แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 151 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
Soft Power กับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในวิชาการงานอาชีพ: กรณีศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านจำปุย
SoftPower
ประถมศึกษา
การงานอาชีพ
ข้อมูลผู้พัฒนา
นางเตือนจิตร์ เงินเย็น
ครู
บ้านจำปุย
การงานอาชีพ
0851072008
thuenjit.ngenyen@gmail.com
บทคัดย่อ/บทสรุป

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้จัดทำขึ้นโดยมีความมุ่งหมายสำคัญในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาการงานอาชีพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านจำปุย โดยบูรณาการแนวคิด Soft Power ของครูผู้สอน เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ซึ่งนับเป็นทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ที่ผู้เรียนทุกคนควรได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ จากสภาพปัญหาพบว่านักเรียนส่วนหนึ่งขาดความมั่นใจในการคิดริเริ่ม แสดงความคิดเห็น และประยุกต์ใช้ความรู้ในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและงานอาชีพที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ครูจำเป็นต้องมีบทบาทที่มากกว่าเพียงผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่ต้องเป็นผู้นำทางอิทธิพลเชิงบวก ที่สามารถจูงใจและสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนอย่างลึกซึ้ง

การวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Action Research) ประกอบด้วย 3 รอบการสอน โดยกลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 7 คน ดำเนินการวิจัยโดยใช้แผนกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาโดยบูรณาการแนวคิด Soft Power ควบคู่กับการใช้เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ แบบสังเกตพฤติกรรม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมิน Soft Power ของครู ข้อมูลที่ได้วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ

หลักการและเหตุผล

การจัดการศึกษาในยุคปัจจุบันมีเป้าหมายที่แตกต่างจากในอดีต กล่าวคือ มิได้มุ่งเน้นเพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการ หากแต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคที่ความรู้ เทคโนโลยี และพลังสร้างสรรค์กลายเป็นทุนสำคัญของมนุษย์ การเรียนการสอนจึงจำเป็นต้องเน้นกระบวนการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะชีวิต ทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะในรายวิชาการงานอาชีพซึ่งถือเป็นวิชาที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณลักษณะเหล่านี้ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริง

Soft Power หรือ “พลังอ่อน” เป็นแนวคิดที่มีบทบาทอย่างยิ่งต่อการจัดการเรียนรู้ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในบริบทของครูผู้สอน ซึ่งเป็นผู้นำทางการเรียนรู้และเป็นผู้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม ทัศนคติ และแรงจูงใจของนักเรียน Soft Power ในมิติของครู หมายถึง ความสามารถในการโน้มน้าว สร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน โดยไม่ใช้การบังคับ แต่ใช้อำนาจทางคุณธรรม ความสัมพันธ์ และความไว้วางใจ ซึ่งจะส่งผลให้การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน แนวคิดนี้มีความสอดคล้องกับหลักการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และส่งเสริมการเรียนรู้แบบมีความหมาย

จากการสำรวจและสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านจำปุย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 พบว่า นักเรียนส่วนหนึ่งขาดแรงจูงใจในการเรียน ขาดความมั่นใจในการแสดงออกทางความคิด และไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิตจริงได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในด้านการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในยุคดิจิทัล ข้อมูลจากการประเมินผลเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า นักเรียนร้อยละ 30 มีปัญหาในด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในประเด็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างมีมารยาท เช่น การใช้สื่อออนไลน์โดยไม่ระมัดระวัง การละเมิดสิทธิผู้อื่นในสื่อสังคม และการขาดทักษะในการเลือกรับข้อมูลที่เหมาะสม ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการปลูกฝังทักษะดังกล่าวอย่างเป็นระบบ

ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเล็งเห็นความสำคัญของการนำแนวคิด Soft Power มาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาการงานอาชีพ เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน โดยครูจะทำหน้าที่เป็น “ผู้นำแห่งพลังบวก” (Positive Influencer) ที่ใช้บุคลิกภาพ คำพูด การกระทำ และกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมแรงจูงใจภายในของนักเรียน สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ปลอดภัย เป็นมิตร และเกื้อหนุนต่อการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ การใช้ Soft Power ยังช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างครูกับนักเรียน ทำให้กระบวนการเรียนรู้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

งานวิจัยในชั้นเรียนนี้จึงมุ่งเน้นการออกแบบและทดลองใช้นวัตกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่บูรณาการแนวคิด Soft Power เข้ากับการเรียนการสอนวิชาการงานอาชีพ เพื่อศึกษาผลต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน โดยใช้บริบทของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท ซึ่งมีจำนวนนักเรียนไม่มาก สามารถติดตามพฤติกรรมได้อย่างใกล้ชิด และเอื้อต่อการออกแบบการเรียนรู้แบบรายบุคคล นับเป็นแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน

วัตถุประสงค์

1. เพื่อพัฒนาและสร้างนวัตกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาการงานอาชีพ โดยบูรณาการแนวคิด Soft Power ของครูผู้สอน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านจำปุย (ผลผลิต)

2. เพื่อศึกษาผลของการใช้กิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาจาก Soft Power ของครู ที่มีต่อระดับความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านจำปุย (ผลลัพธ์)

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับ Soft Power

 

2.1 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ Soft Power

2.1.1 ประวัติและพัฒนาการของแนวคิด Soft Power

2.1.2 องค์ประกอบสำคัญของ Soft Power

2.1.3 ความสัมพันธ์ระหว่าง Soft Power กับ Hard Power และ Smart Power

2.1.4 บริบทการใช้ Soft Power ในวงการศึกษา

2.1.5 ความท้าทายและข้อวิพากษ์ต่อแนวคิด Soft Power

 

2.1.1 ประวัติและพัฒนาการของแนวคิด Soft Power

1. การกำเนิดแนวคิด Soft Power

แนวคิด “Soft Power” ปรากฏครั้งแรกโดย Joseph S. Nye Jr. ในปี 1990 จากหนังสือ Bound to Lead โดย Nye ได้เสนอว่าอำนาจไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับการใช้กำลังหรือเศรษฐกิจเท่านั้น แต่สามารถเกิดจาก “แรงดึงดูด” หรือภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ หรือในบริบทของการศึกษา คือ บุคลากรที่สร้างแรงบันดาลใจและเชื่อถือได้

2. พัฒนาการทางวิชาการและแนวคิดเพิ่มเติม

Nye ต่อยอดแนวคิดในหนังสือ Soft Power: The Means to Success in World Politics (2004) โดยเน้นว่าการบริหารผสมระหว่าง Hard Power และ Soft Power ที่เรียกว่า “Smart Power” จะมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้เขาได้พัฒนาแนวคิดเพิ่มเติมใน The Future of Power (2011) เพื่อรวมถึงบทบาทของเทคโนโลยีและไซเบอร์พาวเวอร์

3. การแพร่กระจายทางวิชาการและนโยบายสาธารณะ

แนวคิด Soft Power ได้รับความสนใจทั้งในวงการนโยบายและการศึกษา หลายประเทศนำไปปรับใช้ เช่น จีนที่เริ่มส่งเสริมผ่านโครงการทางวัฒนธรรม และสหรัฐอเมริกาที่กลับมาใส่ใจการใช้ Soft Power หลังสงครามอิรัก

4. งานวิจัยเชิงระบบเกี่ยวกับ Soft Power ทางการศึกษา

งานวิจัยเชิงระบบล่าสุดพบว่า “การศึกษาระดับอุดมศึกษา” ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้าง Soft Power ของประเทศ เช่น ในสหรัฐฯ จีน และฝรั่งเศส โดยเน้นในด้านการแลกเปลี่ยนนักศึกษา การส่งเสริมภาษา งานวิจัยเหล่านี้สรุปว่าการศึกษาเป็นทรัพยากรหลักทาง Soft Power

5. การถกเถียงและการวิพากษ์แนวคิด Soft Power

ถึงแม้ Soft Power จะเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยม แต่นักวิชาการบางกลุ่มตั้งข้อสังเกตว่า Soft Power อาจถูกใช้เพื่อแทรกแซงทางวัฒนธรรมหรือสร้างอิทธิพลทางอ้อม และควรพิจารณาความชัดเจนของพลังแบบ “นุ่ม” และบทบาทของสังคมพลเรือนในการสร้างความน่าเชื่อถือ

2.1.2 องค์ประกอบสำคัญของ Soft Power

1. แนวคิด Soft Power ตามที่ Joseph S. Nye Jr. ได้เสนอไว้นั้น ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ประการ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างอิทธิพลทางบวกโดยไม่ใช้อำนาจบังคับ ได้แก่:

          - ค่านิยม (Values)

ค่านิยมหลักของสังคม เช่น ความเสมอภาค เสรีภาพ ความยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เป็นสิ่งที่สร้างแรงดึงดูดต่อผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อสังคมหรือบุคคลนั้นแสดงออกอย่างสม่ำเสมอและจริงใจ

- วัฒนธรรม (Culture)

2. วัฒนธรรมในที่นี้หมายรวมถึงพฤติกรรม การแต่งกาย ภาษา ดนตรี อาหาร ตลอดจนวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ วัฒนธรรมที่สามารถเชื่อมโยงหรือสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นได้ ย่อมส่งผลต่อการยอมรับใน Soft Power

3.นโยบายและแนวปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรม (Policies and Legitimate Practices)

นโยบายที่มีความชอบธรรม โปร่งใส และมีความเป็นธรรม โดยเฉพาะการดำเนินการที่สอดคล้องกับคุณค่าที่ประกาศไว้ จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ และกระตุ้นการยอมรับอย่างสมัครใจ

          4. ในบริบทการศึกษา ครูผู้สอนที่แสดงออกถึงค่านิยมทางบวก ใช้วิธีสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ และยึดหลักการสอนที่เป็นธรรม ย่อมเป็นแบบอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจแก่นักเรียนได้อย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นการแสดงออกของ Soft Power โดยตรง

 

2.1.3 ความสัมพันธ์ระหว่าง Soft Power กับ Hard Power และ Smart Power

แนวคิดเรื่องพลังอำนาจ (Power) ในบริบทของรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์แบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่:

1. Hard Power คือ พลังอำนาจที่เกิดจากการใช้กำลังหรือการบีบบังคับ เช่น การใช้กฎหมาย การลงโทษ การควบคุมงบประมาณ หรืออำนาจทางการทหาร ในบริบทการศึกษาอาจแสดงออกในรูปแบบของการลงโทษ การใช้อำนาจคำสั่ง หรือการควบคุมทางระเบียบวินัย

2. Soft Power คือ พลังอำนาจที่เกิดจากแรงดึงดูด การชักชวน การสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านความน่าเชื่อถือ ความสัมพันธ์อันดี และการยอมรับโดยสมัครใจ ไม่ใช่จากการบังคับ

3. Smart Power คือ การผสมผสานระหว่าง Hard Power และ Soft Power อย่างสมดุลและเหมาะสม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การใช้ระเบียบควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจจากภายใน

4. ในบริบทของครูผู้สอน หากครูสามารถใช้ความรัก ความเข้าใจ และการเป็นแบบอย่างที่ดีในการจูงใจนักเรียน ควบคู่กับการจัดระบบวินัยอย่างเหมาะสม ย่อมสะท้อนการใช้ “Smart Power” ซึ่งถือเป็นทักษะสำคัญของครูในศตวรรษที่ 21

 

 

 

2.1.4 บริบทการใช้ Soft Power ในวงการศึกษา

ในวงการศึกษา Soft Power มีบทบาทสำคัญในหลายมิติ เช่น:

1. การสื่อสารในห้องเรียน ครูที่สามารถสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ มีอารมณ์ขัน รับฟัง และให้เกียรตินักเรียน จะสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและเกื้อหนุน

2. การจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม  การส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการตั้งคำถาม แสดงความคิดเห็น และเลือกแนวทางการเรียนรู้ด้วยตนเอง ถือเป็นการถ่ายทอดอำนาจผ่าน Soft Power

3. การเป็นแบบอย่างที่ดี ครูที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบ ความเคารพ ความอ่อนน้อม และจริยธรรม จะได้รับความเคารพโดยสมัครใจจากนักเรียน ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Soft Power ที่ทรงพลังที่สุด

          4. การบริหารจัดการสถานศึกษา ผู้บริหารที่ใช้ Soft Power ในการนำองค์กร เช่น การสร้างแรงบันดาลใจแก่ครู บุคลากร และผู้ปกครอง จะช่วยขับเคลื่อนระบบการศึกษาสู่เป้าหมายได้อย่างมีพลัง

 

2.1.5 ความท้าทายและข้อวิพากษ์ต่อแนวคิด Soft Power

แม้ Soft Power จะเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย แต่ก็มีข้อจำกัดและข้อวิพากษ์หลายประการ ได้แก่:

1. การวัดผลที่เป็นนามธรรม Soft Power มักแสดงออกในรูปแบบของความรู้สึก ความสัมพันธ์ และภาพลักษณ์ จึงยากต่อการวัดผลอย่างเป็นรูปธรรม หรือการประเมินที่เป็นระบบ

          2. อิทธิพลแฝงและความไม่โปร่งใส การใช้ Soft Power ในบางกรณีอาจถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็น “การจูงใจเชิงอำนาจแฝง” เช่น การโน้มน้าวด้วยภาพลักษณ์ที่บิดเบือน หรือการส่งเสริมค่านิยมเพียงบางด้านโดยละเลยบริบท

          3. ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึง Soft Power บุคคลหรือองค์กรที่มีทุนทางวัฒนธรรมสูงกว่า เช่น ทักษะการพูด บุคลิกภาพ หรือความสามารถทางสื่อ อาจมีโอกาสใช้ Soft Power ได้มากกว่าผู้อื่น ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางอำนาจแบบใหม่

          4. ความเข้าใจผิดระหว่าง Soft Power กับความอ่อนแอ บางครั้ง Soft Power ถูกมองว่าเป็นพลังที่ไม่เข้มแข็ง หรือขาดความเด็ดขาด ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ใช้อำนาจละเลยการใช้พลังอ่อนในการบริหารจัดการ

 

คำสำคัญ (Keywords)
Soft Power, ความคิดสร้างสรรค์, การงานอาชีพ, การวิจัยในชั้นเรียน, นักเรียนระดับประถมศึกษา, โรงเรียนขนาดเล็ก
วิธีการพัฒนา

เครื่องมือวิจัยทั้งหมดได้รับการสร้างขึ้นโดยอิงจากกรอบแนวคิดของ Torrance (1974) ด้านความคิดสร้างสรรค์ และแนวคิด Soft Power ของ Nye (2004) โดยดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

- ศึกษาแนวคิดและเอกสารที่เกี่ยวข้อง

- สร้างเครื่องมือเบื้องต้น

- นำเสนอผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน เพื่อประเมินความตรงเชิงเนื้อหา (IOC)

- ปรับปรุงเครื่องมือก่อนนำไปใช้จริง

- ตรวจสอบความเที่ยงโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (เฉพาะเครื่องมือแบบประเมิน)

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

การวิเคราะห์ข้อมูล

- ข้อมูลเชิงปริมาณ (จากแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ และแบบประเมิน Soft Power ของครู)

- วิเคราะห์ด้วยค่าทางสถิติ เช่น ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)

- เปรียบเทียบผลก่อนและหลังจัดกิจกรรม

- ข้อมูลเชิงคุณภาพ (จากการสังเกตและสัมภาษณ์)

- วิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)

- สังเคราะห์ผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียนจากกิจกรรมที่จัดขึ้น

วิธีการใช้งาน

การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ตามวงจรการวิจัยในชั้นเรียน ดังนี้

1) ขั้นวางแผน (Plan)

- วิเคราะห์หลักสูตรและพฤติกรรมนักเรียน

- ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการแนวคิด Soft Power

- เตรียมแผนการจัดการเรียนรู้และเครื่องมือวัดผล

          2) ขั้นดำเนินการ (Act)

- จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนที่ออกแบบ

- เน้นการใช้ Soft Power ของครู เช่น การให้แรงเสริมเชิงบวก การสร้างแรงบันดาลใจ การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์

3) ขั้นสังเกต (Observe)

- ใช้แบบสังเกตพฤติกรรม และบันทึกข้อมูลระหว่างจัดกิจกรรม

- บันทึกผลการใช้ Soft Power ของครูในบริบทต่าง ๆ

4) ขั้นสะท้อนผล (Reflect)

- วิเคราะห์ผลการจัดกิจกรรมจากแบบประเมิน

- สัมภาษณ์นักเรียนเกี่ยวกับความรู้สึกต่อกิจกรรม

- สรุปและปรับปรุงกิจกรรมในรอบถัดไป

3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล

- ข้อมูลเชิงปริมาณ (จากแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ และแบบประเมิน Soft Power ของครู)

- วิเคราะห์ด้วยค่าทางสถิติ เช่น ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)

- เปรียบเทียบผลก่อนและหลังจัดกิจกรรม

- ข้อมูลเชิงคุณภาพ (จากการสังเกตและสัมภาษณ์)

- วิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)

- สังเคราะห์ผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียนจากกิจกรรมที่จัดขึ้น

ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านจำปุย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 7 คน ซึ่งเป็นนักเรียนทั้งหมดในชั้นเรียน และเป็นการวิจัยแบบกลุ่มตัวอย่างจำกัด (Population Study)

ผลที่เกิดจากผู้เรียน

ผลการวิจัยพบว่า

1. แผนกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้ Soft Power ของครูสามารถส่งผลให้บรรยากาศการเรียนรู้มีความเป็นกันเอง นักเรียนเปิดใจ และกล้าคิดกล้าแสดงออก

2. ระดับความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนเพิ่มขึ้นในด้านความคิดริเริ่ม ความยืดหยุ่น ความคล่องแคล่วทางความคิด และความละเอียดลออ

3. นักเรียนแสดงพฤติกรรมที่สะท้อนถึงการเรียนรู้เชิงบวก เช่น การทำงานร่วมกับผู้อื่น การแก้ปัญหา และการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า Soft Power ของครูไม่เพียงส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดี และพัฒนาศักยภาพผู้เรียนในเชิงคุณลักษณะอย่างลึกซึ้ง งานวิจัยนี้จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการยกระดับการจัดการเรียนรู้ โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กที่ครูสามารถเข้าถึงและเข้าใจผู้เรียนอย่างใกล้ชิด ทั้งยังสามารถปรับใช้ได้จริงในบริบทของการศึกษาไทยอย่างมีความหมายและยั่งยืน

คำสำคัญ: Soft Power, ความคิดสร้างสรรค์, การงานอาชีพ, การวิจัยในชั้นเรียน, นักเรียนระดับประถมศึกษา, โรงเรียนขนาดเล็ก

การอ้างอิง

บรรณานุกรม (Reference)

 

1. Nye, J. S. (1990). Bound to Lead: The Changing Nature of American Power. หนังสือที่เสนอแนวคิด Soft Power ครั้งแรก

2. Nye, J. S. (2004). Soft Power: The Means to Success in World Politics. พัฒนาแนวคิด Soft Power และนำเสนอแนวคิด Smart Power

3. Nye, J. S. (2011). The Future of Power. ขยายมิติเน้นไซเบอร์และเทคโนโลยี

4. Gauttam, P., Singh, B., et al. (2024). Education as a soft power resource: A systematic review. วิเคราะห์การใช้การศึกษาเป็น Soft Power

5. “The Role of International Students in French Soft Power” (2024). Le Monde – ฝรั่งเศสใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือ Soft Power

lemonde.fr

          6. Wikipedia. (2025). “Soft Power” – สรุปแนวคิดแนวประวัติและการถกเถียงต่าง ๆ

7. Wikipedia. (2025). “Smart Power” – แนวคิดการรวม Hard และ Soft Power

8. ความคิดเห็นทางวิชาการเกี่ยวกับข้อจำกัด Soft Power เช่น Mattern และชื่ออื่น ๆ

softpowerclub.org

การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาง.เตือนจิตร์ เงินเย็น, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=W5BGE00000000125 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ