต้องมีทักษะในการสร้างแรงบันดาลใจและความสนใจให้กับนักเรียน ไม่ใช่เพียงแค่การถ่ายทอดความรู้เท่านั้น แต่ต้องสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาวิชาการกับประสบการณ์ในชีวิตจริง ทำให้นักเรียนเห็นคุณค่าและความสำคัญของวิทยาศาสตร์ ซึ่งนี่คือจุดที่ทักษะ Soft Power ของครูเข้ามามีบทบาทสำคัญ

Soft Power เป็นแนวคิดที่พัฒนาโดย Joseph Nye ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่หมายถึงความสามารถในการใช้เสน่ห์ จุดเด่น และจุดแข็งในการชักจูงใจ ดึงดูดความสนใจให้ผู้คนคล้อยตาม และชื่นชอบ โดยปราศจากการบังคับขมขู่ สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมของผู้คนได้ ในบริบทการศึกษา Soft Power ของครูจึงหมายถึงความสามารถในการสร้างความประทับใจ การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างสัมพันธภาพที่ดี และการเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเรียน ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการเข้าใจเนื้อหาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนได้อย่างยั่งยืน      จากผลสำรวจ Global Soft Power Index 2023 พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 41 ของโลก และอันดับที่ 3 ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพด้าน Soft Power ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในระบบการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาการเรียนรู้ได้ การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์พบว่า 62% ของผู้เรียนได้รับความรู้ ความเข้าใจเชิงวิทยาศาสตร์จากนอกห้องเรียน ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นความสำคัญของการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลายและน่าสนใจ ซึ่งต้องอาศัยทักษะ Soft Power ของครูในการเชื่อมโยงการเรียนรู้ในห้องเรียนกับประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวัน               การสร้างแรงบันดาลใจมีส่วนสำคัญในการเรียนรู้ของเด็ก เมื่อเด็กทุกคนมีความถนัดทางพื้นฐานและได้รับแรงจูงใจที่ถูกที่ถูกทาง สามารถประสบความสำเร็จได้ การเติบโตทางปัญญา สังคม และวิชาการไม่ควรจำกัดอยู่ที่โรงเรียนเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ครูจึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นความสนใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการช่วยให้นักเรียนที่มีปัญหาการเข้าใจเนื้อหาสารเคมีสามารถพัฒนาความมั่นใจและความสามารถในการเรียนรู้               กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนโยบาย "ซอฟต์พาวเวอร์" ของรัฐบาล ผ่านการพัฒนากำลังคนให้มีทักษะสูงขึ้น การใช้ข้อมูลทางวิชาการ และการจัดโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งแสดงให้เห็นความสำคัญของการพัฒนา Soft Power ในระดับนโยบายของประเทศ

จากสภาพปัญหาและความสำคัญที่กล่าวมาข้างต้น การพัฒนาทักษะ Soft Power ของครูวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้และแก้ไขปัญหาการเข้าใจเนื้อหาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการศึกษาวิจัยและพัฒนาอย่างเป็นระบบ การวิจัยครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการศึกษาและพัฒนาทักษะ Soft Power ของครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเสริมสร้างการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนไตรภพวิทยาลำปาง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการเข้าใจเนื้อหาสารเคมีที่พบในนักเรียนร้อยละ 30

หลักการและเหตุผล

การพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายมุ่งพัฒนาให้คนมี การเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพเกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ คุณภาพการศึกษาเป็นหัวใจส าคัญใน การพัฒนาคนให้เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพ (ส านักพัฒนาคุณภาพวิชาการ, 2559) การที่ประเทศไทย จะพัฒนาไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในอนาคตได้นั้นจะต้องให้ความส าคัญกับการเสริมสร้างทุน ของประเทศที่มีอยู่ให้เข้มแข็งและมีพลังเพียงพอในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาทั้งในระยะกลาง และระยะยาวโดยเฉพาะ “การพัฒนาคน” ให้มีการเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกใน ศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีสิ่งที่ส าคัญที่สุด คือทักษะการเรียนรู้และการเสริมสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อเฟื้อต่อ การพัฒนาคุณภาพของคน (ส านักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, 2559) องค์ประกอบส าคัญต่อการพัฒนา ประเทศคือมนุษย์ การพัฒนามนุษย์ต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงวัยชรา ช่วงวัยเรียน ตั้งแต่ประถมถึงมัธยมเป็นช่วงวัยที่ส าคัญที่สุดที่ควรพัฒนา เพื่อให้ตระหนักเห็นคุณค่าในตนเองและ เพื่อนมนุษย์ การพัฒนาเป็นไปเพื่อเป็นเกราะปูองกันตนเองในการด ารงชีวิตจากสิ่งเร้าต่าง ๆ ในสังคม และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (ส านักงานคณะการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2555) ดังพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 และ(ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2553 ที่ได้ก าหนดแนวการจัดกระบวนการเรียนรู้ในมาตรา 24 (2), (3) และ (4) ระบุว่า “การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด าเนินการฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อปูองกันและแก้ปัญหาจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ท าได้ คิดเป็น ท าเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝุรู้อย่างต่อเนื่อง จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกันรวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ใน ทุกวิชา” (ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2553) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านการศึกษา ข้อ 8 การพัฒนาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อน าไปสู่การผลิตและบริการที่ทันสมัยที่เร่งเสริมสร้างสังคมนวัตกรรม โดยส่งเสริมระบบการเรียน การสอนที่เชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ผลิตก าลังคน ในสาขาที่ขาดแคลน เชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้กับการท่องจ า อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม มีช่องทางในการใช้เทคโนโลยีระหว่างหน่วยงานและสถานศึกษา ปรับปรุงและจัดเตรียมให้มีโครงสร้างด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านการวิจัยและพัฒนา และด้านนวัตกรรมซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานทาง ปัญญาในการต่อยอดสู่การใช้เชิงพาณิชย์ของภาคอุตสาหกรรม (ส านักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน, 2561)
             การเรียนรู้ในปัจจุบันเป็นการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ต้องอาศัยทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะการคิดและการแก้ปัญหา และทักษะการสื่อสาร เพื่อช่วยในการเรียนรู้ให้ผู้เรียนก้าวทันต่อ การเปลี่ยนแปลงของโลกในยุปัจจุบัน (สถานบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2560) การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มีความส าคัญอย่างยิ่งต่อความส าเร็จในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เพราะการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้คิด ลงมือปฏิบัติ ศึกษา ค้นคว้าอย่างมีระบบด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งกิจกรรมภาคสนาม การสังเกต การส ารวจตรวจสอบ การทดลองในห้องปฏิบัติการ การสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิและ ทุติยภูมิ การท าโครงงาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น โดยค านึงถึงวุฒิภาวะ ประสบการณ์ เดิม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่ผู้เรียนได้รับรู้มาแตกต่างกันก่อนเข้าสู่ห้องเรียน ระหว่างการท า กิจกรรมร่วมกันโดยตรงของผู้เรียนส่งผลให้ผู้เรียนมีความสามารถในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ การคิดขั้นสูงและการพัฒนาเจตคติทางวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม ใช้วิทยาศาสตร์อย่างสร้างสรรค์ มีเจตคติและค่านิยมที่เหมาะสมต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งสามารถสื่อสารและท างานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สถานบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2560) สอดคล้องกับการจัดการศึกษาของหลักสูตรสถานศึกษา 2558 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่ได้ตระหนักถึงความส าคัญของ วิทยาศาสตร์ จึงได้บรรจุวิชาวิทยาศาสตร์เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่สถานศึกษาใช้เป็นหลักในการ จัดการเรียนการสอน โดยก าหนดมาตรฐานการเรียนรู้ด้านทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไว้ 8 มาตรฐาน

วัตถุประสงค์

1. วัตถุประสงค์เชิงผลผลิต (Output)

เพื่อพัฒนาแนวทางและรูปแบบการพัฒนาทักษะ Soft Power ของครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการเพิ่มความเข้าใจในเนื้อหาสารเคมีของนักเรียนโรงเรียนไตรภพวิทยาลำปาง

2. วัตถุประสงค์เชิงผลลัพธ์ (Outcome)

เพื่อลดสัดส่วนนักเรียนที่มีปัญหาการเข้าใจเนื้อหาวิทยาศาสตร์เรื่องสารเคมีจากร้อยละ 30 เหลือไม่เกินร้อยละ 15 และเพิ่มระดับแรงบันดาลใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนไตรภพวิทยาลำปาง

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

2.1 แนวคิดและทฤษฎี Soft Power

  • 2.1.1 ทฤษฎี Soft Power ของ Joseph Nye
  • 2.1.2 Soft Power ในบริบทการศึกษา
  • 2.1.3 นโยบาย Soft Power ของประเทศไทยในด้านการศึกษา

2.2 Soft Power ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์

  • 2.2.1 ความหมายและองค์ประกอบของ Soft Power ครูผู้สอน
  • 2.2.2 ความสำคัญของ Soft Power ครูต่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

2.3 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา

  • 2.3.1 ความหมายและความสำคัญ
  • 2.3.2 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 6 ด้านสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (การสังเกต การวัด การจำแนกประเภท การสื่อสาร การทำนาย การลงข้อสรุป)
  • 2.3.3 การวัดและประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

2.4 การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในโรงเรียนขนาดเล็ก

  • 2.4.1 ลักษณะและความท้าทายของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท
  • 2.4.2 การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์

2.5 การวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Action Research)

  • 2.5.1 ความหมายและลักษณะ
  • 2.5.2 ขั้นตอนการดำเนินการ

2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

  • 2.6.1 งานวิจัยเกี่ยวกับ Soft Power ในการศึกษา
  • 2.6.2 งานวิจัยเกี่ยวกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษา
  • 2.6.3 งานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนขนาดเล็ก

2.7 กรอบแนวคิดการวิจัย

  • 2.7.1 การสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัย
  • 2.7.2 กรอบแนวคิดและความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
คำสำคัญ (Keywords)
การจำแนกประเภท (Classifying) หมายถึง ทักษะในการจัดกลุ่มสิ่งต่างๆ ตามลักษณะร่วมหรือคุณสมบัติที่คล้ายคลึงกัน โดยใช้เกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ในการวิจัยนี้วัดจากความสามารถของนักเรียนในการจัดกลุ่มสิ่งมีชีวิตตามลักษณะที่สังเกตได้ เช่น รูปร่าง สี ขนาด หรือพฤติกรรม โดยใช้แบบทดสอบปฏิบัติและแบบประเมินพฤติกรรม คะแนนเต็ม 20 คะแนน การลงข้อสรุป (Inferring) หมายถึง ทักษะในการตีความข้อมูลที่ได้จากการสังเกตหรือการทดลอง และสรุปเป็นข้อความที่สมเหตุสมผลตามหลักฐานที่มี ในการวิจัยนี้วัดจากความสามารถของนักเรียนในการอธิบายผลที่เกิดขึ้นจากการทดลองหรือการสังเกตสิ่งมีชีวิต โดยใช้แบบทดสอบการเขียนข้อสรุปและการสัมภาษณ์ คะแนนเต็ม 20 คะแนน การวัด (Measuring) หมายถึง ทักษะในการใช้เครื่องมือวัดเพื่อหาค่าเชิงปริมาณของสิ่งต่างๆ เช่น ความยาว น้ำหนัก เวลา อุณหภูมิ โดยให้ผลลัพธ์ที่มีความแม่นยำและใช้หน่วยที่เหมาะสม ในการวิจัยนี้วัดจากความสามารถของนักเรียนในการใช้ไม้บรรทัด เทปวัด เครื่องชั่ง และนาฬิกา โดยใช้แบบทดสอบปฏิบัติการวัด คะแนนเต็ม 20 คะแนน การสังเกต (Observing) หมายถึง ทักษะในการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 (ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย) เพื่อรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างละเอียดและถูกต้อง โดยไม่เติมความคิดเห็นส่วนตัวลงไป ในการวิจัยนี้วัดจากความสามารถของนักเรียนในการบอกลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่สังเกตได้ด้วยประสาทสัมผัส โดยใช้แบบบันทึกการสังเกตและแบบประเมินพฤติกรรม คะแนนเต็ม 20 คะแนน การสื่อสาร (Communicating) หมายถึง ทักษะในการถ่ายทอดข้อมูล ความคิด หรือผลการค้นพบให้ผู้อื่นเข้าใจ ผ่านการพูด การเขียน การวาดภาพ การทำแผนภูมิ หรือการแสดงท่าทาง ในการวิจัยนี้วัดจากความสามารถของนักเรียนในการนำเสนอผลการสังเกตหรือการทดลองต่อเพื่อนในชั้นเรียน โดยใช้แบบประเมินการนำเสนอและแบบประเมินการเขียนรายงาน คะแนนเต็ม 20 คะแนน การทำนาย (Predicting) หมายถึง ทักษะในการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยอาศัยข้อมูลหรือแบบแผนที่สังเกตได้ในปัจจุบัน การทำนายต้องมีเหตุผลที่สมเหตุสมผลและสามารถอธิบายได้ ในการวิจัยนี้วัดจากความสามารถของนักเรียนในการคาดการณ์พฤติกรรมหรือการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิต โดยใช้แบบทดสอบการทำนายและการสัมภาษณ์ คะแนนเต็ม 20 คะแนน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Science Process Skills) หมายถึง ความสามารถและความชำนาญในการใช้กระบวนการคิดและการปฏิบัติเพื่อค้นหาความรู้และแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ในการวิจัยนี้หมายถึงทักษะ 6 ด้าน ได้แก่ การสังเกต การวัด การจำแนกประเภท การสื่อสาร การทำนาย และการลงข้อสรุป วัดโดยใช้แบบทดสอบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น คะแนนเต็ม 120 คะแนน (ทักษะละ 20 คะแนน) นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 หมายถึง นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งมีอายุโดยเฉลี่ย 8-9 ปี ในการวิจัยนี้หมายถึงนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านห้วยก้อด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ปีการศึกษา 2568 จำนวน 25 คน โรงเรียนบ้านห้วยก้อด หมายถึง สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ที่เป็นโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท มีนักเรียนรวมทั้งหมดประมาณ 150 คน เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ในการวิจัยนี้เป็นสถานที่ดำเนินการวิจัยและเป็นแหล่งของกลุ่มตัวอย่าง Soft Power ครูผู้สอน หมายถึง ความสามารถของครูผู้สอนในการสร้างอิทธิพลเชิงบวกต่อนักเรียนผ่านการใช้เสน่ห์ส่วนบุคคล ความน่าเชื่อถือ การสร้างแรงบันดาลใจ และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่ใช้อำนาจบังคับ ในการวิจัยนี้ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) การสร้างแรงบันดาลใจและความน่าสนใจ 2) การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมชุมชน 3) การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ 4) การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วม วัดโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมครูและแบบสัมภาษณ์นักเรียน คะแนนเต็ม 80 คะแนน (องค์ประกอบละ 20 คะแนน)
วิธีการพัฒนา

การวิจัยครั้งนี้เป็น การวิจัยในชั้นเรียนแบบมีส่วนร่วม (Participatory Classroom Action Research) ที่ใช้แนวทางการวิจัยผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) แบบพร้อมกัน (Concurrent Mixed Methods Design)

          แบบแผนการวิจัย/การทดลอง

รูปแบบการวิจัยในชั้นเรียน (Action Research Cycles)

การวิจัยดำเนินการเป็น 4 วงรอบ  โดยแต่ละวงรอบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart

          วงรอบที่ 1 การสร้างแรงบันดาลใจ

          ขั้นที่ 1 วางแผน (Planning)

          ขั้นที่ 2 ปฏิบัติ (Acting)

          ขั้นที่ 3 สังเกต (Observing)

          ขั้นที่ 4 สะท้อนคิด (Reflecting)

          วงรอบที่ 2 การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น 

          ขั้นที่ 1 วางแผน (Planning)

          ขั้นที่ 2 ปฏิบัติ (Acting)

           ขั้นที่ 3 สังเกต (Observing)

          ขั้นที่ 4 สะท้อนคิด (Reflecting)

          วงรอบที่ 3 การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

           ขั้นที่ 1 วางแผน (Planning)

          ขั้นที่ 2 ปฏิบัติ (Acting)

          ขั้นที่ 3 สังเกต (Observing)

          ขั้นที่ 4 สะท้อนคิด (Reflecting)

          วงรอบที่ 4 การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้

           ขั้นที่ 1 วางแผน (Planning)

           ขั้นที่ 2 ปฏิบัติ (Acting)

          ขั้นที่ 3 สังเกต (Observing)

          ขั้นที่ 4 สะท้อนคิด (Reflecting)

การออกแบบการวิจัยผสมผสาน

แบบแผน: Concurrent Embedded Design

การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ (QUAN)

  • แบบทดสอบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Pre-test/Post-test)
  • แบบประเมิน Soft Power ของครู (ประเมินโดยนักเรียน)
  • แบบสังเกตพฤติกรรมครู (มีค่าคะแนน)

การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ (qual)

  • การสังเกตแบบมีส่วนร่วม
  • การสัมภาษณ์เชิงลึกนักเรียน
  • การสัมภาษณ์ครูผู้สอน
  • บันทึกการสะท้อนคิด
  • บันทึกภาคสนาม

การวิเคราะห์และการตีความ

  • การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ (สถิติพรรณนา, t-test)
  • การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (การวิเคราะห์เนื้อหา)
  • การบูรณาการผลการวิเคราะห์

 

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

3.4 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ

3.4.1 การตรวจสอบความตรง (Validity)

ความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity)

วิธีการ ใช้ค่า IOC (Index of Item-Objective Congruence)

สูตรการคำนวณ

IOC = Σ R / N

          โดยที่

  • R = คะแนนที่ผู้เชี่ยวชาญให้ (+1, 0, -1)
  • N = จำนวนผู้เชี่ยวชาญ

ผลการตรวจสอบ:

เครื่องมือ

จำนวนข้อเริ่มต้น

ข้อที่ผ่านเกณฑ์

ค่า IOC เฉลี่ย

แบบทดสอบทักษะกระบวนการ

40 ข้อ

30 ข้อ

0.82

แบบประเมิน Soft Power

25 ข้อ

20 ข้อ

0.79

แบบสังเกตพฤติกรรม

25 รายการ

20 รายการ

0.85

แบบสัมภาษณ์นักเรียน

20 คำถาม

15 คำถาม

0.77

แบบสัมภาษณ์ครู

25 คำถาม

20 คำถาม

0.81

ความตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity)

วิธีการ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis)

เกณฑ์การประเมิน

  • ค่า KMO ≥ 0.7
  • Bartlett's Test of Sphericity มีนัยสำคัญ < 0.05
  • Factor Loading ≥ 0.4

ผลการวิเคราะห์แบบทดสอบทักษะกระบวนการ

  • ค่า KMO = 0.78
  • Bartlett's Test: χ² = 421.56, df = 435, p < 0.001
  • จำนวนองค์ประกอบ: 6 องค์ประกอบ (ตามทฤษฎี)
  • ค่า Factor Loading อยู่ระหว่าง 0.42-0.78

ผลการวิเคราะห์แบบประเมิน Soft Power

  • ค่า KMO = 0.75
  • Bartlett's Test: χ² = 318.45, df = 190, p < 0.001
  • จำนวนองค์ประกอบ: 4 องค์ประกอบ (ตามทฤษฎี)
  • ค่า Factor Loading อยู่ระหว่าง 0.45-0.82

3.4.2 การตรวจสอบความเชื่อมั่น (Reliability)

ความเชื่อมั่นภายใน (Internal Consistency)

วิธีการ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha)

เกณฑ์การประเมิน:

  • α ≥ 0.9 = ดีเยี่ยม
  • α ≥ 0.8 = ดี
  • α ≥ 0.7 = พอใช้
  • α < 0.7 = ต่ำ

ผลการตรวจสอบ:

เครื่องมือ

ค่า Cronbach's Alpha

การตีความ

แบบทดสอบทักษะกระบวนการ (รวม)

α = 0.89

ดี

- ทักษะการสังเกต

α = 0.82

ดี

- ทักษะการวัด

α = 0.78

พอใช้

- ทักษะการจำแนกประเภท

α = 0.85

ดี

- ทักษะการสื่อสาร

α = 0.80

ดี

- ทักษะการทำนาย

α = 0.83

ดี

- ทักษะการลงข้อสรุป

α = 0.87

ดี

แบบประเมิน Soft Power (รวม)

α = 0.92

ดีเยี่ยม

- การสร้างแรงบันดาลใจ

α = 0.88

ดี

- การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

α = 0.85

ดี

- การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

α = 0.90

ดีเยี่ยม

- การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้

α = 0.86

ดี

แบบสังเกตพฤติกรรม

α = 0.91

ดีเยี่ยม

3.4.3 การตรวจสอบความยากและอำนาจจำแนก (Item Analysis)

ค่าความยากของข้อสอบ (Item Difficulty - p)

สูตรการคำนวณ

p = จำนวนผู้ทำถูก / จำนวนผู้ทำทั้งหมด

เกณฑ์การตีความ

  • p > 0.8 = ง่ายเกินไป
  • 0.2 ≤ p ≤ 0.8 = เหมาะสม
  • p < 0.2 = ยากเกินไป

ผลการวิเคราะห์แบบทดสอบทักษะกระบวนการ:

ทักษะ

ข้อที่

ค่าความยาก (p)

การตีความ

การสังเกต

1-5

0.45-0.78

เหมาะสม

การวัด

6-10

0.38-0.72

เหมาะสม

การจำแนกประเภท

11-15

0.32-0.65

เหมาะสม

การสื่อสาร

16-20

0.28-0.58

เหมาะสม

การทำนาย

21-25

0.25-0.55

เหมาะสม

การลงข้อสรุป

26-30

0.22-0.48

เหมาะสม

ค่าความยากเฉลี่ย = 0.51 (ระดับปานกลาง เหมาะสมกับการวิจัย)

ค่าอำนาจจำแนก (Item Discrimination - D)

วิธีการคำนวณ: ใช้วิธี Upper-Lower 27%

สูตรการคำนวณ:

D = (จำนวนกลุ่มสูงที่ทำถูก / จำนวนกลุ่มสูง) - (จำนวนกลุ่มต่ำที่ทำถูก / จำนวนกลุ่มต่ำ)

เกณฑ์การตีความ:

  • D ≥ 0.4 = ดีมาก
  • 0.3 ≤ D < 0.4 = ดี
  • 0.2 ≤ D < 0.3 = ปรับปรุงได้
  • D < 0.2 = ไม่ดี (ควรตัดออก)

ผลการวิเคราะห์:

ทักษะ

ช่วงค่าอำนาจจำแนก (D)

จำนวนข้อที่ผ่านเกณฑ์

การสังเกต

0.28-0.52

5/5 ข้อ

การวัด

0.25-0.48

5/5 ข้อ

การจำแนกประเภท

0.32-0.58

5/5 ข้อ

การสื่อสาร

0.28-0.55

5/5 ข้อ

การทำนาย

0.35-0.62

5/5 ข้อ

การลงข้อสรุป

0.42-0.68

5/5 ข้อ

ค่าอำนาจจำแนกเฉลี่ย = 0.45 (ระดับดีมาก)

3.4.4 การตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงผลเกณฑ์ (Criterion Validity)

ความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ์ (Predictive Validity)

วิธีการ: เปรียบเทียบผลคะแนนเครื่องมือกับผลการเรียน

ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนไตรภพวิทยาลำปาง จำนวน 28 คน แบ่งเป็น เพศชาย 14 คน (ร้อยละ 50.0) เพศหญิง 14 คน (ร้อยละ 50.0) อายุระหว่าง 12-13 ปี นักเรียนที่มีปัญหาการเข้าใจเนื้อหาสารเคมี จำนวน 8-9 คน (ร้อยละ 30) และนักเรียนที่มีความเข้าใจเนื้อหาสารเคมีในระดับปานกลาง จำนวน 19-20 คน (ร้อยละ 70

ผลที่เกิดจากผู้เรียน

-

การรับรองและรางวัล

-

การเผยแพร่

-

การอ้างอิง

กรุงเทพธุรกิจ. (2567, มีนาคม 6). จัดอันดับ 'Soft Power ไทย' ได้ที่ 3 อาเซียน อันดับ 40 ซอฟต์พาวเวอร์โลก ปี2024. กรุงเทพธุรกิจ ไลฟ์สไตล์. https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1116480

ทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด. (2563, มีนาคม 27). การเรียนรู้วิทยาศาสตร์: 62% เรียนรู้จากนอกห้องเรียน (Pew Research). ร่วมสร้างสรรค์แบ่งปันความรู้เพื่อสังคมแห่งการเรียนรู้ – Knowledge Sharing. https://www.thailibrary.in.th/2020/03/27/informal-science-learning/

พนธกร วรภมร และ นณริฏ พิศลยบุตร. (2565, เมษายน 19). Soft power ไทย เหตุใดจึงยังไม่เวิร์ค. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI). https://tdri.or.th/2022/04/soft-power-thai/

ปิติ ศรีแสงนาม. (2565, ธันวาคม 4). Soft Power ผ่านความร่วมมือในกิจการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม. The 101 World. https://www.the101.world/soft-power-mhesi/

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2566, ตุลาคม 11). Soft Power นโยบายหนุนพื้นที่ขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) บนฐานทุนทางวัฒนธรรม 

ลิขสิทธิ์และการอนุญาตใช้งาน

-

การต่อยอดและพัฒนา

-

การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นางสาว.วิภารัตน์ ยอดพรมมา, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=UNAYZ00000000092 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ