แชร์หน้านี้
อ่านแล้ว 116 ครั้ง

ข้อมูลนวัตกรรม
รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกิจกรรม STEM เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในห้องเรียนขนาดเล็ก: กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านสมัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2
STEM Education
ประถมศึกษา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ข้อมูลผู้พัฒนา
นางธิดารัตน์ วงศ์ธิมา
ครูชำนาญการพิเศษ
โรงเรียนบ้านสมัย
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
0892618030
wongthima2523@gmail.com
บทคัดย่อ/บทสรุป

การวิจัยเรื่อง: รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกิจกรรม STEM เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในห้องเรียนขนาดเล็ก: กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านสมัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2  การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ

1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกิจกรรม STEM เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในห้องเรียนขนาดเล็ก และ

2) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสมัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย

1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ ISECA Model

2) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ ISECA Model จำนวน 6 แผน

3) แบบประเมินทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม และ

4) แบบประเมินผลงานนวัตกรรมของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test แบบ Dependent Samples)

ผลการวิจัยพบว่า:

  1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น คือ ISECA Model ประกอบด้วยขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.68, S.D. = 0.47) โดยมีค่าประสิทธิภาพ E/E = 83.05/81.53 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นทั้ง 6 แผน มีคุณภาพในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.72, S.D. = 0.36) และมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) มากกว่า 0.5 ทุกแผน
  2. ประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ พบว่า นักเรียนมีทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (x̄ = 33.50, S.D. = 2.94) สูงกว่าก่อนเรียน (x̄ = 20.44, S.D. = 4.62) นักเรียนมีพัฒนาการของทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดการจัดการเรียนรู้ทั้ง 6 แผน จาก 25.88 คะแนน (แผนที่ 1-2) เป็น 30.19 คะแนน (แผนที่ 3-4) และ 33.50 คะแนน (แผนที่ 5-6) ตามลำดับ นอกจากนี้ ผลงานนวัตกรรมของนักเรียนมีคุณภาพอยู่ในระดับดี (x̄ = 4.25, S.D. = 0.67) โดยด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด คือ ประโยชน์และคุณค่า (x̄ = 4.38, S.D. = 0.62)

ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ ISECA Model ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในบริบทห้องเรียนขนาดเล็ก และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมในระดับชั้นอื่น ๆ หรือในบริบทโรงเรียนขนาดเล็กอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลักการและเหตุผล

การพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมถือเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์แนวคิดใหม่และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (สุวิมล มธุรส, 2023) โดยเฉพาะในบริบทของห้องเรียนขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร แต่มีโอกาสในการจัดการเรียนรู้แบบเข้มข้นได้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ (ไพศาล วรคำ, 2022) สอดคล้องกับงานวิจัยของ นภัสนันท์ กรรณิการ์ (2021) ที่พบว่าการบูรณาการ STEM Education กับการเรียนรู้เชิงรุกช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาของ วิชชุดา ทองเลี่ยมนาค และคณะ (2024) พบว่าการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมในโรงเรียนขนาดเล็กยังมีข้อจำกัดและต้องการรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของ ชนาธิป พรกุล (2020) ที่กล่าวว่าการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ควรคำนึงถึงบริบทและความพร้อมของสถานศึกษา การวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกิจกรรม STEM สำหรับห้องเรียนขนาดเล็กที่สอดคล้องกับบริบทโรงเรียนบ้านสมัย เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

วัตถุประสงค์

เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกิจกรรม STEM

ที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในห้องเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนบ้านสมัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

การวิจัยเรื่อง "รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกิจกรรม STEM เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในห้องเรียนขนาดเล็ก: กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านสมัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2" ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นฐานความรู้และแนวทางในการดำเนินการวิจัย โดยนำเสนอตามลำดับดังนี้

2.1. การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning

2.1.๑ หลักการและแนวคิดของการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning

2.1.๒ รูปแบบและวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning

2.2 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ STEM Education

2.2.๑ กระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM Education

2.2.๒ การออกแบบกิจกรรม STEM ในระดับประถมศึกษา

2.2.๓ แนวทางการประเมินผลการจัดการเรียนรู้แบบ STEM

 

คำสำคัญ (Keywords)
คำสำคัญ: การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning, กิจกรรม STEM, ทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม, ISECA Model, โรงเรียนขนาดเล็ก
วิธีการพัฒนา

การวิจัยเรื่อง "รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกิจกรรม STEM เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในห้องเรียนขนาดเล็ก: กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านสมัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2" เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนดังนี้

3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

3.1.1 ประชากร

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสมัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567

3.1.2 กลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสมัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 จำนวน 16 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยเป็นห้องเรียนที่ผู้วิจัยรับผิดชอบสอน

3.2 รูปแบบการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Kemmis & McTaggart ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน (Plan) การปฏิบัติ (Act) การสังเกต (Observe) และการสะท้อนผล (Reflect) โดยมีวงจรการวิจัยทั้งสิ้น 3 วงจร

3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

3.3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง

  1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกิจกรรม STEM เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม
  2. แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกิจกรรม STEM จำนวน 12 แผน ใช้เวลาทั้งสิ้น 36 ชั่วโมง
  3. คู่มือการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกิจกรรม STEM

3.3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

3.4 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ

3.5 การดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล

3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล

3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

 

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ

 การวิเคราะห์ข้อมูล

 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ

  1. วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบประเมินทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการทดสอบที (t-test for Dependent Samples)
  2. วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบประเมินชิ้นงาน/ผลงานนักเรียน โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
  3. วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
  4. วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

3.6.2 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ

  1. วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์นักเรียน โดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
  2. วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบบันทึกสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ของครู โดยการวิเคราะห์เนื้อหาและจัดหมวดหมู่ตามประเด็นที่ศึกษา

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

 สถิติพื้นฐาน

  1. ค่าเฉลี่ย (Mean)
  2. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
  3. ค่าร้อยละ (Percentage)

สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ

  1. ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item-Objective Congruence: IOC)
  2. ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient)

 สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน

  1. การทดสอบที (t-test for Dependent Samples) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนก่อนและหลังการทดลอง
วิธีการใช้งาน

 การดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล

การดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ตามวงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดังนี้

ระยะที่ 1: การเตรียมการ

  1. ขออนุญาตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสมัยเพื่อทำการวิจัย
  2. ชี้แจงวัตถุประสงค์และรายละเอียดของการวิจัยให้นักเรียนทราบ
  3. ประเมินทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนก่อนการทดลอง (Pre-test) ด้วยแบบประเมินทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม

 ระยะที่ 2: การดำเนินการทดลอง

ดำเนินการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกิจกรรม STEM ที่พัฒนาขึ้น ตามวงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 3 วงจร ดังนี้

วงจรที่ 1: แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1-4

  1. ขั้นวางแผน (Plan): เตรียมแผนการจัดการเรียนรู้และสื่ออุปกรณ์
  2. ขั้นปฏิบัติ (Act): จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนที่ 1-4
  3. ขั้นสังเกต (Observe): สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน ประเมินชิ้นงาน บันทึกปัญหาและอุปสรรค
  4. ขั้นสะท้อนผล (Reflect): วิเคราะห์ผลการจัดการเรียนรู้ ปัญหาและอุปสรรค เพื่อปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ในวงจรต่อไป

วงจรที่ 2: แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5-8

  1. ขั้นวางแผน (Plan): ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ตามผลการสะท้อนจากวงจรที่ 1
  2. ขั้นปฏิบัติ (Act): จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนที่ 5-8
  3. ขั้นสังเกต (Observe): สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน ประเมินชิ้นงาน บันทึกปัญหาและอุปสรรค
  4. ขั้นสะท้อนผล (Reflect): วิเคราะห์ผลการจัดการเรียนรู้ ปัญหาและอุปสรรค เพื่อปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ในวงจรต่อไป

วงจรที่ 3: แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9-12

  1. ขั้นวางแผน (Plan): ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ตามผลการสะท้อนจากวงจรที่ 2
  2. ขั้นปฏิบัติ (Act): จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนที่ 9-12
  3. ขั้นสังเกต (Observe): สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน ประเมินชิ้นงาน บันทึกปัญหาและอุปสรรค
  4. ขั้นสะท้อนผล (Reflect): วิเคราะห์ผลการจัดการเรียนรู้ ปัญหาและอุปสรรค สรุปผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้

ระยะที่ 3: การประเมินผล

  1. ประเมินทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนหลังการทดลอง (Post-test) ด้วยแบบประเมินทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม
  2. สัมภาษณ์นักเรียนเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้
  3. ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้
ประชากร(กลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย)

 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

 ประชากร

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสมัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567

 กลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสมัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 จำนวน 16 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยเป็นห้องเรียนที่ผู้วิจัยรับผิดชอบสอน

รูปแบบการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Kemmis & McTaggart ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน (Plan) การปฏิบัติ (Act) การสังเกต (Observe) และการสะท้อนผล (Reflect) โดยมีวงจรการวิจัยทั้งสิ้น 3 วงจร

ผลที่เกิดจากผู้เรียน

ผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้

  1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น คือ รูปแบบ ISECA Model ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญว่ามีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.68, S.D. = 0.47) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ หลักการของรูปแบบและบทบาทของนักเรียน (x̄ = 4.80, S.D. = 0.45)
  2. ผู้วิจัยได้พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ ISECA Model จำนวน 6 แผน ซึ่งมีคุณภาพในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.72, S.D. = 0.36) และมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) มากกว่า 0.5 ทุกแผน
  3. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ E/E = 83.05/81.53 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้

5.1.2 ผลการศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้

  1. นักเรียนมีทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (x̄ = 33.50, S.D. = 2.94) สูงกว่าก่อนเรียน (x̄ = 20.44, S.D. = 4.62)
  2. นักเรียนมีพัฒนาการของทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดการจัดการเรียนรู้ทั้ง 6 แผน โดยมีคะแนนเฉลี่ยรวมเพิ่มขึ้นจาก 25.88 คะแนน (แผนที่ 1-2) เป็น 30.19 คะแนน (แผนที่ 3-4) และ 33.50 คะแนน (แผนที่ 5-6) ตามลำดับ
  3. ผลงานนวัตกรรมของนักเรียนที่เกิดจากการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพอยู่ในระดับดี (x̄ = 4.25, S.D. = 0.67) โดยเกณฑ์การประเมินที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด คือ ประโยชน์และคุณค่า (x̄ = 4.38, S.D. = 0.62)
การอ้างอิง

บรรณานุกรม

จิราภรณ์ พิมใจใส. (2562). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการในห้องเรียนขนาดเล็ก. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 21(3), 122-136.

สุพรรณี ชาญประเสริฐ. (2563). การพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของนักเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับกิจกรรม STEM. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 43(2), 78-90.

Amabile, T. M. (1996). Creativity in context: Update to the social psychology of creativity. Boulder, CO: Westview Press.

Blackley, S., Sheffield, R., Maynard, N., Koul, R., & Walker, R. (2017). Makerspace and reflective practice: Advancing pre-service teachers in STEM education. Australian Journal of Teacher Education, 42(3), 22-37.

Hattie, J., & Timperley, H. (2007). The power of feedback. Review of Educational Research, 77(1), 81-112.

Joyce, B., & Weil, M. (2009). Models of teaching (8th ed.). Boston: Allyn and Bacon.

Krajcik, J. S., & Blumenfeld, P. C. (2006). Project-based learning. In R. K. Sawyer (Ed.), The Cambridge handbook of the learning sciences (pp. 317-334). New York: Cambridge University Press.

การเขียนอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์
นาง.ธิดารัตน์ วงศ์ธิมา, https://lpeduinno.org. 2568. แหล่งที่มา : https://lpeduinno.org/ShowInno.php?id=ZPI8200000000034 ค้นเมื่อ 15 เมษายน, 2569.


ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ