ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
สถานศึกษาเป็นพื้นที่สำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพครบทุกมิติ ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา และสังคมอารมณ์ การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้จึงต้องมีความปลอดภัยเป็นพื้นฐานสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสถานศึกษาปลอดภัยของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้นการคุ้มครองนักเรียนทั้งจากภัยคุกคามทางกายภาพและภัยคุกคามทางจิตใจ (กนกวรรณ วิลาวัลย์, 2564) อย่างไรก็ตาม การสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาที่ผ่านมามักเน้นการใช้มาตรการเชิงบังคับ เช่น กฎระเบียบ การลงโทษ หรือการเฝ้าระวัง ซึ่งอาจสร้างบรรยากาศของความหวาดระแวงและไม่ได้ส่งเสริมให้เกิด "วัฒนธรรมความปลอดภัย" (Safety Culture) ที่เกิดจากความตระหนักรู้และความร่วมมือของสมาชิกในโรงเรียนอย่างแท้จริง การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยจำเป็นต้องอาศัยการปลูกฝังค่านิยมและทัศนคติเชิงบวกให้เกิดขึ้นภายในองค์กร ซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรมที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน (สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2563)
เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของแนวทางเดิม การประยุกต์ใช้แนวคิด "Soft Power" หรือพลังสร้างสรรค์จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดย Soft Power คือความสามารถในการชักจูงหรือสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นคล้อยตามด้วยความเต็มใจ ผ่านการใช้สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น วัฒนธรรม ค่านิยม หรือนโยบายที่น่าดึงดูดใจ (ปธาน สุวรรณมงคล, 2565) ในบริบทของสถานศึกษา การใช้ Soft Power หมายถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ การสื่อสารเชิงบวก และการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี เพื่อหลอมรวมให้นักเรียนและบุคลากรรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและพร้อมที่จะดูแลรักษากันและกัน
ในยุคดิจิทัล การพัฒนานวัตกรรมที่สามารถเป็นเครื่องมือสนับสนุนการใช้ Soft Power จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การมี "ระบบแจ้งเตือนภัยเชิงบวก" ที่ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางสำหรับรายงานเหตุร้าย แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับการสื่อสารความห่วงใย การชื่นชมพฤติกรรมที่ดี หรือการขอความช่วยเหลืออย่างสร้างสรรค์ ถือเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์และวัฒนธรรมองค์กรในรูปแบบใหม่ (จินตวีร์ คล้ายสังข์, 2566) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังขาดแคลนงานวิจัยที่มุ่งพัฒนานวัตกรรมในลักษณะดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการออกแบบที่คำนึงถึงบริบททางวัฒนธรรมของท้องถิ่น
ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาและพัฒนานวัตกรรมระบบแจ้งเตือนภัยเชิงบวกด้วยพลัง Soft Power สำหรับโรงเรียนบ้านปงสนุก อำเภอเมืองลำปาง เพื่อสร้างเครื่องมือที่สามารถเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เกิดขึ้นจริง ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นแนวทางสำหรับสถานศึกษาอื่นในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและพลังสร้างสรรค์เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและเปี่ยมสุขอย่างยั่งยืนต่อไป
1. เพื่อศึกษาองค์ประกอบและแนวทางการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยเชิงบวกด้วยพลัง Soft Power ที่สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน
2. เพื่อสร้างและพัฒนานวัตกรรม "ระบบแจ้งเตือนภัยเชิงบวกด้วยพลัง Soft Power" ให้มีประสิทธิภาพตามแนวทางที่ศึกษา
3. เพื่อประเมินผลการใช้งานนวัตกรรมและศึกษาผลกระทบที่มีต่อการเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในโรงเรียน
2.1 แนวคิดเกี่ยวกับสถานศึกษาปลอดภัย
2.1.1 ความหมายและความสำคัญของสถานศึกษาปลอดภัย
2.1.2 นโยบายและแนวทางการดำเนินงานสถานศึกษาปลอดภัย
2.1.3 องค์ประกอบของสถานศึกษาปลอดภัย
2.2 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ Soft Power
2.2.1 ความหมายและหลักการของ Soft Power
2.2.2 การประยุกต์ใช้ Soft Power ในบริบทการศึกษา
2.2.3 ทุนทางวัฒนธรรมกับการสร้าง Soft Power
2.3 แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมความปลอดภัย
2.3.1 ความหมายและความสำคัญของวัฒนธรรมความปลอดภัย
2.3.2 ปัจจัยที่ส่งเสริมการเกิดวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กร
2.3.3 แนวทางการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในสถานศึกษา
2.4 นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการสื่อสาร
2.4.1 แนวคิดการวิจัยและพัฒนา (R&D) ทางการศึกษา
2.4.2 ระบบแจ้งเตือนและการสื่อสารในยุคดิจิทัล
2.4.3 หลักการออกแบบและพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา
2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2.5.1 งานวิจัยด้านสถานศึกษาปลอดภัย
2.5.2 งานวิจัยด้านการใช้ Soft Power
2.5.3 งานวิจัยด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย
2.6 กรอบแนวคิดในการวิจัย
วิธีดำเนินการวิจัย
การวิจัยเรื่อง "การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมระบบแจ้งเตือนภัยเชิงบวกด้วยพลัง Soft Power เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านปงสนุก อำเภอเมืองลำปาง" ผู้วิจัยได้กำหนดวิธีดำเนินการวิจัยไว้เป็นลำดับดังนี้
3.1 รูปแบบการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ซึ่งเป็นกระบวนการศึกษาอย่างเป็นระบบเพื่อแสวงหาข้อมูลสำหรับนำมาสร้างและพัฒนานวัตกรรมใหม่ จากนั้นจึงนำนวัตกรรมไปทดลองใช้และประเมินผลเพื่อนำไปสู่การได้นวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามวัตถุประสงค์ โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน 3 ขั้นตอนหลัก
3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
3.2.1 ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และนักเรียนโรงเรียนบ้านปงสนุก อำเภอเมืองลำปาง ในปีการศึกษา 2568
3.2.2 กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ประกอบด้วย
3.3 ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย
ผู้วิจัยได้แบ่งขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานและวิเคราะห์ความต้องการเพื่อการออกแบบนวัตกรรม
ขั้นตอนที่ 2 การสร้างและตรวจสอบคุณภาพนวัตกรรม
ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้และประเมินผลนวัตกรรม
3.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล
3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล
ขอบเขตด้านประชากร: ผู้บริหาร ครู และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนบ้านปงสนุก