การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนห้วยแก้ววิทยา ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนห้วยแก้ววิทยา ก่อนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education 3) เพื่อเปรียบเทียบเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนห้วยแก้ววิทยา ก่อนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education
ผลการศึกษาการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนห้วยแก้ววิทยา แสดงให้เห็นว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คิดเป็นร้อยละ 80.95 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ระดับมาก
ปัจจุบันโลกได้เข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (Science, Technology, Engineering and Mathematics: STEM) ซึ่งเป็นศาสตร์พื้นฐานที่นำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมและการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ดังที่ นโยบายและแผนการพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการและรองรับการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะด้าน STEM Education เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียนในการเข้าสู่ตลาดแรงงานและการแข่งขันในระดับสากล (กระทรวงศึกษาธิการ, 2565)
สำหรับโรงเรียนห้วยแก้ววิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 2 จากการวิเคราะห์ผลการเรียนรู้และการสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า นักเรียนยังขาดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะทักษะการสังเกต การตั้งสมมติฐาน การทดลอง และการลงข้อสรุป นอกจากนี้ นักเรียนส่วนใหญ่ยังมีเจตคติที่ไม่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ มองว่าเป็นวิชาที่ยาก ไม่น่าสนใจ และไม่เห็นความสำคัญในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งส่งผลต่อแรงจูงใจและความกระตือรือร้นในการเรียนรู้
1. เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนห้วยแก้ววิทยา ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนห้วยแก้ววิทยา ก่อนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education
3. เพื่อเปรียบเทียบเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนห้วยแก้ววิทยา ก่อนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education
ขั้นตอนการสร้างและพัฒนา
1. แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
3. แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
4. แบบวัดเจตคติต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้รายงานได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยใช้วิธีการและสถิติดังนี้
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ
1. วิเคราะห์ความสอดคล้อง (IOC) ของชุดกิจกรรม STEM Education โดยผู้เชี่ยวชาญ
2. วิเคราะห์เนื้อหาจากการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้และการทำงานกลุ่มของนักเรียน
3. วิเคราะห์ผลงานและชิ้นงานของนักเรียนตามเกณฑ์การประเมิน (Rubric Score)
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ
1. หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมตามเกณฑ์ E1/E2 (80/80)
2. วิเคราะห์ผลการทดสอบทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ย (x̄) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ การทดสอบค่าที (t-test dependent)
3. วิเคราะห์ความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์โดยใช้ค่าเฉลี่ย (x̄) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test dependent)
4. วิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมโดยใช้ค่าเฉลี่ย (x̄) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์จะนำมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด และนำเสนอในรูปแบบตารางประกอบคำบรรยาย เพื่อสรุปผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนห้วยแก้ววิทยา
วิธีดำเนินการเก็บข้อมูล
1. ระยะก่อนการทดลอง
2. ระยะดำเนินการทดลอง
3. ระยะหลังการทดลอง
การควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน
4. การควบคุมด้านผู้สอน
ออกแบบกิจกรรม STEM ที่เน้นเนื้อหาที่นักเรียนยังไม่เข้าใจ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนห้วยแก้ววิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 จำนวน 19 คน
ผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนห้วยแก้ววิทยา ปรากฏผลดังนี้
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คิดเป็นร้อยละ 80.95 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education ระดับมาก