แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 151 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมระบบแจ้งเตือนภัยเชิงบวกด้วยพลัง Soft Power เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านปงสนุก อำเภอเมืองลำปาง
SoftPower
ประถมศึกษา
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
ข้อมูลผู้พัฒนา
นางสาวชลันดา นิลสนธิ
รองผู้อำนวยการ
บ้านปงสนุก
0844811058
chalunda22@gmail.com
หลักการและเหตุผล

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

 

สถานศึกษาเป็นพื้นที่สำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพครบทุกมิติ ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา และสังคมอารมณ์ การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้จึงต้องมีความปลอดภัยเป็นพื้นฐานสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสถานศึกษาปลอดภัยของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้นการคุ้มครองนักเรียนทั้งจากภัยคุกคามทางกายภาพและภัยคุกคามทางจิตใจ (กนกวรรณ วิลาวัลย์, 2564) อย่างไรก็ตาม การสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาที่ผ่านมามักเน้นการใช้มาตรการเชิงบังคับ เช่น กฎระเบียบ การลงโทษ หรือการเฝ้าระวัง ซึ่งอาจสร้างบรรยากาศของความหวาดระแวงและไม่ได้ส่งเสริมให้เกิด "วัฒนธรรมความปลอดภัย" (Safety Culture) ที่เกิดจากความตระหนักรู้และความร่วมมือของสมาชิกในโรงเรียนอย่างแท้จริง การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยจำเป็นต้องอาศัยการปลูกฝังค่านิยมและทัศนคติเชิงบวกให้เกิดขึ้นภายในองค์กร ซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรมที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน (สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2563)

เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของแนวทางเดิม การประยุกต์ใช้แนวคิด "Soft Power" หรือพลังสร้างสรรค์จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดย Soft Power คือความสามารถในการชักจูงหรือสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นคล้อยตามด้วยความเต็มใจ ผ่านการใช้สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น วัฒนธรรม ค่านิยม หรือนโยบายที่น่าดึงดูดใจ (ปธาน สุวรรณมงคล, 2565) ในบริบทของสถานศึกษา การใช้ Soft Power หมายถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ การสื่อสารเชิงบวก และการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี เพื่อหลอมรวมให้นักเรียนและบุคลากรรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและพร้อมที่จะดูแลรักษากันและกัน

ในยุคดิจิทัล การพัฒนานวัตกรรมที่สามารถเป็นเครื่องมือสนับสนุนการใช้ Soft Power จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การมี "ระบบแจ้งเตือนภัยเชิงบวก" ที่ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางสำหรับรายงานเหตุร้าย แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับการสื่อสารความห่วงใย การชื่นชมพฤติกรรมที่ดี หรือการขอความช่วยเหลืออย่างสร้างสรรค์ ถือเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์และวัฒนธรรมองค์กรในรูปแบบใหม่ (จินตวีร์ คล้ายสังข์, 2566) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังขาดแคลนงานวิจัยที่มุ่งพัฒนานวัตกรรมในลักษณะดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการออกแบบที่คำนึงถึงบริบททางวัฒนธรรมของท้องถิ่น

ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาและพัฒนานวัตกรรมระบบแจ้งเตือนภัยเชิงบวกด้วยพลัง Soft Power สำหรับโรงเรียนบ้านปงสนุก อำเภอเมืองลำปาง เพื่อสร้างเครื่องมือที่สามารถเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เกิดขึ้นจริง ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นแนวทางสำหรับสถานศึกษาอื่นในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและพลังสร้างสรรค์เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและเปี่ยมสุขอย่างยั่งยืนต่อไป

วัตถุประสงค์

 

1. เพื่อศึกษาองค์ประกอบและแนวทางการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยเชิงบวกด้วยพลัง Soft Power ที่สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน

2. เพื่อสร้างและพัฒนานวัตกรรม "ระบบแจ้งเตือนภัยเชิงบวกด้วยพลัง Soft Power" ให้มีประสิทธิภาพตามแนวทางที่ศึกษา

3. เพื่อประเมินผลการใช้งานนวัตกรรมและศึกษาผลกระทบที่มีต่อการเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในโรงเรียน

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

2.1 แนวคิดเกี่ยวกับสถานศึกษาปลอดภัย

2.1.1 ความหมายและความสำคัญของสถานศึกษาปลอดภัย

2.1.2 นโยบายและแนวทางการดำเนินงานสถานศึกษาปลอดภัย

2.1.3 องค์ประกอบของสถานศึกษาปลอดภัย

2.2 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ Soft Power

2.2.1 ความหมายและหลักการของ Soft Power

2.2.2 การประยุกต์ใช้ Soft Power ในบริบทการศึกษา

2.2.3 ทุนทางวัฒนธรรมกับการสร้าง Soft Power

2.3 แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมความปลอดภัย

2.3.1 ความหมายและความสำคัญของวัฒนธรรมความปลอดภัย

2.3.2 ปัจจัยที่ส่งเสริมการเกิดวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กร

2.3.3 แนวทางการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในสถานศึกษา

2.4 นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการสื่อสาร

2.4.1 แนวคิดการวิจัยและพัฒนา (R&D) ทางการศึกษา

2.4.2 ระบบแจ้งเตือนและการสื่อสารในยุคดิจิทัล

2.4.3 หลักการออกแบบและพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา

2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

2.5.1 งานวิจัยด้านสถานศึกษาปลอดภัย

2.5.2 งานวิจัยด้านการใช้ Soft Power

2.5.3 งานวิจัยด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย

2.6 กรอบแนวคิดในการวิจัย

วิธีการพัฒนา

วิธีดำเนินการวิจัย

 

การวิจัยเรื่อง "การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมระบบแจ้งเตือนภัยเชิงบวกด้วยพลัง Soft Power เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านปงสนุก อำเภอเมืองลำปาง" ผู้วิจัยได้กำหนดวิธีดำเนินการวิจัยไว้เป็นลำดับดังนี้

 

3.1 รูปแบบการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ซึ่งเป็นกระบวนการศึกษาอย่างเป็นระบบเพื่อแสวงหาข้อมูลสำหรับนำมาสร้างและพัฒนานวัตกรรมใหม่ จากนั้นจึงนำนวัตกรรมไปทดลองใช้และประเมินผลเพื่อนำไปสู่การได้นวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามวัตถุประสงค์ โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน 3 ขั้นตอนหลัก

 

3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

3.2.1 ประชากร

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และนักเรียนโรงเรียนบ้านปงสนุก อำเภอเมืองลำปาง ในปีการศึกษา 2568

3.2.2 กลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ประกอบด้วย

  1. กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการออกแบบนวัตกรรม จำนวน 15 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน 1 คน รองผู้อำนวยการ 2 คน หัวหน้าสายชั้น 2 คน ครูผู้มีประสบการณ์ 5 คน และตัวแทนสภานักเรียน 5 คน
  2. กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการประเมินคุณภาพและความเหมาะสมของนวัตกรรม จำนวน 5 ท่าน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการศึกษา 1 ท่าน ด้านการบริหารสถานศึกษา 1 ท่าน ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา 1 ท่าน ด้านหลักสูตรและการสอน 1 ท่าน และด้านวัฒนธรรมล้านนาศึกษา 1 ท่าน
  3. กลุ่มทดลองใช้นวัตกรรม ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนบ้านปงสนุก จำนวน 3 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 90 คน และครูประจำชั้น/ครูผู้สอน จำนวน 5 คน

 

 

 

 

 

3.3 ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย

ผู้วิจัยได้แบ่งขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานและวิเคราะห์ความต้องการเพื่อการออกแบบนวัตกรรม

  1. ศึกษาเอกสาร ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษาปลอดภัย, Soft Power, วัฒนธรรมความปลอดภัย และการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล
  2. สัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กลุ่มผู้ให้ข้อมูล เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหา ความต้องการ และแนวทางในการสร้างความปลอดภัยในบริบทของโรงเรียน
  3. นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และสังเคราะห์ เพื่อกำหนดกรอบแนวคิดและร่างองค์ประกอบของ "ระบบแจ้งเตือนภัยเชิงบวกด้วยพลัง Soft Power"

 

ขั้นตอนที่ 2 การสร้างและตรวจสอบคุณภาพนวัตกรรม

  1. นำองค์ประกอบที่ได้จากขั้นตอนที่ 1 มาออกแบบและสร้างนวัตกรรมต้นแบบ "ระบบแจ้งเตือนภัยเชิงบวกด้วยพลัง Soft Power" ในรูปแบบแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน
  2. สร้างเครื่องมือประเมินคุณภาพนวัตกรรม และนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ตรวจสอบความเหมาะสมและความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity)
  3. นำนวัตกรรมต้นแบบที่สร้างขึ้นพร้อมแบบประเมิน ให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพ
  4. นำผลการประเมินและข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขนวัตกรรมให้มีความสมบูรณ์และพร้อมใช้งาน

 

ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้และประเมินผลนวัตกรรม

  1. นำนวัตกรรมที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ (Implement) กับกลุ่มทดลอง เป็นระยะเวลา 1 ภาคเรียน (ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568)
  2. ก่อนการทดลอง ผู้วิจัยดำเนินการทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) โดยใช้แบบสอบถามวัดวัฒนธรรมความปลอดภัย
  3. หลังสิ้นสุดการทดลอง ผู้วิจัยดำเนินการทดสอบหลังเรียน (Post-test) ด้วยแบบสอบถามชุดเดิม และใช้แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้งาน
  4. รวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาวิเคราะห์ผลตามหลักสถิติ

 

3.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

  1. แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สำหรับสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูล
  2. นวัตกรรมระบบแจ้งเตือนภัยเชิงบวกด้วยพลัง Soft Power
  3. แบบประเมินคุณภาพนวัตกรรมโดยผู้เชี่ยวชาญ ลักษณะเป็นมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale)

 

  1. แบบสอบถามวัดวัฒนธรรมความปลอดภัย ลักษณะเป็นมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ
  2. แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้งานนวัตกรรม ลักษณะเป็นมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ

 

3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล

  1. ผู้วิจัยทำหนังสือขอความอนุเคราะห์ถึงผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปงสนุก เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์และขอความร่วมมือในการเก็บข้อมูล
  2. ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามขั้นตอนการวิจัยทั้ง 3 ขั้นตอน โดยผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการด้วยตนเอง
  3. ตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูลที่ได้รับ และนำไปวิเคราะห์ต่อไป

 

3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล

  1. ข้อมูลเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์และข้อเสนอแนะปลายเปิด ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
  2. ข้อมูลเชิงปริมาณ จากแบบประเมินและแบบสอบถาม ใช้สถิติในการวิเคราะห์ ดังนี้
  3. สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (xˉ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
  4. สถิติที่ใช้ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ได้แก่ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (α-coefficient)
  5. สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนวัฒนธรรมความปลอดภัยก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม ใช้สถิติทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Samples t-test)

 

 

 

 

ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

ขอบเขตด้านประชากร: ผู้บริหาร ครู และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนบ้านปงสนุก

การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นางสาว.ชลันดา นิลสนธิ, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=WSN5200000000114 ค้นเมื่อ 28 กรกฏาคม, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ