แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 209 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
การพัฒนาทักษะการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ผ่านโครงงานนวัตกรรมเพื่อชุมชนท้องถิ่นอำเภอลี้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนแม่ตืนวิทยา
STEM Education
มัธยมศึกษา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ข้อมูลผู้พัฒนา
นางอัมพร วรรณแก้ว
โรงเรียนแม่ตืนวิทยา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี / วิทยาการคำนวณ , การออกแบบและเทคโนโลยี
0895573331
amporn@mtw.ac.th
บทคัดย่อ/บทสรุป

-

หลักการและเหตุผล

การศึกษาในศตวรรษที่ 21 มุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และมีทักษะชีวิตที่สอดคล้องกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แนวคิดการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เป็นกระบวนการที่เน้นการเข้าใจปัญหาจากบริบทจริงของผู้ใช้หรือชุมชน การสร้างสรรค์แนวทางแก้ปัญหาอย่างมีระบบ และการพัฒนาแนวคิดไปสู่การลงมือปฏิบัติ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ และจิตสำนึกต่อสังคมในผู้เรียน

โรงเรียนแม่ตืนวิทยา ตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทของอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ซึ่งมีบริบทชุมชนเฉพาะตัว ทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และปัญหาชุมชนที่หลากหลาย เช่น การจัดการขยะ การแปรรูปผลผลิต การอนุรักษ์ทรัพยากร หรือการส่งเสริมอาชีพชุมชน เป็นต้น การนำนวัตกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง และเชื่อมโยงกับปัญหาชุมชนในพื้นที่ จะช่วยให้นักเรียนได้ฝึกคิด วิเคราะห์ และออกแบบแนวทางการแก้ปัญหาโดยมีชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ (Community-based Learning) ซึ่งจะเสริมสร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าท้องถิ่นและพัฒนาความสามารถเชิงนวัตกรรมไปพร้อมกัน

ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจพัฒนาและศึกษานวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้ “กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking)” ผ่านการจัดกิจกรรมโครงงานนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของชุมชนท้องถิ่นอำเภอลี้ เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงออกแบบในผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย พร้อมทั้งส่งเสริมสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางฯ พุทธศักราช 2551 และเป้าหมายการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยมีความคาดหวังว่านวัตกรรมการจัดการเรียนรู้นี้จะเป็นต้นแบบที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้ในบริบทของโรงเรียนชนบทอื่น ๆ ที่มีข้อจำกัดคล้ายคลึงกัน

วัตถุประสงค์

เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการผ่านโครงงานนวัตกรรมเพื่อชุมชนท้องถิ่นอำเภอลี้ที่มีต่อการพัฒนาทักษะการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนแม่ตืนวิทยา ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

แนวคิดเกี่ยวกับการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking)

     1.1 ความหมายและความสำคัญของการคิดเชิงออกแบบ

     1.2 กระบวนการของการคิดเชิงออกแบบ

     1.3 องค์ประกอบของทักษะการคิดเชิงออกแบบ

     1.4 การประเมินทักษะการคิดเชิงออกแบบ

แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานนวัตกรรม

    2.1 ความหมายและความสำคัญของการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน

    2.2 กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานนวัตกรรม

    2.3 บทบาทของครูและนักเรียนในการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานนวัตกรรม

    2.4 การประเมินผลการเรียนรู้แบบโครงงานนวัตกรรม

แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ

    3.1 ความหมายและความสำคัญของการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ

    3.2 รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ

    3.3 การบูรณาการ STEM Education ในการจัดการเรียนการสอน

    3.4 การบูรณาการการเรียนรู้กับบริบทชุมชนท้องถิ่น

หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้รายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี

    4.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    4.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้รายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี

    4.3 แนวทางการจัดการเรียนรู้รายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยีระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

    4.4 การวัดและประเมินผลรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี

บริบทและสภาพปัญหาของชุมชนอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

    5.1 ข้อมูลทั่วไปของอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

    5.2 สภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นอำเภอลี้

    5.3 ปัญหาและความต้องการของชุมชนท้องถิ่นอำเภอลี้

    5.4 ความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและชุมชนในการพัฒนาท้องถิ่น

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

    6.1 งานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการคิดเชิงออกแบบ

    6.2 งานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานนวัตกรรม

    6.3 งานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ

    6.4 งานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนการสอนรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี

    6.5 งานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นผ่านกระบวนการทางการศึกษา

คำสำคัญ (Keywords)
1. การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) หมายถึง กระบวนการคิดอย่างเป็นระบบเพื่อค้นหาและแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การเข้าใจปัญหา (Empathize) (2) การระบุปัญหา (Define) (3) การคิดค้นแนวทางแก้ปัญหา (Ideate) (4) การสร้างต้นแบบ (Prototype) และ (5) การทดสอบ (Test) 2. โครงงานนวัตกรรมเพื่อชุมชนท้องถิ่น หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่ให้นักเรียนดำเนินการศึกษาสภาพปัญหาในชุมชนอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และนำมาคิดค้นพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาหรือตอบสนองความต้องการของชุมชน โดยประยุกต์ใช้ความรู้ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี 3. การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ หมายถึง รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ผสมผสานแนวคิด STEM Education, Problem-Based Learning และ Project-Based Learning ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เชื่อมโยงกับบริบทชุมชนท้องถิ่นอำเภอลี้ 4. การพัฒนาทักษะการคิดเชิงออกแบบ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงความสามารถของนักเรียนในการใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบโดยวัดจากแบบประเมินทักษะการคิดเชิงออกแบบที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ซึ่งประกอบด้วยด้านการเข้าใจปัญหา การระบุปัญหา การคิดค้นแนวทางแก้ปัญหา การสร้างต้นแบบ และการทดสอบ
วิธีการพัฒนา

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) โดยมีรูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาผลการพัฒนาทักษะการคิดเชิงออกแบบผ่านการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานนวัตกรรมเพื่อชุมชนท้องถิ่น โดยผู้วิจัยออกแบบการวิจัยเป็น 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 การศึกษาบริบทและความต้องการ (Analysis and Needs Assessment)

  • ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาทักษะการคิดเชิงออกแบบของนักเรียน
  • วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของชุมชนท้องถิ่นอำเภอลี้ที่สามารถนำมาบูรณาการในการจัดการเรียนรู้

ระยะที่ 2 การออกแบบและพัฒนานวัตกรรม (Design and Development)

  • ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงออกแบบ
  • พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ สื่อ และเครื่องมือวัดประเมินผล
  • ตรวจสอบคุณภาพของนวัตกรรมและเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ

ระยะที่ 3 การนำไปใช้ (Implementation)

  • ดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแผนที่ออกแบบไว้
  • เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างและหลังการจัดการเรียนรู้

ระยะที่ 4 การประเมินผล (Evaluation)

  • วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
  • สรุปผลการวิจัยและจัดทำข้อเสนอแนะ

ตัวแปรที่ศึกษา

ตัวแปรต้น (Independent Variables)

  • การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการผ่านโครงงานนวัตกรรมเพื่อชุมชนท้องถิ่น

ตัวแปรตาม (Dependent Variables)

  1. ทักษะการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ประกอบด้วย
    • ทักษะการเข้าใจปัญหา (Empathize)
    • ทักษะการกำหนดปัญหา (Define)
    • ทักษะการระดมความคิด (Ideate)
    • ทักษะการสร้างต้นแบบ (Prototype)
    • ทักษะการทดสอบ (Test)
  2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี
  3. คุณภาพของนวัตกรรมที่นักเรียนพัฒนาขึ้นเพื่อชุมชนท้องถิ่น
  4. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้พัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ดังนี้

1 เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้

  1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงออกแบบผ่านโครงงานนวัตกรรมเพื่อชุมชนท้องถิ่น จำนวน 16 แผน รวม 32 ชั่วโมง
  2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้การคิดเชิงออกแบบในบริบทชุมชนท้องถิ่นอำเภอลี้
  3. คู่มือการพัฒนาโครงงานนวัตกรรมเพื่อชุมชนท้องถิ่น

2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

  1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ
  2. แบบประเมินทักษะการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) แบบรูบริค (Scoring Rubrics) 5 ระดับ ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การเข้าใจปัญหา การกำหนดปัญหา การระดมความคิด การสร้างต้นแบบ และการทดสอบ
  3. แบบประเมินคุณภาพนวัตกรรมที่นักเรียนพัฒนาขึ้น แบบรูบริค 5 ระดับ ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ความสอดคล้องกับปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นไปได้ในการใช้งานจริง และประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่น
  4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ
  5. แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) สำหรับนักเรียนและตัวแทนชุมชน
  6. แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน
  7. แบบบันทึกการสะท้อนคิดของนักเรียน (Reflection Journal)

การสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ

ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ดังนี้

1 .แผนการจัดการเรียนรู้

  1. ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2560 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนแม่ตืนวิทยา
  2. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการคิดเชิงออกแบบ การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน และการบูรณาการการเรียนรู้กับชุมชนท้องถิ่น
  3. วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง
  4. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ โดยออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ตามกระบวนการคิดเชิงออกแบบ 5 ขั้นตอน
  5. นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ความเหมาะสม และความสอดคล้อง
  6. วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) และปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ
  7. นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมด้านเวลา กิจกรรม และสื่อการเรียนรู้
  8. ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ให้สมบูรณ์ก่อนนำไปใช้จริง

2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

  1. วิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาสาระในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี
  2. สร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบ (Test Blueprint) โดยกำหนดพฤติกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดของบลูม (Bloom's Taxonomy) ฉบับปรับปรุง
  3. สร้างแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 45 ข้อ
  4. นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา และวิเคราะห์ค่า IOC
  5. คัดเลือกข้อสอบที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป และปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ
  6. นำแบบทดสอบไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน
  7. วิเคราะห์ค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบโดยใช้สูตร KR-20 ของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน
  8. คัดเลือกข้อสอบที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ จำนวน 30 ข้อ เพื่อนำไปใช้จริง

3. แบบประเมินทักษะการคิดเชิงออกแบบ

  1. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประเมินทักษะการคิดเชิงออกแบบ
  2. กำหนดองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ของทักษะการคิดเชิงออกแบบแต่ละด้าน
  3. สร้างแบบประเมินทักษะการคิดเชิงออกแบบแบบรูบริค 5 ระดับ ครอบคลุม 5 ด้าน
  4. นำแบบประเมินที่สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา
  5. วิเคราะห์ค่า IOC และปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ
  6. นำแบบประเมินไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง
  7. วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นระหว่างผู้ประเมิน (Inter-rater Reliability) โดยใช้สถิติ Cohen's Kappa
  8. ปรับปรุงแบบประเมินให้สมบูรณ์ก่อนนำไปใช้จริง

6. การเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามขั้นตอน ดังนี้

   6.1 ขั้นเตรียมการ

     1.ขออนุญาตผู้อำนวยการโรงเรียนแม่ตืนวิทยาเพื่อดำเนินการวิจัย

     2. ประสานกับชุมชนท้องถิ่นในอำเภอลี้เพื่อรวบรวมข้อมูลปัญหาและความต้องการ

     3.  ชี้แจงวัตถุประสงค์และขั้นตอนการวิจัยให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทราบ

6.2 ขั้นดำเนินการ

     1. ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและประเมินทักษะการคิดเชิงออกแบบเบื้องต้น

     2. ดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้

          ระยะที่ 1: กิจกรรมเรียนรู้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (6 ชั่วโมง)

          ระยะที่ 2: กิจกรรมสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาในชุมชนท้องถิ่น (10 ชั่วโมง)

          ระยะที่ 3: กิจกรรมพัฒนาโครงงานนวัตกรรมเพื่อชุมชนท้องถิ่น (16 ชั่วโมง)

   3. เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรม แบบบันทึกการสะท้อนคิด และการสัมภาษณ์

   4. ทดสอบหลังเรียน (Post-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและประเมินทักษะการคิดเชิงออกแบบ

   5. ประเมินคุณภาพนวัตกรรมที่นักเรียนพัฒนาขึ้น

   6. สอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้

   7.  สัมภาษณ์ตัวแทนชุมชนเกี่ยวกับนวัตกรรมที่นักเรียนพัฒนาขึ้น

 

 

 

 

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้

1. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ

  1. วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test for Dependent Samples)
  2. วิเคราะห์ทักษะการคิดเชิงออกแบบของนักเรียนโดยเปรียบเทียบก่อนและหลังเรียน และวิเคราะห์พัฒนาการโดยใช้ค่าร้อยละความก้าวหน้า (Percentage of Progress)
  3. วิเคราะห์คุณภาพนวัตกรรมที่นักเรียนพัฒนาขึ้นโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแปลความหมายตามเกณฑ์ที่กำหนด
  4. วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแปลความหมายตามเกณฑ์ ดังนี้
    • 4.51 - 5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด
    • 3.51 - 4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับมาก
    • 2.51 - 3.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับปานกลาง
    • 1.51 - 2.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับน้อย
    • 1.00 - 1.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับน้อยที่สุด

2. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ

  1. วิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ บันทึกการสะท้อนคิด และการสัมภาษณ์ โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
  2. จัดหมวดหมู่ข้อมูล (Categorizing) ตามประเด็นที่กำหนดไว้
  3. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดยใช้วิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า (Triangulation) ทั้งด้านข้อมูล ด้านผู้วิจัย และด้านวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
  4. สรุปและตีความผลการวิเคราะห์ข้อมูล

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

1 สถิติพื้นฐาน

  1. ค่าร้อยละ (Percentage)
  2. ค่าเฉลี่ย (Mean)
  3. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

2 สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ

  1. ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item-Objective Congruence: IOC)
  2. ค่าความยากง่าย (Difficulty: p)
  3. ค่าอำนาจจำแนก (Discrimination: r)
  4. ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ โดยใช้สูตร KR-20 ของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน
  5. ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient)
  6. ค่าความเชื่อมั่นระหว่างผู้ประเมิน (Inter-rater Reliability) โดยใช้สถิติ Cohen's Kappa

3 สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน

  1. การทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples) สำหรับเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดเชิงออกแบบก่อนและหลังเรียน
  2. ค่าร้อยละความก้าวหน้า (Percentage of Progress) สำหรับวิเคราะห์พัฒนาการของนักเรียน โดยใช้สูตร % ความก้าวหน้า = [(คะแนนหลังเรียน - คะแนนก่อนเรียน) / (คะแนนเต็ม - คะแนนก่อนเรียน)] × 100
วิธีการใช้งาน

ขั้นเตรียมการ

  1. ขออนุญาตผู้อำนวยการโรงเรียนแม่ตืนวิทยาเพื่อดำเนินการวิจัย
  2. ประสานกับชุมชนท้องถิ่นในอำเภอลี้เพื่อรวบรวมข้อมูลปัญหาและความต้องการ
  3. ชี้แจงวัตถุประสงค์และขั้นตอนการวิจัยให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทราบ

ขั้นดำเนินการ

  1. ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและประเมินทักษะการคิดเชิงออกแบบเบื้องต้น
  2. ดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้
    • ระยะที่ 1: กิจกรรมเรียนรู้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (6 ชั่วโมง)
    • ระยะที่ 2: กิจกรรมสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาในชุมชนท้องถิ่น (10 ชั่วโมง)
    • ระยะที่ 3: กิจกรรมพัฒนาโครงงานนวัตกรรมเพื่อชุมชนท้องถิ่น (16 ชั่วโมง)
  3. เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรม แบบบันทึกการสะท้อนคิด และการสัมภาษณ์
  4. ทดสอบหลังเรียน (Post-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและประเมินทักษะการคิดเชิงออกแบบ
  5. ประเมินคุณภาพนวัตกรรมที่นักเรียนพัฒนาขึ้น
  6. สอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้
  7. สัมภาษณ์ตัวแทนชุมชนเกี่ยวกับนวัตกรรมที่นักเรียนพัฒนาขึ้น
ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนแม่ตืนวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 2 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 34 คน

กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนแม่ตืนวิทยา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 14 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม

กลุ่มผู้ให้ข้อมูล นอกจากกลุ่มตัวอย่างแล้ว ยังมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม ได้แก่

  1. ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนรู้และการคิดเชิงออกแบบ จำนวน 3 คน
  2. ครูผู้สอนในโรงเรียนแม่ตืนวิทยา จำนวน 5 คน
  3. ตัวแทนชุมชนท้องถิ่นในอำเภอลี้ จำนวน 10 คน
ผลที่เกิดจากผู้เรียน

-

การรับรองและรางวัล

-

การเผยแพร่

-

การอ้างอิง

-

ลิขสิทธิ์และการอนุญาตใช้งาน

-

การต่อยอดและพัฒนา

-

การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาง.อัมพร วรรณแก้ว, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=XHTJ600000000026 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ